สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา•ตอนที่ 17

ร่องรอยของคนใน

ผลงานโดย คนมองเมือง
เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ จากการขึ้นลำกล้องปืนในความมืดนั้นดังชัดเจนเสียยิ่งกว่าเสียงหัวใจของผมที่กำลังเต้นระส่ำอยู่ในอก ธันวาไม่ลังเลแม้แต่นเสี้ยววินาที ร่างสูงโปรดในชุดสูทเข้ารูปกระชากข้อมือของรินให้พุ่งหลบเข้าไปในซอกตึกแคบ ๆ ระหว่างผนังปูนเปลือยของตึกแถวเก่าแก่กับโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิมของไซต์งานก่อสร้างที่ถูกทิ้งร้าง กลิ่นอับชื้นของฝุ่นปูนและน้ำขังตีเข้าจมูกทันทีที่แผ่นหลังของพวกเราแนบชิดกับผนังเย็นเฉียบ "อย่าขยับ" ธันวา กระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ลมหายใจของเขารดอยู่ใกล้ใบหูของผม ความเย็นชาที่เคยเป็นเกราะกำบังของสถาปนิกหนุ่มผู้นี้บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตัวระดับสูงสุด สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องเขม็งไปยังเงาร่างที่ทอดตัวยาวอยู่ที่ปากตรอก รินเม้มริมฝีปากแน่น มือเรียวข้างหนึ่งเอื้อมลงไปกุมด้ามเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตโดยอัตโนมัติ แม้จะเป็นนักข่าวสนามที่ผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาหลายครั้ง แต่สถานการณ์ในค่ำคืนนี้กลับมีความกดดันที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่การไล่าล่าจากพวกอันธพาลข้างถนนทั่วไป แต่เป็นเกมหมากรุกที่เดิมพันด้วยชีวิต ซึ่งมีใครบางคนกำลังเดินหมากด้วยความแม่นยำราวจับวาง "มันไม่ได้มาคนเดียว" รินกระซิบตอบ เสียงของเธอเบาราวเสียงกระซิบของสายลม แต่หนักแน่นพอที่จะทำให้ธันวาหันมามองด้วยหางตา ที่ปากตรอก... เงาร่างที่สองและสามค่อย ๆ ก้าวออกมาจากความมืด แสงไฟสีส้มสลัวจากเสาไฟฟ้าริมถนนด้านนอกสาดส่องกระทบกับโครงร่างของบุคคลเหล่านั้น ปืนพกติดกระบอกเก็บเสียงถูกยกขึ้นระดับอก ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวที่เงียบเชียบไร้ที่ติเช่นนี้ไม่ใช่การกระทำของมือสมัครเล่น พวกมันคือมืออาชีพ มือสังหารที่ถูกจ้างมาเพื่อเก็บกวาดความสะอาดในโลกสีเทาใบนี้ ธันวากวาดสายตามองรอบตัวอย่างรวดเร็ว สมองอันปราดเปรื่องของสถาปนิกผู้คำนวณโครงสร้างมานับไม่ถ้วนกำลังประเมินทางหนีทีไล่ ช่องว่างระหว่างตึกนี้แคบเกินกว่าจะวิ่งฝ่าออกไปตรง ๆ หากถูกยิงสกัดจากปากตรอก พวกเขาจะกลายเป็นเป้านิ่งทันที "ตามผมมา" ธันวาคว้าข้อมือของรินอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ดึง แต่เป็นการออกแรงนำทางไปสู่บันไดหนีไฟขึ้นสนิมที่ซ่อนอยู่หลังกองวัสดุก่อสร้าง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงเริ่มดังขึ้นจากปากตรอก พวกมันเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาค้นหาแล้ว เสียงรองเท้าหนังกระทบกับพื้นคอนกรีตดัง *ก๊อก... ก๊อก...* เข้ามาใกล้ทุกที ความกดดันบีบอัดอากาศรอบตัวจนแทบหายใจไม่ออก ธันวาผลักประตูหนีไฟเก่า ๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ดน่ารำคาญ ก่อนจะดันรินให้เข้าไปข้างในแล้วตามด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้กลอนสนิมเขรอะขัดปิดล็อกไว้หลวม ๆ เพื่อซื้อเวลา พวกเราขึ้นมาถึงชั้นสามของตึกร้างที่กำลังอยู่ระหว่างการรีโนเวท พื้นที่โล่งกว้างไร้ผนังกั้นมีเพียงเสาปูนเปลือยตั้งตระหง่าน แสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่ยังไม่ได้ใส่กระจกเงา ทอดเงายาวน่ากลัวบนพื้นปูน รินหอบหายใจเบา ๆ พลันกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะสะดุดตากับบางสิ่งบนโต๊ะทำงานชั่วคราวของผู้ควบคุมงาน เอกสารกองใหญ่ถูกวางทับด้วยแปลนพิมพ์เขียว และที่สะดุดตาที่สุดคือ... โน้ตบุ๊กหน้าจอพับไว้ครึ่งหนึ่งแต่ไฟสถานะยังคงกะพริบเป็นจังหวะสีเขียว ธันวาสังเกตเห็นสายตาของริน เขารีบก้าวเข้าไปขวางหน้าโต๊ะนั้นทันที ราวกับต้องการปกป้องบางอย่าง "อย่าแตะต้องมัน" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาไหววูบไปชั่วขณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่รินไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวผู้ชายคนนี้ "ทำไมคะ... อภัย, ทำไมล่ะธันวา?" รินหรี่ตามองด้วยความสงสัย สัญชาตญาณนักข่าวพุ่งพล่าน "โน้ตบุ๊กเครื่องนั้นเปิดอยู่ แปลว่ามีคนเพิ่งใช้งานมันก่อนที่เราจะมาถึง และถ้าฉันเดาไม่ผิด... คนที่โทรศัพท์นัดคุณออกมาที่ไซต์งานนี้เมื่อสองชั่วโมงก่อน ก็คือคนเดียวกับเจ้าของคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ใช่ไหม?" ธันวาเงียบ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แววตาที่เคยเยือกเย็นและควบคุมสถานการณ์ได้เสมอ บัดนี้ฉายแววความลังเลและความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด "คุณไม่ต้องรู้หรอกริน หน้าที่ของคุณคือถอยออกไปจากเรื่องนี้ซะ" "ถอยงั้นเหรอ?" รินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความดื้อรั้น "คุณคิดว่าฉันเดินทางมาถึงจุดนี้เพราะอยากถอยเหรอธันวา? เรากำลังพูดถึงการทุจริตโครงการก่อสร้างมูลค่าหลายพันล้าน การตายของวิศวกรคนก่อน และตอนนี้... มีคนพยายามจะฆ่าเราปิดปาก แล้วคุณยังจะมาบอกให้ฉันถอยอีกงั้นเหรอ?" "คุณไม่เข้าใจ..." ธันวาขยับตัวเข้าประชิด เสียงของเขาต่ำลงจนแทบกลืนหายไปกับเสียงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่าง "บางครั้ง... การรู้ความจริงมากเกินไป มันไม่ได้ช่วยให้คุณรอดชีวิต แต่มันกำลังทำให้คนที่คุณรักตกอยู่ในอันตรายต่างหาก" บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ความใกล้ชิดทำให้พวกเขารับรู้ได้ถึงไออุ่นและจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วของอีกฝ่าย ท่ามกลางอุดมการณ์ที่ขัดแย้งและโลกใบเทาที่พวกเขากำลังยืนอยู่ แรงดึงดูดประหลาดบางอย่างกำลังผูกรั้งพวกเขาเข้าหากันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นจากบันไดหนีไฟก็ทำลายความเงียบลง! *แอ๊ด... เสียงโลหะเสียดสีกันเบา ๆ* พวกมันตามขึ้นมาถึงชั้นนี้แล้ว ธันวากวาดสายตาไปรอบห้องอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางหนีทีไล่ แต่สายตากลับไปสะดุดเข้ากับหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานข้างโน้ตบุ๊ก หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับสายเรียกเข้า หน้าจอแสดงชื่อที่ทำให้ลมหายใจของธันวาแทบหยุดชะงัก ชื่อบนหน้าจอคือ... **"กรณ์"** มือขวาคนสนิทและผู้จัดการโครงการผู้ดูแลทุกอย่างแทนเขามาตลอดห้าปี ธันวาขมวดคิ้วแน่นด้วยความสับสน กรณ์ควรจะอยู่ที่สำนักงานใหญ่ในย่านธุรกิจเวลานี้ ไม่ใช่การโทรศัพท์เข้ามาหาเขาในสถานที่ปิดตายและอันตรายเช่นนี้ รินเหลือบไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์นั้นพอดี เธอมองหน้าธันวาด้วยสายตาที่คมกิบราวกับใบมีด ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำลายความสงสัยทั้งหมดลงในพริบตา "รับสายเขาสิคะธันวา..." รินยิ้มเยาะด้วยความเจ็บปวดและรู้ทัน "เปิดสปีกเกอร์โฟนให้ฉันได้ยินด้วย... ว่าทำไมคนที่คุณไว้ใจที่สุด ถึงรู้พิกัดที่เรายืนอยู่ตอนนี้" ธันวานิ่งงัน นิ้วเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะกดรับสายและเปิดลำโพงตามคำท้าทาย เสียงลมหายใจปลายสายดังแทรกเข้ามาในความเงียบ ก่อนที่เสียงทุ้มคุ้นเคยจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ความรู้สึกผิด *"ขอโทษทีนะคุณธันวา... แต่เกมนี้ คนที่ถือไพ่เหนือกว่า ไม่ใช่คุณอีกต่อไปแล้ว"* ธันวานิ่งค้าง ร่างทั้งร่างชาดิกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระบาล เมื่อเสียงฝีเท้าของมือสังหารที่กำลังเดินเข้ามาใกล้หยุดลง พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนก้าวพ้นขอบประตูปูนเปลือยเข้ามาในแสงจันทร์... คนสนิทที่ยืนอยู่เคียงข้างเขามาตลอด กลับยืนถือปืนหันปากกระบอกมาทางพวกเขาด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินกับบทนี้และเตรียมตัวรับมือกับจุดพลิกผันในตอนต่อไปนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%