กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยวนอยู่ในแสงไฟสีส้มสลัวของห้องใต้ดิน ตึกแถวร้างย่านตลาดน้อย ไม่ได้ทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดเท่ากับน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เฉียบคมของริน ที่เพิ่งวางแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะไม้ตัวกว้าง
"คุณคิดว่าการซ่อนรอยร้าวหลังผนังคอนกรีตเปลือย มันจะทำให้ตึกคسกพังช้าลง หรือแค่ทำให้คนข้างในตายใจว่ามันยังแข็งแรงกันแน่ครับ คุณธันวา"
ธันวาไม่แม้แต่จะชายตาแลแฟ้มเอกสารฉบับนั้น นิ้วเรียวยาวคีบบุหรี่มวนบางที่เพิ่งจุด ควันสีเทาลอยขึ้นไปบรรจบกับความมืดเบื้องบน เขากัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขยับนูน ก่อนจะพ่นควันออกมาช้าๆ ราวกับต้องการปัดเป่าเศษซากความทรงจำที่พยายามฝังกลบมาตลอดหลายปี
"คุณไม่เข้าใจหรอก ริน... โลกของสถาปนิกไม่ได้สวยงามเหมือนตัวเลขในงบดุล หรือพาดหัวข่าวตัวหนาของคุณ" ธันวาเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน "ตึกทุกหลังมีกระดูกสันหลัง และบางครั้ง... เพื่อให้มันตั้งตระหง่านอยู่ได้ เราจำเป็นต้องหักกระดูกของใครบางคนทิ้งเสียก่อน"
รินหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นทรง The Row จ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างทะลุปรุโปร่ง "นั่นคือคำแก้ตัวของคนบาปที่พยายามล้างมือในอ่างทองคำ หรือคือความจริงอันน่าสังเวชที่คุณบอกตัวเองทุกครั้งก่อนนอนครับ"
คำพูดนั้นบาดลึกราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นเก่า ธันวาชะงัก เปลวไฟจากมวนบุหรี่สั่นไหวเล็กน้อยตามแรงบีบของปลายนิ้ว ภาพเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนฉายชัดขึ้นมาในหัว สมัยที่เขายังเป็นแค่สถาปนิกหนุ่มไฟแรงผู้เชื่อมั่นในอุดมการณ์ โครงการคอมเพล็กซ์ยักษ์ใหญ่ที่เขาเท2ทั้งชีวิตและจิตวิญญาณลงไปออกแบบ มันควรจะเป็นอนุสรณ์แห่งความสำเร็จ แต่มันกลับกลายเป็นหลุมศพทางจริยธรรมชิ้นแรกของเขา
"คุณรู้ไหมว่าความรู้สึกของการถูกคนที่ไว้ใจที่สุดแทงข้างหลังมันเป็นอย่างไร..." ธันวาพูดขึ้นลอยๆ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกฝ้าที่สะท้อนภาพเมืองกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับแต่มืดบอดในทางจิตวิญญาณ
รินหุบยิ้ม ท่าทีเยาะเย้ยหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเงียบที่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ระบายความอัดอั้นที่เก็บงำไว้ใต้เปลือกนอกอันเย็นชา
"ผมเคยมีรุ่นพี่ที่เคารพรักเหมือนพ่อคนที่สอง... เรานั่งร่างแบบด้วยกันใต้แสงไฟนีออนดวงเดียว กินมาม่าประทังชีวิตด้วยกันเป็นเดือนๆ เขาสอนผมทุกอย่างเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม สอนว่าเส้นตรงทุกเส้นต้องซื่อสัตย์ต่อโครงสร้าง" ธันวาแค่นยิ้ม สมเพชตัวเอง "แต่สุดท้าย... ในวันที่เซ็นสัญญาอนุมัติงบก้อนสุดท้าย ชื่อของผมถูกสลับให้กลายเป็นผู้รับผิดชอบโครงการที่มีปัญหาโครงสร้างเสาเข็ม ทั้งที่ผมทักท้วงเขาเป็นร้อยครั้งแล้ว!"
น้ำเสียงของธันวาเริ่มสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความโกรธแค้นที่ถูกกัก 3500 วัน "เขาเอาชื่อผมไปเซ็นรับรองการใช้วัสดุเกรดต่ำเพื่อแลกกับเงินใต้โต๊ะก้อนโต แล้วโบ้ยความผิดทั้งหมดให้เด็กจบใหม่ที่ไม่มีเส้นสายอย่างผม... ผมเกือบติดคุกอนาคตพังพินาศในชั่วข้ามคืน ถ้าในวันนั้นผมไม่เลือกที่จะ 'เล่นตามเกม' ของพวกมันด้วยการก้มหัว ยอมรับผิดครึ่งหนึ่งเพื่อแลกกับการรอดตัวมาเป็นหมาล่าเนื้อในวันนี้... คุณคิดว่าผมจะมีวันนี้ไหม!"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องใต้ดินชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ รินมองสถาปนิกหนุ่มผู้เย่อหยิ่งด้วยแววตาที่ซับซ้อนขึ้น ความเกลียดชังในความเลวร้ายของอีกฝ่ายถูกเจือปนด้วยความเข้าใจอย่างน่าประหลาด
"งั้นเหรอครับ..." รินพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย "คุณเลยเลือกที่จะกลายเป็นปีศาจเสียเอง เพื่อไม่ให้ใครมาเหยียบย่ำคุณได้อีก คุณยอมรับสินบน ยอมเขียนแบบให้ตึกที่ได้มาตรฐานปลอมๆ เพื่อแลกกับการยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร"
"โลกนี้ไม่มีที่ยืนให้คนอ่อนแอ ริน" ธันวากลับมาใช้สายตาเยชาฉาบทับความเปราะบางเมื่อครู่ "คุณจะร้องไห้หายยุติธรรมบนกองซากปรักหักพัง หรือจะเดินเหยียบซากศพคนอื่นขึ้นไปยืนบนยอดตึก... เลือกเอาเองสิครับ"
รินไม่ตอบทันที เธอเดินไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากแฟ้มที่วางไว้ หยิบมันขึ้นมาคลี่ออกแล้ววางตรงหน้าธันวา "บางที... คนที่หักหลังคุณเมื่อห้าปีก่อน อาจจะไม่ได้ลอยนวลอย่างที่คุณคิดก็ได้นะครับ"
ธันวาก้มมองกระดาษแผ่นนั้น แวบแรกเขาคิดว่าเป็นเอกสารทางราชการทั่วไป แต่เมื่อกวาดสายตาผ่านตัวเลขและลายเซ็นต์ที่คุ้นเคย ดวงตาคมกริบก็เบิกกว้างขึ้น หัวใจกระตุกวูบ ลายเซ็นต์นั้น... มันคือลายเซ็นของคนที่เขาตามหามาตลอดทศวรรษ
ก่อนที่ธันวาจะได้เอ่ยปากถามอะไร เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่บันไดทางลงห้องใต้ดิน ฝีเท้าที่จังหวะมั่นคงและไม่ได้พยายามซ่อนเร้น เสียงกุญแจกระทบกันดังแกร็กที่หน้าประตูเหล็กบานหนา รินหันขวับไปมองประตูด้วยความตกใจ ขณะที่ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือเอื้อมไปหยิบประแจเหล็กบนโต๊ะทำงานโดยสัญชาตญาณ ประตูเหล็กค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของแขกไม่ได้รับเชิญที่ก้าวเข้ามาในเงาสลัว...
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านเรื่องราวสีเทานี้ด้วยกันนะครับ
สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา•ตอนที่ 13
นิยามของคนขี้แพ้
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!