เศษแก้วใสระยิบระยับราวกับเกลือป่นที่ถูกโปรยลงบนพื้นปูนเปลือย เสียงสะท้อนของกระสุนปืนเก็บเสียงยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้ว่าควันจางๆ จากปลอกกระสุนจะจางหายไปในความมืดของออฟฟิศชั้นสิบสองแล้วก็ตาม
ธันวาไม่ได้ก้มลงมองเศษซากความเสียหายนั้นทันที สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงยังคงจดจ้องไปยังจุดที่รินเคยยืนอยู่เมื่อเสี้ยววินาทีก่อน ร่างบางของนักข่าวสาวไวกว่าความคิด เธอทิ้งตัวราบลงกับพื้นใต้โต๊ะเขียนแบบอย่างรู้สحابการณ์ ลมหายใจของเธอหอบกระชั้นเล็กน้อย แต่ไม่มีเสียงกรีดร้องแม้แต่แอะเดียว—นี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาของคนทั่วไปที่เพิ่งเฉียดความตาย มันคือสัญชาตญาณของคนที่คุ้นเคยกับการเอาชีวิตรอดในมุมมืดของเมืองใหญ่
"คุณไม่เป็นไรนะ" ธันวาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาเรียบสนิทจนน่ากลัว ไม่มีความตื่นตระหนกเจือปนแม้แต่น้อย
"ฉันสบายดี... ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงอันน้อยนิดของคุณ" เสียงกระซิบตอบกลับมาจากใต้เงาโต๊ะ เจือด้วยรอยยิ้มหยันที่ธันวาจินตนาการออกทันทีโดยไม่ต้องมอง "แต่ดูเหมือนว่าโปรเจกต์ตึกระฟ้าของคุณ จะมีคนไม่อยากให้ฉันเขียนถึงเข้าแล้วล่ะมั้งครับ... อ้อ ขอโทษที ฉันติดนิสัยพูดกวนประสาทเวลาเจอเรื่องเป็นตาย"
ธันวาก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง หลีกPเศษแก้วบนพื้น เขาทรุดตัวลงนั่งยองๆ ให้ระดับสายตาเสมอ2กับรินที่ยังคงหลบอยู่หลังมุมบังตา แสงไฟนีออนจากตึกฝั่งตรงข้ามสาดส่องเข้ามาผ่านรอยกระสุนที่กระจก เผยให้เห็นใบหน้าที่ตึงเครียดแต่แววตากลับพราวระยับด้วยความท้าทาย
"คุณประเมินความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองสูงเกินไป ริน" ธันวาเอ่ยเสียงต่ำ โน้มตัวเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ ของฝนและกาแฟดำจากตัวเธอ "โลกของผมมันกว้างใหญ่และซับซ้อนกว่าที่คุณจะเอาปากกาเล่มเดียวมาขุดคุ้ย การที่คุณเอาตัวเข้ามาเสี่ยงในรังเสือ มันไม่ได้เรียกว่าความกล้าหาญ... มันเรียกว่าความโง่เขลา"
รินหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของสถาปนิกหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว เธอยขยับตัวเข้าใกล้เขาจนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบ ความกดดันรอบตัวบีבอัดจนแทบหายใจไม่ออก
"ความโง่กับความจริงมันมักจะเดินมาด้วยกันเสมอแหละค่ะ... เอ่อ ขออภัยค่ะ... ครับ" รินแก้คำพูดตัวเองทันทีเมื่อเห็นคิ้วของธันวาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความรำคาญใจกับสรรพนาม "ฉันหมายความว่า สถาปนิกมือหนึ่งอย่างคุณ ยอมรับงานออกแบบฐานรากที่ล Ed โครงสร้างบิดเบี้ยวเพื่อแลกกับตัวเลขในบัญชีธนาคารต่างประเทศ... แบบนี้เขาเรียกว่าฉลาดหรือเปล่าล่ะครับ คุณธันวา"
คำพูดนั้นเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเป็น ธันวาชะงักไปชั่ววินาที สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความเยือกเย็นเป็นความแข็งกร้าว รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มจนรินรู้สึกได้ แต่แทนที่จะถอยหนี เขากลับยื่นมือไปคว้าข้อแขนเรียวของเธอไว้แน่น บีบพอให้รู้สึกเจ็บ
"คุณรู้อะไรมาบ้าง" เสียงของธันวากดต่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มของเธอ
"รู้เท่าที่คุณพยายามจะปกปิดนั่นแหละครับ" รินไม่สะท้าน เธอยกมืออีกข้างขึ้นมาแตะอกเสื้อของเขาเบาๆ "กระสุนเมื่อกี้ไม่ได้ตั้งใจเอาชีวิตฉันหรอก... มันเป็นการ 'เตือนสติ' ต่างหาก เตือนให้ฉันรู้ว่า ฉันกำลังเดินเข้าใกล้ห้องใต้ดินที่คุณซ่อนซากศพของบริษัทรับเหมาเก่าไว้"
ธันวาจ้องมองหญิงตรงหน้าอย่างพิจารณา สมองของเขาประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ผู้หญิงคนนี้อันตรายเกินไป เธอไม่มีสังกัด ไม่มีใครหนุนหลัง แต่กลับมีความสามารถในการขุดคุ้ยรากเหง้าปัญหาที่เขาพยายามฝังกลบมานานหลายปีได้อย่างแม่นยำ
ในขณะที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองกำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของธันวาก็สั่นครืดขึ้นมาทำลายความเงียบ เขาไม่ได้ละสายตาจากริน มือข้างหนึ่งล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอแสดงเบอร์ไม่มี ID Caller แต่เขารู้ดีว่าเป็นใคร
ธันวากดรับโดยไม่ลังเล เปิดสపీกเกอร์โฟนเพื่อให้รินได้ยินด้วย
*"งานที่สั่ง... เคลียร์เรียบร้อยดีไหมครับคุณธันวา"* เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบจากปลายสายดังขึ้น *"หนูนักข่าวคนนั้นคงไม่มารบกวนโปรเจกต์ 'แกรนด์ โอเอซิส' ของเราอีกนะ"*
รินเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยค1นั้น เธอหันไปมองหน้าธันวาที่ตอนนี้แววตาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเย็นชาแบบเดิมกลับมาอีกครั้ง แต่เพิ่มเติมคือความว่างเปล่าที่น่ากลัว
ธันวายังคงเงียบ เขากวาดสายตามองริน ชั่วขณะหนึ่ง สองสายตาสอดประสานกันโดยไม่ต้องเอื้อnเอ่ยคำใด อุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันสุดขั้วกำลังถูกทดสอบ ณ วินาทีนี้ บนซากปรักหักพังของความไว้วางใจ
ธันวาตัดสินใจขยับปากตอบปลายสายด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด
"งานเรียบร้อยดีครับท่าน... ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง"
เขาวางสายทันที ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง รินขมวดคิ้วแน่น เธอกำลังจะอ้าปากต่อว่าที่เขาเลือกยืนอยู่ฝั่งเดียวกับผู้มีอิทธิพล แต่ธันวากลับยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง เป็นเชิงสั่งให้เธอเงียบ
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกห้องทำงานดังขึ้นสามครั้ง ช้าๆ และหนักแน่น ท่ามกลางความมืดมิดของชั้นที่ควรจะไม่มีใครอยู่แล้ว นอกเหนือจากพวกเขาสองคน
ธันวาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาคมกวาดมองไปที่ประตูทางเข้า รินผุดลุกขึ้นตาม เตรียมคว้ากล้องถ่ายรูปในกระเป๋าเป้ขึ้นมาตั้งรับ แต่ธันวาเอื้อมมือมาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น บีบส่งสัญญาณเตือนบางอย่างที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
ลูกบิดประตูด้านนอกค่อยๆ หมุนช้าๆ พร้อมกับเสียงโลหะเสียดสีกันดังเอี๊ยด... และก่อนที่บานประตูจะเปิดออกจนสุด ร่างของชายในชุดสูทสีเข้มคนหนึ่งก็ก้าวพ้นขอบประตูก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้ธันวาต้องสูดหายใจเข้าลึกว่าเดิม... เพราะคนๆ นั้น คือคนที่ควรจะอยู่ห่างจากตึกนี้ไปนับร้อยกิโลเมตรในเวลานี้
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเลนส์สีเทาบทนี้ด้วยกันนะครับ
สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา•ตอนที่ 2
เลนส์กล้องที่ส่องไม่ถึง
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!