สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา•ตอนที่ 9

กับดักในตึกร้าง

ผลงานโดย คนมองเมือง
กลิ่นอับชื้นของปูนซีเมนต์ผสมน้ำฝนและฝุ่นผงคอนกรีตคละคลุ้งอยู่ในความมืดทึบของชั้นสิบสอง โครงสร้างเหลเส้นยักษ์ที่ยังถักทอไม่เสร็จสมบูรณ์ทอดเงาทะมึนราวกับซี่โครงของอสุรกายดึกดำบรรพ์ ธันวาหยุดฝีเท้าลงบนพื้นคอนกรีตเปลือยเปล่า รองเท้าหนังขัดมันเหยียบย่ำลงบนเศษอิฐแตกหักที่ส่งเสียงกรอบแกรบกังวานในความเงียบงัด รินที่เดินตามหลังมาติดๆ เคลื่อนไหวร่างกายอย่างเงียบกริบไม่แพ้กัน เธอกวาดสายตาคมปลาบผ่านช่องหน้าต่างที่ยังไร้กระจก มองออกไปเห็นแสงไฟระยิบระยับของมหานครเบื้องล่างที่ดูราวกับดวงดาวในห้วงอวกาศอันไร้ก้นบึ้ง ทว่าความงามนั้นกลับชวนให้รู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยว "คุณแน่ใจหรือธันวา ว่าข้อมูลพิกัดในแฟลชไดรฟ์นั้นไม่ได้พาเราเดินเข้าสู่หลุมพราง" เสียงกระซิบของรินดังขึ้น ทำลายความเงียบ เธอยกมือขึ้นกอดอก สัญชาตญาณนักข่าวหัวรั้นกำลังร่ำร้องเตือนภัยทุกอณูผิว ธันวาไม่หันกลับไปมอง เขาถอดแว่นตากรอบเงินออก ใช้ผ้าเช็ดเลนส์ช้าๆ อย่างใจเย็น "ความโลภของคนเรามักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ริน และเอกสารชุดนี้... มีราคาแพงพอที่จะทำให้ใครบางคนยอมลงทุนลบเราสองคนให้หายไปจากแผนผังเมือง" การนัดหมายผ่านจดหมายนิรนามระบุให้พวกเขามาเอา "หลักฐานชิ้นสุดท้าย" ที่จะมัดตัวผู้ทรงอิทธิพลเบื้องหลังโครงการก่อสร้างมรณะนี้ที่ตึกร้างกลางกรุง แต่ทันทีที่ก้าวพ้นขอบประตูกระจกนิรกร้าง แรงกระแทกอันหนักหน่วงจากประตูเหล็กบานใหญ่ที่ถูกปิดตายจากด้านนอกก็ดังสนั่นก้องตึก *ปัง!* เสียงล็อกกลอนเหล็กหนาแน่นสะท้อนก้องไปตามโถงบันไดหนีไฟ ความมืดมิดเข้าโถมทับทันทีราวกับมีใครปิดสวิตช์โลกใบนี้ ธันวาขยับตัวเข้าประชิดเสาคอนกรีตโครงสร้างทันที สัญชาตญาณสถาปนิกผู้คุ้นเคยกับพิมพ์เขียวและมุมอับของตึกทำงานอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จนี้ไม่มีทางมีทางออกสำรองนอกจากลิฟต์ขนของที่ถูกตัดสลิง และบันไดหนีไฟที่เวลานี้... น่าจะถูกเชื่อมตายด้วยความร้อนของเครื่องตัดเหล็กไปเรียบร้อยแล้ว "พวกมันต้อนเราเข้ามาในกรง" รินพึมพำ น้ำเสียงไม่มีความหวาดกลัว เจือไว้ด้วยความกรุ่นโกรธที่พร้อมปะทุ "เราติดกับ" "เราไม่ได้ติดกับ... เราแค่เดินเข้ามาตามบทบาทที่พวกมันเขียนไว้ต่างหาก" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท เขาย่อตัวลงใช้มือสัมผัสพื้นคอนกรีตเพื่อประเมินแรงสั่นสะเทือน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่กำลังเคลื่อนตัวขึ้นมาจากบันไดด้านล่าง เสียงเหล็กขูดขีดกำแพงดังครูดคราดเข้ามาใกล้ทุกขณะ ในมุมมองของนักออกแบบ ธันวาเข้าใจโครงสร้างนี้ดีเกินไป ชั้นสิบสองคือจุดอับสายตาที่ไม่มีคานรับน้ำหนักส่วนกลาง หากเกิดแรงระเบิดหรือการทุบทำลาย จุดนี้จะพังทลายลงมาก่อนส่วนอื่น เป็นหลุมศพธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับซ่อนเร้นคดีความที่ไม่มีวันถูกรื้อฟื้น "คุณยังมีแผนสำรองอยู่ใช่ไหม สถาปนิกผู้เยือกเย็น" รินหันมาสบตาเขาในความสลัว แสงไฟนีออนจากตึกฝั่งตรงข้ามที่ลอดผ่านช่องปูนเปลือยสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของเธอ เผยให้เห็นรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ช่างเป็นความบ้าคลั่งที่งดงามและดึงดูดใจอย่างประหลาดท่ามกลางความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา "โลกนี้ไม่มีแผนสำรองสำหรับคนโง่ ริน มีเพียงการคาดการณ์ความน่าจะเป็นที่แย่ที่สุด" ธันวาขยับเข้าไปใกล้เธอจนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นฝุ่นปูน "และตอนนี้ ความน่าจะเป็นที่เราจะรอดออกไปได้ด้วยวิธีปกติคือศูนย์" แสงไฟฉายวาบขึ้นที่ปลายทางเดิน เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าโถงลิฟต์ ร่างเงาตะคุ่มสามร่างปรากฏขึ้นพร้อมกับวัตถุโลหะสะท้อนแสงไฟในมือ เสียงกระชับลำกล้องปืนพกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เป็นภาษาสากลที่ชัดเจนเกินกว่าจะต้องเอื้อnนเอ่ยคำใดๆ ธันวาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเรียวของรินไว้โดยสัญชาตญาณ แรงบีบกระชับแน่นสื่อความหมายบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายด้วยคำพูด อุดมการณ์ที่แตกต่าง มุมมองต่อโลกที่เคยขัดแย้ง บัดนี้ถูกหลอมรวมเหลือเพียงลมหายใจเดียวกันในพื้นที่สีเทาแห่งนี้ "ถ้าเราต้องตายที่นี่จริงๆ..." รินกระซิบ เสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าดวงตากลับพราวระยับด้วยประกายท้าทาย "ความจริงเรื่องตึกถล่มจะถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังนี้ตลอดไปนะ ธันวา" "ความจริงไม่มีวันตาย ริน... มันแค่รอเวลาถูกขุดพบ" ธันวายิ้มเยาะที่มุมปาก สายตาสบประสานกับดวงตาของเธออย่างลึกซึ้ง "และถ้าพวกเขาคิดจะฝังเรา พวกเขาต้องแบกรับความลับทั้งหมดนี้ลงไปในหลุมพร้อมกับเราด้วย" เสียงลำเลียงกระสุนปืนขึ้นลำคานดังชัดเจน ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด ธันวาเหลือบมองเสาปูนต้นที่อยู่ใกล้ที่สุด รอยร้าวเล็กๆ ที่เขาจงใจสังเกตเห็นตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา กำลังส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ้าดภายใต้แรงกดดันจากน้ำหนักเครื่องจักรบนดาดฟ้าที่ถูกเคลื่อนย้ายโดยฝีมือใครบางคนด้านบน เกมนี้ไม่ได้มีแค่ผู้ล่าและผู้ถูกล่า... แต่เป็นเกมทุบทำลายโครงสร้างที่ผู้สร้างยินดีจะพังมันทับถมทุกคนลงไปพร้อมกัน ในวินาทีที่แสงไฟฉายสาดส่องตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ พร้อมกับเสียงคำรามต่ำๆ ของชายฉกรรจ์ที่เตรียมเหนี่ยวไก ธันวากลับคว้าท่อนเหล็กเส้นที่วางอยู่ใกล้ตัว พุ่งตัวเข้าประชิดเสาคอนกรีตหลัก และกระหน่ำฟาดลงไปที่จุดรับน้ำหนักสุดกำลัง เพื่อทำลายเสาต้นสุดท้ายที่จะเปลี่ยนแผนการสังหารหมู่ให้กลายเป็นความพินาศของทุกฝ่าย รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับความบ้าบิ่นนั้น แต่ร่างกายของเธอกลับตอบสนองเร็วกว่าความคิด เธอพุ่งเข้าช่วยกระชากเศษคานปูนออกเพื่อเร่งการทรุดตัว ก่อนที่กระสุนนัดแรกจะพุ่งแหวกอากาศเฉียดผ่านหัวไหล่ของธันวาไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร เสียงคำรามสนั่นหวั่นไหวของโครงสร้างที่กำลังพังทลายดังกลบเสียงปืนจนสิ้นเชิง ฝุ่นปูนตลบอบอวลจนมองไม่เห็นสิ่งใด ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงกรีดร้องของความตกใจจากกลุ่มมือสังหารที่อยู่ปลายทางเดิน แผ่นกระดาษม้วนหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากกระเป๋าเสื้อสูทของหนึ่งในมือสังหารที่วิ่งหนีตาย กระเด็นมาตกแทบเท้าของธันวา ธันวาก้มลงคว้าแผ่นกระดาษนั้นขึ้นมา ท่ามกลางแสงไฟฉุกเฉินที่เริ่มกะพริบติดๆ ดับๆ จากระบบสำรองของตึก รินชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความระทึก ดวงตาของทั้งคู่เบิกกว้างขึ้นพร้อมกันเมื่อเห็นลายมือที่คุ้นเคยบนแผนผังนั้น... มันไม่ใช่แปลนก่อสร้างของบริษัทอสังหาริมทรัพย์คู่ปรับ แต่เป็นลายเซ็นอนุมัติโครงการของบุคคลที่พวกเขาทั้งคู่เพิ่งร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยเมื่อสัปดาห์ก่อน—บุคคลที่ควรจะอยู่ฝ่ายเดียวกับความยุติธรรมมาโดยตลอด ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเลนส์สีเทาบทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%