กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มชนิดไร้น้ำตาลลอยอวลตัดกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษเอกสารเก่าๆ บนโต๊ะทำงานตัวยาว รินวางแก้วกระดาษลงโดยไม่สนใจว่าหยดน้ำสีน้ำตาลจะซึมเปื้อนแปลนก่อสร้างโครงการ "มหานครริเวอร์ไซด์" ฉบับจริงที่กางอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาเรียบง่ายจดจ้องมองชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มประดับมุมปากเสมออย่างไม่วางตา ธันวายังคงรักษาท่าทีนิ่ง1สุขุมตามแบบฉบับสถาปนิกแถวหน้าได้อย่างไร้ที่ติ นิ้วเรียวยาวของเขากำลังหมุนปากกาหมึกซึมราคาแพงเล่นอย่างเชื่องช้า ราวกับจังหวะเวลาทุกวินาทีในห้องทำงานกระจกใสมองเห็นวิวเมืองกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนแห่งนี้อยู่ในการควบคุมของเขา
"คุณตรวจสอบเอกสารชุดนี้มาสามรอบแล้วนะ คุณริน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ไร้ซึ่งความหงุดหงิด มีเพียงความเยือกเย็นที่บางครั้งก็ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง "การจ้องมองกระดาษแผ่นเดิมซ้ำๆ ไม่ได้ทำให้ตัวเลขงบประมาณส่วนเกินที่ถูกปัดตกไปเมื่อห้าปีก่อนมันงอกเงยกลับขึ้นมาได้หรอกครับ"
"ฉันไม่ได้กำลังมองหาตัวเลขที่หายไปหรอกค่ะ—เอ A หมายถึง ครับ" รินแก้คำพูดตัวเองอย่างรวดเร็วเมื่อเผลอใช้สรรพนามผิดเพี้ยนไปตามความคุ้นเคย ดวงตาของเธoh หรี่ลงเล็กน้อยราวกับเสือดาวที่กำลังประเมินเหยื่อ "ฉันกำลังมองหา ‘เงา’ ของคุณต่างหาก คุณธันวา"
ธันวาชะอักมือที่หมุนปากกาเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มคมกริบเงยขึ้นสบตาเธอนิ่ง รอยยิ้มบนมุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยความเรียบเฉยที่ทรงพลัง "เงาเหรอครับ? ฟังดูเป็นคำพูดของนักเขียนบทภาพยนตร์ราคาถูก ไม่ใช่นักข่าวภาคสนามที่เคยควานหาความจริงจากกองเพลิงเลยสักนิด"
"บางทีความจริงอาจจะไม่ได้อยู่ในกองเพลิง แต่มันซ่อนอยู่ในพิมพ์เขียวที่สะอาดสะอ้านอย่างไร้ที่ติแบบนี้ต่างหาก" รินใช้นิ้วเคาะเบาๆ ลงบนลายเซ็นกำกับของธันวาที่มุมขวาล่างของกระดาษแปลน "โครงการนี้ผ่านการอนุมัติอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ทั้งที่พื้นที่ตั้งอยู่บนเขตดินอ่อนที่ต้องใช้เสาเข็มพิเศษ ต้นทุนควรจะสูงกว่านี้ถึงสามเท่า แต่คุณกลับบริหารจัดการจนงบประมาณมัน... 'พอดีตัว' ชนิดที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ทางวิศวกรรม"
"ในทางสถาปัตยกรรม คำว่าปาฏิหาริย์ไม่มีจริงหรอกครับ มีเพียงการคำนวณที่แม่นยำและการยอมรับความเสี่ยงในจุดที่คนอื่นมองไม่เห็น" ธันวาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ราคาแพง เสียงโครงสร้างเก้าอี้ส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ดเบาๆ ในความเงียบ "ผมออกแบบตึกนี้ให้ยืนหยัดท่ามกลางพายุได้ ไม่ใช่เพื่อกอบโกยชื่อเสียง แต่เพื่อความอยู่รอดในวงการที่พร้อมจะเหยียบย่ำคนที่อ่อนแอกว่าลงไปใต้คอนกรีต คุณเองก็อยู่ในเมืองนี้มานานพอที่จะรู้ไม่ใช่หรือครับ ว่าอุดมการณ์มันกินไม่ได้"
"แล้วถ้าอุดมการณ์มันกินไม่ได้... ทำไมคุณถึงยังเก็บรูปถ่ายใบนั้นไว้ล่ะคะ?"
รินดึงภาพถ่ายเก่าๆ ใบเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต โยนมันลงบนกองแปลนพิมพ์เขียว ภาพนั้นคือภาพถ่ายขาวดำของชายสองคนยืนอยู่หน้าอาคารพาณิชย์เก่าๆ ที่กำลังถูกรื้อถอน หนึ่งในนั้นคือธันวาในวัยหนุ่มที่สวมเสื้อช็อปนักศึกษาด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับเต็มไปด้วยความฝัน ส่วนอีกคนคือชายชราผู้เป็นอาจารย์สถาปนิกชื่อดังที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเพลิงไหม้ปริศนาเมื่อเจ็ดปีก่อน ซึ่งเป็นคดีที่ถูกปิดตายไปอย่างไร้ร่องรอย
บรรยากาศในห้องทำงานหรูหราพลันลดฮวบลงจนแทบติดลบ แสงไฟนีออนจากตึกสูงระฟ้าภายนอกสาดส่องเข้ามาทาบทับใบหน้าของธันวาจนเกิดเงาสลัวซีกหนึ่ง ดวงตาที่เคยราบเรียบไร้ระลอกคลื่นกลับไหววับชั่วขณะราวกับผิวน้ำที่ถูกโยนหินลงไปกระทบ แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียว เขาก៏ดึงหน้ากากความเยือกเย็นกลับมาสวมทับได้อย่างแนบเนียน
"คุณขุดคุ้ยเรื่องนี้มาจากไหน..." น้ำเสียงของธันวาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่เป็นความระแวดระวังระดับสูงสุด
"จากซอกหลืบของความทรงจำที่คุณพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กและตึกสูงระฟ้าเหล่านี้ไงคะ" รินโน้มตัวเข้าหาโต๊ะทำงาน กลิ่นน้ำหอมกลิ่นจางๆ ของเธอผสมผสานกับความตึงเครียดในอากาศได้อย่างลงตัว "คุณไม่ได้สร้างตึกพวกนี้เพื่อความอยู่รอดหรอกค่ะ คุณสร้างมันเพื่อเป็น 'อนุสาวรีย์' ไถ่บาปให้ใครบางคนต่างหาก... หรือฉันเข้าใจผิด?"
ธันวานิ่งเงียบไปนาน ความเงียบงันระหว่างคนทั้งสองทำหน้าที่ราวกับเครื่องมือวัดระดับความดันในจิตใจ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินช้าๆ ไปยังผนังกระจกใสที่สะท้อนภาพเมืองกรุงเทพฯ เบื้องล่าง แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนดูโดดเดี่ยวและเปี่ยมด้วยภาระอันหนักอึ้งที่แบกรับไว้คนเดียว
"คุณอยากรู้ความจริงเหรอครับ คุณริน?" ธันวาหันกลับมามองเธอด้วยแววตาที่ลุ่มลึกจนยากจะหยั่งถึง "ความจริงที่ว่า... บางครั้งคนที่คุณคิดว่าเป็นฆาตกร อาจจะเป็นคนเดียวกับคนที่พยายามรักษาซากปรักหักพังของความยุติธรรมเอาไว้ด้วยซ้ำ"
รินขมวดคิ้วมุ่น หัวใจกระตุกวูบกับประโยคกำกวมที่แฝงนัยยะลึกซึ้งเกินกว่าจะคาดเดา "คุณหมายความว่ายังไง?"
ก่อนที่ธันวาจะทันได้เอ่ยคำตอบใดออกมา เสียงสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยแบบจำกัดโซนก็ดังขึ้น "ปี๊บ... ปี๊บ... ปี๊บ" พร้อมกับไฟฉุกเฉินสีแดงเหนือเพดานห้องทำงานที่กระพริบถี่รัวสลับกับความมืด
พรึบ! ไฟฟ้าทั้งชั้นพลันดับวูบลงในพริบตา เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานที่อาบไล้ไปทั่วห้องทำงาน
ธันวาขมวดคิ้วทันที เขารู้จักระบบอาคารนี้ดีกว่าใคร ระบบไฟสำรองไม่มีทางล่มเว้นเสียแต่... มีคนจงใจตัดวงจรจากห้องควบคุมหลัก!
"หมอบลง!" ธันวาตะโกนเสียงดังลั่น พุ่งตัวข้ามโต๊ะทำงานมาคว้าแขนของรินแล้วกระชากเธอให้หลบลงไปหลังโซฟาหนังตัวใหญ่พร้อมกับเสียงกระจกหน้าต่างด้านนอกที่แตกกระจายด้วยแรงกระแทกของกระสุนปืนไรเฟิลซุ่มยิง!
เพล้ง! กระสุนนัดแรกฝังทะลุกระจกหนากว่าสิลีเมตร เจาะทะลุกำแพงปูนด้านหลังห้องทำงานจนเศษปูนกระจายเกลื่อน
ในความมืดสลัวและเสียงสัญญาณเตือนภัยที่กรีดแหลมบาดหู รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หายใจหอบถี่ แนบชิดติดกับแผงอกของธันวาที่ใช้ร่างกายของเขาปกป้องเธอไว้ครึ่งหนึ่ง มือเรียวของธันวาคว้าลิ้นชักโต๊ะทำงานอย่างรวดเร็ว หยิบแฟลชไดรฟ์สีดำสนิทชิ้นเล็กออกมาจากช่องลับใต้ลิ้นชัก แล้วยัดมันใส่มือของเธอ
"ถ้าผมไม่รอด... เอาข้อมูลในนี้ไปส่งให้ตำรวจกองปราบ" ธันวาเอ่ยกระซิบข้างใบหูของเธอ น้ำเสียงของเขาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่สั่นสะท้อนในความมืด "นั่นคือหลักฐานชิ้นเดียวที่จะลากตัว 'พวกมัน' ลงมาจากหอคอยงาช้างได้..."
ยังไม่ทันที่รินจะเอ่ยถามอะไร เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่ก็กำลังวิ่งใกล้เข้ามาที่หน้าประตูห้องทำงาน เสียงรองเท้าคอมbatกระทบพื้นกระเบื้องดังขึ้นเป็นจังหวะ และเงาดำตะקุ้มของใครบางคนกำลังทาบทับลงบนกระจกฝ้าหน้าห้อง พร้อมกับเสียงบิดลูกบิดประตูที่กำลังถูกหมุนเปิดออกอย่างช้าๆ...
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเลนส์สีเทาบทนี้ด้วยกันนะครับ
สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา•ตอนที่ 8
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!