คราบเขม่าสีดำที่ติดอยู่บนร่องกระดูกชิ้นนั้น ไม่ใช่ร่องรอยของการเผาไหม้ตามธรรมชาติ แต่มันคือคราบน้ำมันยางสนผสมอาคมที่พรานโบราณมักใช้สะกดวิญญาณไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด
อัคนีใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้คลึงเศษผงถ่านนั้นเบาๆ ก่อนจะปัดมันลงบนพื้นดินอย่างไม่ใส่ใจนัก ดวงตาคมกริบภายใต้ปีกหมวกปีกกว้างเหลือบมองร่างเพรียวของศาสตราจารย์สาวที่กำลังงحละงักกับการบันทึกข้อมูลผ่านเลนส์แว่นขยายดิจิทัล แสงสีฟ้าจากหน้าจอแท็บเล็ตสะท้อนบนกรอบแว่นทรง The Row ของเธอดูน่าขันในสายตาของเขา มันเหมือนกับการเอาไม้บรรทัดเหล็กไปวัดความยาวของความกลัวในใจมนุษย์
"คุณกำลังใช้ตรรกะแบบผิดฝาผิดตัว, ดร.รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบของราวป่าดงดิบยามพลบค่ำ กลิ่นอับชื้นของใบไม้เน่าและกลิ่นไอดินลอยอบอวล "โครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อายุสามพันปีที่คุณอ้างถึง ไม่มีทางมีรอยไหม้จำเพาะเจาะจงที่กระดูกต้นคอแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะถูกตัดหัวด้วยมีดหมอลงอาคม แล้วสกัดวิญญาณไว้ในกะโหลก"
รินรดาเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ เลนส์แว่นสะท้อนแสงวาบ เธอยืดตัวตรงขึ้นอย่างสง่างาม แม้เนื้อตัวจะเปรอะเปื้อนคราบโคลนจากการเดินป่ามาตลอดสามวัน แต่แววตาของเธอยังคงคมปลาบและเต็มไปด้วยความท้าทายที่พร้อมจะฟาดฟันทุกความเชื่อไสยศาสตร์ให้แหลقคามือ
"วิทยาศาสตร์ไม่ได้ปฏิเสธความโหดร้ายของมนุษย์ด้วยกันเองหรอกนะคะ—เอ๊ย... ครับ" รินรดาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้สรรพนามคุ้นชิน ก่อนจะแก้คำพูดด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก "ฉันหมายถึง... คุณอัคนีต่างหากที่กำลังโรแมนติกกับความงมงาย รอยดำที่คุณเห็นบนกระดูกนั่น ผลวิเคราะห์ทางสเปกโทรสโกปีเบื้องต้นจากเครื่องมือภาคสนามของฉันชี้ชัดเจนว่ามันคือปฏิกิริยาทางเคมีจากแร่ธาตุในดินทับถม ไม่ใช่คาถาอาคมหมอผีบ้านนอกอะไรที่คุณพยายามจะโน้มน้าวฉัน"
อัคนีแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยประสบการณ์โชกโชน เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ กับพื้น กลิ่นใบยาสูบผสมกลิ่นอายป่าลึกแผ่ออกจากตัวเขา "เครื่องมือราคาแพงของคุณวัดคลื่นความถี่ของความแค้นได้ไหมล่ะ, ดร.รินรดา? วัดน้ำหนักของคำสาปที่พ่อผมต้องแลกด้วยชีวิตเมื่อสิบปีก่อนได้หรือเปล่า?"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง ชั่วขณะหนึ่งไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงเสียงจิ้งหรีดป่าและเสียงลมพัดยอดไม้ไผ่เสียดสีกันดังอื้ออึง ความเงียบนี้ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดระหว่างคนสองคนที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของกำแพงแห่งความจริง รินรดากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เธอเห็นเงาความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งกร้าวของพรานหนุ่ม แต่นักวิชาการอย่างเธอก็ถูกฝึกมาให้ใช้เหตุผลทำลายล้างความอ่อนแอทุกรูปแบบ
"ความตายของพ่อคุณเป็นเรื่องน่าสลดใจ ฉันเสียใจด้วย" รินรดาปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบและเป็นมืออาชีพมากที่สุด "แต่นั่นไม่ได้ทำให้ตำนานพื้นบ้านเรื่อง 'ผีเฝ้าขุมทรัพย์ตระกูลขุนศึก' กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ โบราณวัตถุในถ้ำศิลาหลักนี้เป็นของหลวง เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่ฉันต้องนำกลับไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ไม่ใช่สมบัติที่คุณจะเอาไปแลกกับความแค้นส่วนตัว"
อัคนีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาสูงกว่าเธอเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ ความกดดันจากสัญชาตญาณนักล่าแผ่ซ่านจนรินรดาต้องเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเธออย่างท้าทาย
"คุณคิดว่าเรากำลังตามหาแค่โบราณวัตถุกระจอกๆ งั้นหรือ?" อัคนีก้าวเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ ของแชมพูสมุนไพรที่เธอยังคงพยายามรักษาความสะอาดท่ามกลางป่ารกชุก ตัดกับกลิ่นสาบป่าของเขาได้อย่างประหลาด "ถ้าคุณมั่นใจในตรรกะและวิทยาศาสตร์นัก ทำไมมือของคุณถึงยังสั่นตอนที่ถือเครื่องสแกนเมื่อกี้ล่ะ?"
รินรดาชะงัก เธอก้มมองมือเรียวของตัวเองที่กำแท็บเล็ตแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอไม่ได้สั่นเพราะความกลัว แต่สั่นเพราะความโกรธที่ถูกเขาอ่านทะลุปรุโปร่งต่างหาก
"ฉันไม่ได้สั่น... ฉันแค่รำคาญความอวดดีของคุณ" เธอเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา ไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดันทางจิตวิทยาที่เขากำลังใช้เล่นงาน
"คนอวดดีมักไม่ค่อยรอดกลับออกไปจากเขตอาคมธุดงค์ป่าดำหรอกนะครับ" อัคนีกระซิบเสียงต่ำ แววตาพราวระยับด้วยความหมายที่ซ่อนเร้น "และถ้าคุณยังดึงดันจะเปิดประตูหินศิลานั่นด้วยทฤษฎีโบราณคดีครึ่งๆ กลางๆ ของคุณเอง... ผมเกรงว่าสิ่งที่เราจะเจอข้างใน อาจจะไม่ใช่แค่โครงกระดูกโบราณ แต่อาจจะเป็นร่างของพวกเราเองที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องเซ่นไหว้"
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอกำลังจะเปิดปากสวนกลับด้วยข้อถกเถียงทางวิชาการที่เตรียมไว้ แต่ทันใดนั้นเอง—
*แกรก... โครม!*
เสียงประหลาดดังขึ้นจากความมืดทึบเบื้องลึกของถ้ำศิลา เสียงคล้ายกับก้อนหินขนาดมหึมานับตันกำลังถูกเลื่อนเปิดออกด้วยกลไกโบราณ ทั้งที่บริเวณนั้นไม่มีใครอยู่ใกล้รัศมีสิบเมตร และที่สำคัญที่สุด... แสงไฟฉายแรงสูงจากอุปกรณ์ของรินรดากลับกะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบลงพร้อมกัน เหลือเพียงความมืดมิดสนิทที่ถูกกลืนกินด้วยแสงไฟฉุกเฉินสีแดงสลัวจากตัวเครื่องวัดแผ่นดินไหวของเธอ
อัคนีคว้าแขนเรียวของรินรดากระชากเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วจนร่างของเธอปะทะเข้ากับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง กลิ่นไอป่าและไออุ่นจากตัวเขาโอบล้อมเธอไว้ในเสี้ยววินาที ขณะที่มืออีกข้างของพรานหนุ่มชักมีดหมอเล่มยาวออกจากฝักพร้อมรับมือ
"นั่น... เสียงอะไร?" รินรดาหายใจติดขัด หัวใจเต้นระรัวไม่ใช่เพราะความกลัวต่อความมืด แต่เป็นเพราะสัมผัสที่แนบชิดและกระแสลมเย็นเฉียบที่พัดสวนออกมาจากปากถ้ำที่เพิ่งเปิดออก—ลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเก่าแก่และเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังระงมมาจากความมืดเบื้องหน้า
อัคนีไม่ตอบ เขากัดกรามแน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ก่อนที่แสงไฟฉุกเฉินสีแดงจะสาดส่องไปกระทบกับวัตถุบางอย่างที่เพิ่งถูกดันออกมาจากหลังประตูหิน...
รองเท้าคอมแบตทหารยุคสงครามเวียดนามที่ยังมีโครงกระดูกมนุษย์สวมอยู่ครบถ้วน ค่อยๆ กลิ้งตกลงมาแทบเท้าของพวกเขา พร้อมกับรอยเลือดสดๆ ที่ยังคงหยãดลงบนพื้นดินทีละหยด... ทีละหยด... ทั้งที่ไม่มีร่างของผู้เป็นเจ้าของอยู่ข้างบน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าดงอาคมมา ณ ที่นี้นะครับ
พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา•ตอนที่ 6
กฎของพรานและทฤษฎีของนักวิชาการ
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!