พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา•ตอนที่ 12

สัญญาใจกลางป่า

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของซากพืชซากสัตว์ตลบอบอวลอยู่รอบตัว ท่ามกลางความมืดมิดที่ถูกฉีกกระชากด้วยแสงส้มเรื่อจากกองไฟกองเล็กๆ ที่ใกล้จะมอดดับ อัคนีดีดตัวลุกขึ้นพร้อมกับพานท้ายปืนลูกซองแฝดที่กระแทกเข้ากับหัวไหล่อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ราวกับสัญชาตญาณของนักล่าถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า เสียงคำรามต่ำในลำคอที่ดังสะท้อนก้องจากมุมมืดของห้องโถงโบราณสถาน ทำให้เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผมของพรานหนุ่มทันที "อย่าขยับ" อัคนีกระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำและเฉียบขาด มือข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวของรินรดาที่กำลังตื่นตระหนกจากการสะดุ้งตื่น แล้วดึงร่างบางให้เข้ามาหลบอยู่ด้านหลังเสาหินศิลาแลงขนาดใหญ่โดยสัญชาตญาณ รินรดายังไม่ทันได้เปล่งเสียงถาม ความมืดเบื้องหน้าก็เคลื่อนไหว ร่างเงาดำทะมึนขนาดมหึมาพุ่งทะยานผ่านช่องประตูที่พังทลายเข้ามาด้วยความเร็วสูง มันคือสัตตวาสนา—อสุรกายกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์ป่าที่ถูกปลุกขึ้นด้วยอาคมโบราณ ดวงตาสสีแดงฉานสะท้อนแสงไฟวับวับ กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวหนาทึบจนแทบหายใจไม่ออก *เปรี้ยง!* เสียงคำรามกึกก้องของกระสุนปืนลูกซองเบอร์สิบสองแผดเผาความเงียบ แรงสะท้อนถีบหัวไหล่อัคนีจนหลังกระแทกเสาหิน แต่กระสุนอาคมเงินตราโบราณกลับทำได้เพียงสร้างรอยแผลไหม้เกรียมบนลาดไหล่หนาของมัน อสุรกายคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว มันสะบัดกรงเล็บคมกริบเข้าใส่เสาหินจนเศษหินกระจายว่อน "วิ่ง!" อัคนีตะโกนลั่น พร้อมกับคว้ากระเป๋าเดินทางและคบเพลิงที่จุดไว้โยนใส่มัน เพื่อซื้อเวลาเสี้ยววินาที ทั้งสองวิ่งฝ่าความมืดเข้าไปในส่วนลึกของซากโบราณสถาน เสียงคำรามและเสียงกรงเล็บตะกุยผนังไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด รินรดารู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดต้นคอ ความหวาดกลัวระดับสัญชาตญาณกำลังกัดกินหัวใจของศาสตราจารย์สาวผู้เชื่อมั่นในตรรกะ แต่วินาทีนี้ ไม่มีกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ใดอธิบายสิ่งที่กำลังไล่ล่าพวกเขาได้เลย กระทั่งอัคนีพังประตูห้องเก็บศิลาโบราณบานหนึ่งเข้าไปได้ และกระชากตัวเธอเข้าไปหลบ พร้อมกับลงกลอนไม้ซุงหนาทึบอย่างรวดเร็ว เสียงกระแทกประตูดังสนั่นหวั่นไหวอยู่สองสามครั้ง ก่อนที่เสียงนั้นจะค่อยๆ เงียบหายไปในความมืด เหลือเพียงเสียงหอบหายใจอย่างรุนแรงของคนทั้งคู่ในความเงียบสงัด ภายในห้องแคบๆ ที่มีเพียงแสงรำไรจากรอยแตกของผนัง รินรดาทรุดตัวลงพิงกำแพงศิลาอย่างหมดแรง มือเรียวสั่นเทาจนเธอต้องเอามือกอดอกไว้เพื่อระงับอาการสั่น อัคนีไม่พูดอะไร เขาตรวจเช็กลูกกระสุนในรังเพลิงอย่างใจเย็น แม้ลมหายใจจะยังคงกระชั้นถี่ ใบหน้าคมคายอาบไล้ด้วยเหงื่อและคราบเขม่าควัน "มัน... มันคืออะไรกันแน่คุณอัคนี" เสียงของรินรดาแหบพร่า ดวงตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นทางวิชาการ บัดนี้มีความหวาดหวั่นฉายชัด "มันคือผลผลิตจากความโลภของมนุษย์ครับ ดร.รินรดา" อัคนีตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบมองลอดผ่านความมืดไปยังร่างบอบบางที่กำลังสั่นเทา "ไสยเวทไม่ได้สร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาหรอกครับ แต่มันปลดปล่อยความเป็นสัตว์ป่าที่หลับใหลอยู่ในจิตใจมนุษย์ต่างหาก" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเธอมีความโกรธเจืออยู่เล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว "คุณพูดเหมือนกับว่าเรื่องแบบนี้... เป็นความผิดของพวกเรา องุ่น... บรรพบุรุษของฉันไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนี้ ท่านแค่ต้องการปกป้องสมบัติของแผ่นดิน" "สมบัติกับศพมนุษย์ มันอยู่ใกล้กันแค่เส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้นแหละครับ" อัคนีถอนหายใจยาว แววตาที่เคยแข็งกร้าวและระแวดระวังค่อยๆ อ่อนลงเมื่อมองเห็นรอยแผลถลอกที่แขนของเธอ "เจ็บมากไหมครับ" รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ เธอไม่คิดว่าพรานป่าดิบเถื่อนคนนี้จะมีมุมที่ละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ เธอส่ายหน้าเบาๆ "ฉันไม่เป็นไร... แค่ตกใจ" อัคนีขยับตัวเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดออกจากกระเป๋าเสื้อสนาม พร้อมกับขวดน้ำยาฆ่าเชื้อขนาดเล็ก เขาไม่ได้ขออนุญาต แต่เอื้อมมือไปจับข้อมือของเธออย่างนุ่มนวล บรรจงเช็ดคราบฝุ่นและเลือดซอยออกให้อย่างเบามือ รินรดาสะดุ้งเล็กน้อยจากความแสบ แต่ความอบอุ่นจากฝ่ามือของชายหนุ่มกลับทำให้เธอสงบลงอย่างประหลาด "ทำไม... ทำไมคุณถึงเลือกเดินเส้นทางนี้ล่ะครับ" รินรดาเอ่ยถามทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลขึ้นกว่าเดิม "ผู้ชายอย่างคุณ... ที่มีสัญชาตญาณและฝีมือระดับนี้ น่าจะเลือกชีวิตที่สุขสบายกว่าการมาเสี่ยงตายในป่าลึกแบบนี้" อัคนีหยุดมือไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบมองทอดเลยไปยังความมืดเบื้องหน้า ราวกับภาพในอดีตกำลังฉายซ้ำในห้วงความคิด ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างพวกเขาทั้งสองชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนที่พรานหนุ่มจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ลึกซึ้งและเจือความเจ็บปวด "ผมเคยมีพ่อครับ... พ่อผมก็เป็นพรานล่าสมบัติโบราณแบบนี้แหละ" อัคนีเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับไหววูบ "ท่านสอนผมทุกอย่าง สอนให้เคารพป่า สอนว่าทุกย่างก้าวมีราคาที่ต้องจ่าย แต่ท่าน... กลับลืมจ่ายราคานั้นด้วยตัวเอง" รินรดานั่งฟังอย่างตั้งใจ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เธอกำลังมองเห็นรอยร้าวในตัวตนที่แข็งแกร่งของอัคนี "คืนหนึ่งในป่าทึบแบบนี้แหละครับ พ่อผมเจอหีบสมบัติโบราณที่ถูกผนึกไว้ด้วยอาคมแรงกล้า ท่านโลภ ท่านอยากรู้ว่าข้างในคืออะไร โดยไม่ฟังคำเตือนของคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน" อัคนีกำหมัดแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "สิ่งนั้น... มันไม่ได้เอาแค่สมบัติไป แต่มันเอาชีวิตพ่อผมไปต่อหน้าต่อตาผม ผมเป็นเด็กชายอายุสิบสองขวบที่ทำได้แค่นิ่งดูพ่อตัวเองถูกความมืดกลืนกินโดยช่วยอะไรไม่ได้เลย" ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบา รินรดารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้ความนิ่งขรึมของชายหนุ่ม ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจตีรวนขึ้นมาในอกอย่างห้ามไม่อยู่ มือเรียวที่เคยสั่นเทาตัดสินใจเอื้อมไปทาบทับลงบนหลังมือหยาบกร้านของอัคนีช้าๆ อัคนีสะดุ้งเล็กน้อย เขาก้มมองมือเรียวที่กุมมือเขาไว้ ความอบอุ่นจากปลายนิ้วของเธอมันช่างตัดกันเหลือเกินกับความโหดร้ายของป่ารอบกาย "ฉันเสียใจด้วยนะคะ... เอ่อ... ครับ" รินรดาเผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นเคย แต่รีบเปลี่ยนคำลงท้ายแทบไม่ทัน ทำเอาอัคนีเผลอยิ้มออกมาจางๆ เป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่ไม่ได้แต่งแต้มด้วยความเย้ยหยันหรือความระแวดระวัง แต่มันคือรอยยิ้มที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ "ขอบคุณครับ ดร.รินรดา" อัคนีพลิกมือกลับมา กุมมือเรียวนั้นไว้หลวมๆ "นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องเดินอยู่ในป่านี้ เพื่อตามหาว่าสิ่งที่พรานรุ่นก่อนทำพลาดไปคืออะไร และเพื่อหยุดยั้นไม่ให้ใครต้องสูญเสียครอบครัวไปเหมือนผมอีก... รวมถึงคุณด้วย" คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่น้ำหนักของมันกลับหนักแน่นดั่งขุนเขา รินรดารู้สึกได้ถึงกระแสความรู้สึกบางอย่างที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง อุดมการณ์ที่เคยขัดแย้งกัน บัดนี้ถูกหลอมรวมด้วยรอยแผลในอดีตและความเข้าใจอันลึกซึ้ง บรรยากาศรอบตัวที่เคยน่ากลัว กลับกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยอันเปราะบางระหว่างคนแปลกหน้าสองคนที่โคจรมาพบกันในจุดที่มืดมิดที่สุดของชีวิต รินรดาขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ไหล่บางแนบชิดกับอกแกร่ง อัคนีไม่ได้ถอยหนี เขากลับโอบไหล่เธอไว้หลวมๆ เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นและปกป้องเธอจากความหนาวเหน็บของค่ำคืนนี้ แต่ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบอันเปราะบางนั้น ก็ต้องพังทลายลงในเสี้ยววินาที เมื่อจู่ๆ แสงไฟฉายสว่างวาบส่องทะลุผ่านรอยแตกของผนังศิลาเข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่เดินวนเวียนอยู่หน้าประตูห้องเก็บศิลา ตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบเป็นภาษาโบราณที่คุ้นหูอย่างน่าขนลุก และเสียงหัวเราะต่ำๆ ที่ดังลอดเข้ามา ไม่ใช่เสียงของสัตตวาสนา... แต่มันคือเสียงของ "มนุษย์" ที่ไม่ควรจะมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ในเวลานี้ อัคนีดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในทันที สัญชาตญาณพรานป่าตื่นตัวถึงขีดสุด มือหนากระชับปืนลูกซองในมือแน่น ขณะที่รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อมองผ่านรอยแตกออกไปด้านนอก และสิ่งที่เธอเห็นผ่านแสงไฟฉาย ก็ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบลงทันที ร่างเงาของบุคคลที่เดินนำหน้ากลุ่มคนเหล่านั้น สวมเสื้อคลุมสีเข้มและถือคทาไม้แกะสลักรูปหัวกะโหลก... ซึ่งเป็นบุคคลที่รินรดารู้จักดี และไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะมาอยู่ที่นี่ในป่าลึกแห่งนี้! "เพชรตาเสือโบราณ" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านมา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%