เสียงเหล็กกระทบกันในความเงียบยามวิกาล ดังก้องกังวานเสียจนบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนทั้งคู่ กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณผสมผสานกับกลิ่นอายจางๆ ของน้ำยาเคลือบไม้จันทน์หอมโชยออกมาทันทีที่ฝาหีบเหล็กกล้าถูกงัดเปิดออก อัคนีทรุดตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งอย่างระมัดระวัง สันมือหยาบกร้านผ่านการจับปืนและมีดมานับไม่ถ้วนสัมผัสขอบหีบอย่างเบามือ ราวกับเกรงว่าแรงสะกิดเพียงนิดเดียวอาจทำให้ความลับที่หลับใหลมานานนับทศวรรษสลายกลายเป็นผงธุลี
"คุณแน่ใจนะว่านี่คือสิ่งที่เราควรทำ" ดร.รินรดากล่าวขึ้น เสียงของเธอเรียบสนทนาก็จริง แต่เรียวนิ้วที่ประสานเข้าหากันแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีดนั้นทรยศความวิตกกังวลภายใน ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องพักแรมอันมืดสลัว แสงจากตะเกียงน้ำมันสาดส่องเงาของเขาทั้งสองทาบทับลงบนผนังไม้เก่าคร่ำคร่า ขยายใหญ่โตราวกับภูตผีที่กำลังจับตาดูพวกเขาอยู่
อัคนีไม่ตอบในทันที ชายหนุ่มปรายตามองรินรดาแวบหนึ่ง นัยน์ตาสสีเข้มคู่นั้นสะท้อนเปลวไฟสีส้มวับวาม "ถ้าคุณคาดหวังความปลอดภัยในป่าลึกเขตอาถรรพ์นี้ ตั้งแต่แรกคุณก็เลือกเดินมาผิดทางแล้วครับ ดร.รินรดา บันทึกของพ่อคุณไม่ได้ซ่อนอยู่เพื่อรอให้ใครมาจุดธูปกราบไหว้ แต่มันซ่อนไว้เพื่อรอให้ใครสักคนกล้าพอจะเผชิญหน้ากับความจริงที่ถูกกลบฝัง"
คำพูดนั้นเฉียบคมราวกับปลายมีดสั้นที่อัคนีพกติดตัว มันบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของหญิงสาวผู้ยึดมั่นในหลักการและเหตุผล รินรดากัดริมฝีปากแน่น เธอก้าวเข้าไปใกล้หีบใบนั้นมากขึ้น แม้ว่าสัญชาตญาณส่วนลึกจะร้องเตือนว่าสิ่งของภายในอาจสั่นคลอนความเชื่อทั้งหมดที่เธอใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างมันขึ้นมา
"พ่อของฉันไม่ใช่ฆาตกร และไม่ได้เสียสติเพราะความงมงาย" เธอเน้นย้ำทีละคำ ราวกับต้องการสะกดจิตตัวเองให้เชื่อเช่นนั้น
"ผมไม่ได้บอกว่าท่านเสียสติครับ... แค่บอกว่าบางที ความจริงที่มนุษย์ค้นพบในป่าลึก มันอาจหนักหนาเกินกว่าจิตใจคนธรรมดาจะแบกรับไว้ไหวต่างหาก" อัคนีเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ มือหนายื่นเข้าไปหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีดำเข้มที่รองอยู่ชั้นบนสุดขึ้นมา
ผิวสัมผัสของหนังนั้นเย็นเยียบราวกับผิวหนังของคนตาย อัคนีขยับตัวเล็กน้อยเพื่อรับแสงไฟให้ชัดเจนขึ้น ขณะที่รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว โน้มตัวเข้ามาใกล้จนไหล่ของเธอเกือบจะชนกับไหล่กว้างของพรานหนุ่ม กลิ่นกายจางๆ ของเธอปะปนกับกลิ่นไอฟากฟ้าและฝนป่าที่ติดตัวอัคนีมา สร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดและแปลกประหลาดในพื้นที่แคบๆ แห่งนี้
อัคนีพลิกปกสมุดบันทึกช้าๆ หน้าแรกปรากฏลายมือหวัดแต่หนักแน่นด้วยหมึกซึมสีดำสนิท เป็นลายมือของ ดร.ธนา พ่อของรินรดา—นักโบราณคดีผู้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสิบปีก่อน
*“วันที่ 14 ตุลาคม... ข้าพเจ้ารู้แล้วว่าสิ่งที่บรรพบุรุษเตือนไม่ใช่เรื่องเหลိုးไหล ศาลาโบราณแห่งนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อ ‘กักขัง’ อะไรบางอย่างที่ไม่ควรมีตัวตนอยู่บนโลกนี้”*
รินรดาอ่านทวนข้อความนั้นในใจ ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเลียไปถึงต้นกระดูกสันหลัง "นี่มัน... มันเป็นข้อความเชิงสัญลักษณ์ทางมานุษยวิทยา พ่อพยายามเปรียบเทียบความเชื่อท้องถิ่นกับจิตวิทยาฝูงชนต่างหาก" เธยายามหาข้ออ้างทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างสิ่งที่เห็น แม้เสียงของเธอจะสั่นพร่าอย่างเห็นได้ชัด
"คุณกำลังหลอกตัวเอง ดร.รินรดา" อัคนีกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด ปราศจากการเยาะเย้ยถากถาง มีเพียงความเห็นอกเห็นใจแบบผู้ที่เคยผ่านความสูญเสียมาแล้วเท่านั้น "ลองมองดูรอยหมึกตรงนี้สิครับ..."
นิ้วมือหยาบกร้านชี้ให้เห็นรอยกระดาษที่ยับยู่ยี่และมีคราบสีน้ำตาลเข้มแห้งกรังเปรอะเปื้อนอยู่ริมขอบกระดาษ ไม่ใช่หมึก... แต่มันคือคราบเลือดที่แห้งกรัง
"รอยเล็บที่ขูดขีดตรงมุมกระดาษหน้านั้น..." อัคนีพลิกกระดาษให้ดูหน้าถัดไป ซึ่งเต็มไปด้วยลายเส้นยึกยือที่เขียนด้วยความตื่นตระหนก ข้อความขาดหายเป็นท่อนๆ *“พวกมันไม่ได้อยู่ในนิทาน... พวกมันเดินได้... และได้กลิ่นความกลัวของมนุษย์”*
บรรยากาศภายในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงฝนที่โปรยปรายกระทบหลังคารabคาบศาลาไม้เก่า และเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นระรัวราวกับจะแข่งกัน อัคนีรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากร่างของหญิงสาวที่ขยับเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว ความดื้อรั้นและเย่อหยิ่งในความเป็นนักวิชาการของรินรดากำลังพังทลายลงทีละน้อย เหลือเพียงความหวาดกลัวต่อสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจ
"ถ้าพ่อเขียนแบบนี้... ทำไมท่านถึงยังเดินหน้าต่อไปล่ะ ทำไมไม่หนี?" รินรดาพึมพำออกมา น้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เธอยกมือขึ้นแตะหน้าสมุดบันทึกราวกับต้องการสัมผัสความรู้สึกของพ่อผ่านกาลเวลา
"เพราะบางครั้ง ความอยากรู้อยากเห็นของนักวิชาการ ก็มีอำนาจทำลายล้างมากกว่าคำสาปใดๆ ในโลกยังไงล่ะครับ" อัคนีตอบเบาๆ สายตาคมกราบมองลึกลงไปในหีบเหล็กอีกครั้ง ที่ก้นหีบใต้สมุดบันทึกเล่มนั้น ยังมีวัตถุอีกชิ้นหนึ่งถูกห่อไว้ด้วยผ้าแพรสีแดงเก่าคร่ำคร่า ปักด้วยลวดลายอักขระโบราณที่แม้แต่เขาเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
อัคนีใช้ปลายนิ้วเกี่ยวผ้าแพรนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง กลิ่นอายประหลาดบางอย่างโชยแตะจมูกทันที—กลิ่นหอมหวานคล้ายดอกไม้ที่เริ่มเน่าเปื่อย
รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน "นั่นมัน... แผ่นจารึกทองคำสำริดโบราณ ลวดลายแบบนี้มันไม่ใช่ยุคทวารวดี แต่มันเก่าแก่กว่านั้น... ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในตำนานที่นักวิชาการทั่วโลกต่างตามหา!"
"ใช่ครับ" อัคนีกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดวงตาของพรานหนุ่มหรี่ลงมองแผ่นจารึกนั้นราวกับมันกำลังมีชีวิต "และดูเหมือนว่า พ่อของคุณไม่ได้แค่ค้นพบมัน... แต่ท่านได้ ‘ปลดผนึก’ มันออกมาแล้ว"
ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ตรวจสอบรายละเอียดบนแผ่นจารึกนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่ระเบียงไม้ด้านนอก—*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ที่เดินด้วยสองขา แต่มันคือเสียงลากครูดที่เชื่องช้า หนักหน่วง และเต็มไปด้วยเจตนาร้าย พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังลอดรอยแตกของผนังไม้เข้ามา ทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกจนขนหัวลุก
*"คืนนี้... ใครเป็นผู้เปิดประตูให้ข้า..."*
อัคนีผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในเสี้ยววินาที มือขวาตวัดคว้าด้ามปืนพกสั้นคู่ใจขึ้นมาปลดเซฟอย่างไร้เสียง ดวงตาดุดั่งพรานเสือจ้องเขม็งไปที่ประตูห้อง ขณะที่รินรดาหวีดร้องออกมาเบาๆ พลางคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
และก่อนที่อัคนีจะทันได้เหนี่ยวไกเตือนภัย ประตูไม้บานเก่าแก่ก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับร่างเงาดำทะมึนของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่พุ่งทะยานเข้ามาในความมืด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามและส่งกำลังใจให้กันเสมอนะครับ
- เพชรตาเสือโบราณ -
พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา•ตอนที่ 11
ความลับในหีบโบราณ
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!