พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา•ตอนที่ 13

เงาที่ตามติด

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
"คุณกำลังบอกผมว่า คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผานั่น... คือคนที่คุณเพิ่งไปร่วมงานศพเมื่อสามเดือนก่อนที่กรุงเทพฯ อย่างนั้นหรือครับ, ดร.รินรดา" เสียงกระซิบของอัคนีดังลอดผ่านไรฟัน ทุ้มต่ำและเย็นเยียบราวกับสายลมที่พัดผ่านหลุมศพ ปลายนิ้วกร้านแดดของพรานหนุ่มกำด้ามมีดอาคมแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว ดวงตาคมกริบกวาดมองผ่านช่องกิ่งไม้รกชทัณฑ์ไปยังลานหินเบื้องล่าง ที่ซึ่งหมอกหนายามพลบค่ำกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุม ร่างของบุคคลในชุดคลุมสีเข้มยังคงยืนนิ่งสงสงบราวกับรูปปั้นหินทราย ทว่าเงาทอดขยายยาวผิดมนุษย์มนาตามแสงคบเพลิงวับๆ แวมๆ รินรดากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอย่างยากลำบาก ศาสตราจารย์สาวผู้เคยเชื่อมั่นในตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์ บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับความจริงอันบิดเบี้ยวที่สั่นคลอนรากฐานความคิดทั้งชีวิตของเธอ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริก ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพที่สะท้อนอยู่ในม่านตาเวลานี้คือ 'ศาสตราจารย์กิตติ' อาจารย์ที่ปรึกษาอาวุโสและผู้มีพระคุณ ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉียบพลันในห้องทำงานที่มีการล็อกกลอนจากด้านในอย่างแน่นหนา "มันเป็นไปไม่ได้..." เสียงของเธอลอดไรฟันออกมาแหบพร่า มือเรียวเย็นเฉียบยกขึ้นจับต้นคอตัวเองโดยไม่รู้ตัว "ฉัน... ฉันเป็นคนเซ็นชื่อในใบมรณบัตร... ฉันเห็นร่างของท่านอยู่ในโลงแก้ว..." "ความตายในป่าลึกแห่งนี้ ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายบ้านเมืองหรอกนะครับ, คุณรินรดา" อัคนีเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตาสีสนิมเหล็กกลับเต็มไปด้วยความระแวงระวังขั้นสุด "วิชาไสยเวทสายมืดระดับสูงสามารถดึงดวงจิต หรือแม้แต่สร้าง 'ร่างเงา' จากความทรงจำและความกลัวของผู้พบเห็นขึ้นมาได้... ระวังตัวด้วย สิ่งที่เรากำลังเจอไม่ใช่คนธรรมดา และอาจจะไม่ใช่ผีธรรมดาเช่นกัน" เบื้องล่างลานหิน เสียงสวดมนต์พึมพำด้วยภาษาโบราณเริ่มดังขึ้น ก้องกังวานสะท้อนผนังถ้ำหินปูน ราวกับมีวิญญาณนับร้อยกำลังคร่ำครวญ คทาไม้แกะสลักรูปหัวกะโหลกในมือของร่างเงานั้นถูกยกขึ้นสูง ทันใดนั้น เปลวไฟจากคบเพลิงรอบบริเวณก็เปลี่ยนจากสีส้มอบอุ่นเป็นสีเขียวมรกตพิลึกพิลั่น กลิ่นอายของความตายและซากศพโชยปะทะลมหนาวเข้ามาเตะจมูกจนอัคนีต้องหรี่ตาลง "เขาไม่ได้มาเพื่อทักทายเราแน่..." อัคนีขยับตัวเข้าประชิดแผ่นหลังของหญิงสาวโดยสัญชาตญาณ ไออุ่นจากร่างกายของพรานหนุ่มช่วยดึงสติรินรดาให้หลุดจากภวังค์แห่งความตกตะลึง "คุณยังอยากพิสูจน์ความจริงทางวิทยาศาสตร์อยู่ไหมครับ, ท่านศาสตราจารย์" แม้สถานการณ์จะตึงเครียดจนแทบขาดใจ รินรดายังคงกัดริมฝีปากแน่น ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์ เธอหันมาสบตาเขา แววตาแม้จะไหวระริกแต่ก็มีความเด็ดเดี่ยวฉายชัด "ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่ผี และไม่ใช่ภาพหลอน... มันก็ต้องมีที่มาทางกายภาพ อัคนี ฉันไม่เชื่อเรื่องปาฏิหาริย์หรือคำสาปงมงาย" "ความดื้อรั้นของคุณนี่แหละครับ ที่จะพาเราลงโลงก่อนจะได้ไขปริศนา" อัคนีถอนหายใจยาวอย่างเหนרดหน่าย ทว่ามุมปากกลับหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความยอมรับในความเด็ดเดี่ยวของหญิงสาว "แต่เอาเถอะ... ในเมื่อคุณอยากรู้ความจริงนัก เราลองไปทักทาย 'ท่านอาจารย์' ของคุณกันสักตั้ง" พรานหนุ่มส่งสัญญาณมือให้รินรดาก้มตัวต่ำ ทั้งสองค่อยๆ คืบคลานลัดเลาะผ่านพงหญ้ารกชทัณฑ์ลงสู่ลาดเขาเบื้องล่างอย่างเงียบเชียบที่สุด ฝีเท้าของอัคนีเบาราวกับเสือดาวที่กำลังย่างสามขุม ขณะที่รินรดาพยายามควบคุมจังหวะการหายใจของตนเองไม่ให้เสียงดังเล็ดลอดไปรบกวนความเงียบงันยามวิกาล ระยะห่างระหว่างพวกเขากับกลุ่มคนสวมเสื้อคลุมลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินบทสวดมนต์ชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่ภาษาขอมโบราณหรือบาลีสันสกฤตที่อัคนีคุ้นเคย หากแต่เป็นภาษาถิ่นโบราณที่สาบสูญ เต็มไปด้วยอักขระขบกรามและเสียงสะอื้นไห้ในตัวพยางค์ ร่างเงาที่สวมรอยเป็นศาสตราจารย์กิตติเริ่มขยับตัวช้าๆ หันหน้าตรงมายังพุ่มไม้ที่ทั้งสองซ่อนตัวอยู่ ราวกับรู้ตัวมานานแล้วว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญกำลังแอบมองอยู่ *ฉับพลัน!* ร่างเงาสفหลอนนั้นหยุดสวด คทาในมือกระแทกลงบนพื้นศิลาเสียงดังสนั่น *เปรี้ยง!* ประกายไฟสีเขียวพุ่งทะยานขึ้นฟ้าเป็นลำแสงประหลาด ส่องสว่างทั่วบริเวณป่าทึบราวกับกลางวัน เผยให้เห็นใบหน้าของสมุนคนอื่นๆ ที่รายล้อมอยู่ ทุกคนล้วนมีดวงตาสีขาวโพลนไร้แววตา และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... หน้าอกของคนเหล่านั้นไม่มีการกระเพื่อมไหวจากการหายใจ! พวกมันไม่ใช่คน... และอาจจะไม่เคยเป็นคนมาตั้งแต่แรก "ถอยหลัง!" อัคนีคำรามลั่น พร้อมกับกระชากแขนรินรดาให้พุ่งหลบไปด้านข้างอย่างเฉียดฉิว ลูกศิอาคมอาบพิษดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศปักลงบนต้นไม้ใหญ่ที่พวกเขากำลังซองอยู่เมื่อครู่จนเนื้อไม้ดำไหม้เป็นควันโขมง "อัคนี! นั่นมัน..." รินรดาอุทานเสียงหลงเมื่อเห็นร่องรอยการทำลายล้างอันน่าสะพรึง "บอกแล้วไงครับว่าที่นี่ไม่มีกฎฟิสิกส์!" อัคนีชักปืนพกสั้นคู่ใจออกจากซองข้างเอว พร้อมกับบรรจุกระสุนอาคมที่ผ่านการปลุกเสกด้วยคาถาปราบภูตผีปีศาจ เขาดึงตัวรินรดามาหลบหลังโขดหินใหญ่ สายตาสาดส่องกราดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวังสูงสุด "เราโดนล้อมแล้ว" ท่ามกลางเสียงหัวเราะแหบพร่าและเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องมาจากทุกทิศทุกทาง ร่างของศาสตราจารย์กิตติปลอมก็ก้าวเข้ามาใกล้โขดหินที่พวกเขากำลังซ่อนตัว เงาทอดทับลงบนพื้นดินค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นอสูรกายแปดแขนในจินตนาการอันดำมืด รินรดาตัวสั่นเทา เธอเอื้อมมือไปคว้าเศษหินแหลมขึ้นมาป้องกันตัว แม้จะรู้ดีว่ามันไร้ความหมาย ทว่าในวินาทีที่เงากลุ่มนั้นกำลังจะเอื้อมมือทะลุผ่านโขดหินเข้ามาคว้าคอของเธอ แสงไฟจากไฟฉายแรงสูงดวงหนึ่งก็สาดส่องผ่าความมืดเข้ามาจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำเอาทั้งคู่ต้องชะงัก "หยุดมือซะ! ถ้าไม่อยากให้ไอ้สารเลวพวกนี้หัวหลุดจากบ่า!" เสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน... เป็นเสียงของ 'นายตำรวจ' ท้องถิ่นที่พวกเขาคิดว่าแยกทางกันไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของอัคนีและรินรดาดิ่งวูบลงไปถึงตาตุ่ม คือสภาพของนายตำรวจคนดังกล่าวในเวลานี้ เสื้อผ้าเปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง ดวงตาข้างหนึ่งบวมปูดจนปิดสนิท และที่ลำคอมีรอยประทับของรอยนิ้วมือสีดำคล้ำขนาดใหญ่ปรากฏชัดเจน... แต่นายตำรวจคนนั้นไม่ได้ถือปืน เขากำลังลากโซ่ตรวนเหล็กขึ้นสนิมอันหนักอึ้ง ในมืออีกข้างลากร่างของใครอีกคนหนึ่งที่หมดสติอยู่บนพื้นดิน ร่างของใครคนนั้น... สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีดำคุ้นตา ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่อัคนีสวมใส่อยู่ในกระเป๋าสำรองที่ซ่อนไว้ในแคมป์พักแรม! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%