"ถ้าคุณยังเปิดเครื่องสแกนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตัวนั้นในรัศมีสิบเมตรจากซากศาลานี้ ผมรับรองว่าเราจะได้ยินเสียงอย่างอื่นที่ไม่ใช่เสียงฝน... และมันจะไม่ใช่เสียงต้อนรับที่น่าฟังนักหรอกครับ ดร.รินรดา"
น้ำเสียงของอัคนีราบเรียบ ทว่าจริงจังจนบาดลึกเข้าไปในบรรยากาศชื้นแฉะยามพลบค่ำ เขายืนพิงเสาไม้สักโบราณที่ผุกร่อน มือขวาไม่ได้ถือปืนไรเฟิลคู่ใจอย่างเคย แต่กลับกำลังใช้ปลายนิ้วเขี่ยคราบเขม่าสีดำบนศิลาจารึกโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคมกริบภายใต้ปีกหมวกปีกกว้างเหลือบมองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ราคาแพงระยับในมือของหญิงสาวด้วยแววตาสมเพชแกมระอา
รินรดาชะงักมือที่กำลังกดแป้นพิมพ์บนแท็บเล็ตกันกระแทก เธอนิ่งค้างไปเสี้ยววินาที—ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความหงุดหงิดที่สะสมมาตลอดการเดินทางสามวันที่อัคนีเอาแต่ขัดขวางกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเธอ
ศาสตราจารย์สาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาพรานหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววท้าทาย เธอขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบและเต็มไปด้วยเหตุผลเชิงประจักษ์
"คุณอัคนีคะ—อภัยด้วยครับ คุณอัคนีครับ" รินรดาแก้คำพูดตัวเองทันทีเมื่อนึกถึงกฎเหล็กที่ชายหนุ่มย้ำนักย้ำหนาเรื่องการใช้น้ำเสียง "กรุณาทำความเข้าใจใหม่ด้วยว่า สิ่งที่ฉันถืออยู่คือเครื่องมือวัดสนามแม่เหล็กโลก ไม่ใช่เครื่องรางของขลังที่จะไปปลุกวิญญาณปู่ย่าตายายที่คุณนับถือ การที่ป่าเขตนี้มีคลื่นความถี่ผิดปกติ มันอธิบายได้ด้วยแร่ธาตุใต้ดินหรือสนามแม่เหล็กขั้วโลก ไม่ใช่เพราะ 'อาถรรพ์' อย่างที่คุณชอบอ้างเพื่อเรียกค่าจ้างแพงๆ หรอกนะคะ... อ่า... หรอกนะครับ!"
รินรดาเกือบหลุดสำนวนคุ้นปากอีกจนได้ เธอกัดริมฝีปากเล็กน้อยด้วยความขัดเคืองใจที่ต้องมาคอยระวังคำพูดกับพรานป่าหัวโบราณผู้นี้
อัคนีถอนหายใจยาว พ่นควันสีจางจากบุหรี่ม้วนยาจืดที่เขาเพิ่งจุดขึ้นกลิ่นฉุนกึก มันลอยวนปะปนกับกลิ่นไอฝนและกลิ่นอับชื้นของซากปรักหักพัง พรานหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาใกล้หญิงสาวทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงราวกับเสือโคร่งที่กำลังต้อนเหยื่อเข้ามุม แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนรินรดาเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"วิทยาศาสตร์มีคำตอบให้ทุกเรื่อง... นั่นคือสิ่งที่คุณท่องจำมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศสินะครับ ด็อกเตอร์" อัคนีโน้มตัวลงมาเล็กน้อย สายตาคมกวาดมองอุปกรณ์ในมือเธอก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย "แต่คุณลืมไปอย่างหนึ่งว่า ป่าผืนนี้ไม่ได้ใช้ตรรกะของมนุษย์เป็นไม้บรรทัดวัด เมื่อสามปีก่อน คณะสำรวจจากกรมศิลปากรก็เคยยืนพูดจาด้วยความมั่นใจแบบคุณตรงจุดนี้แหละครับ... พวกเขาเปิดเครื่องมือวัดคลื่นแบบที่คุณถืออยู่เป๊ะ ผลลัพธ์คืออะไรทราบไหมครับ?"
รินรดาเชิดหน้าขึ้น แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความระทึกจากระยะห่างที่ใกล้จนเกินไป "อะไรล่ะคะ—ครับ?"
"เครื่องมือทุกตัวพังระเบิดคาที่ เข็มทิศหมุนวนกลับหัว และสามวันหลังจากนั้น เราพบศพพวกเขานอนเรียงรายอยู่ริมห้วย โดยที่สภาพศพ... ดวงตาทั้งสองข้างถูกควักออกอย่างไร้ร่องรอย และในมือของหัวหน้าคณะสำรวจ กำรีโมทเครื่องสตรอว์เบอร์รีของคุณไว้อย่างแน่นหนาจนนิ้วเกร็งแข็ง" อัคนีลดเสียงลงกระซิบแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความเงียบ "คุณคิดว่าอะไรคือสาเหตุล่ะครับ? แร่ธาตุใต้ดิน หรือเจ้าของพื้นที่เขาไม่ต้อนรับแขกที่ไร้ซึ่งความเคารพ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเม็ดฝนที่กระทบใบไม้ใหญ่ด้านนอกและเสียงครางต่ำของสายลมที่ลอดผ่านซากศาลาโบราณ รินรดารู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ไต่ขึ้นมาจากสันหลัง แต่วิชาชีพและศักดิ์ศรีของนักวิชาการไม่อนุญาตให้เธอยอมจำนนต่อเรื่องเล่าหลอกเด็กเช่นนี้
เธอแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ พลางส่ายหัวด้วยความเหนื่อยหน่าย
"นิทานพื้นบ้านหลอกเด็กเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของผืนป่า... คุณใช้จิตวิทยาเชิงขู่ขวัญแบบนี้มาหลอกกินเงินว่าจ้างจากนายทุนกี่คนแล้วล่ะครับ อัคนี?" รินรดาเน้นเสียงคำว่า 'ครับ' ประชดประชันอย่างเจ็บแสบ เธอปัดมือเขาออกเบื้องหน้าแล้วยกแท็บเล็ตขึ้นมาเตรียมกดเปิดการทำงานอีกครั้ง "ถ้าความกลัวมันทำให้คุณหาเลี้ยงชีพได้ง่ายขึ้น ก็เชิญคุณกลัวไปคนเดียวเถอะค่ะ—เอ๊ย! เถอะครับ! แต่โปรดจำไว้ว่า งานของฉันคือการค้นหาความจริงทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่การมานั่งฟังนิทานปรัมปราจากพรานป่าตกยุค!"
*ติ๊ด!*
เสียงสัญญาณไฟสีฟ้าบนเครื่องสตรอว์เบอร์รีวัดคลื่นแม่เหล็กดังขึ้น พร้อมกับหน้าจอแสดงผลที่เริ่มกระพริบถี่ๆ อัคนีขมวดคิ้วมุ่น สัญชาตญาณดิบในตัวร้องเตือนภัยดังลั่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือขวาละจากศิลาจารึกแล้วคว้าข้อมือเรียวของรินรดากระชากเข้ามาหาตัวอย่างแรงโดยไม่ทันตั้งตัว
"คุณทำบ้าอะไรเนี่ย!" รินรดาอุทานลั่นด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว พยายามสะบัดแขนออก "ปล่อยฉันนะ!"
"เงียบ!" อัคนีคำรามต่ำในลำคอ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวังขั้นสุด สัญชาตญาณของพรานผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนบอกเขาว่า บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปแล้ว อุณหภูมิลดฮวบลงจนน่าใจหาย กลิ่นอายของดินและฝนถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเน่าเฟะคล้ายซากศพสัตว์ใหญ่ที่ตายมาแรมเดือน
เครื่องมือในมือรินรดากรีดร้องเสียงดังลั่น หน้าจอแสดงผลที่ควรจะเป็นกราฟตัวเลข กลับพุ่งสูงจนทะดเพดานสีแดงเถือก ก่อนที่หน้าจอจะดับวูบลงสนิท พร้อมกับหลอดไฟนีออนขนาดเล็กที่แตกละเอียดคามือ
ความมืดมิดเข้ากลืนกินพื้นที่รอบตัวทันที มีเพียงแสงสลัวจากฟ้าแลบไกลๆ ที่ส่องให้เห็นเงาสลักของศิลาจารึก
"เห็นไหมล่ะครับ..." อัคนีพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ขณะที่สายตายังคงจ้องเขม็งไปยังความมืดเบื้องหน้า "ผมเตือนคุณแล้วว่า อย่าท้าทายสิ่งที่มองไม่เห็น..."
ก่อนที่รินรดาจะได้โต้เถียงอะไรกลับไป แสงวาบจากสายฟ้าฟาดครั้งใหญ่ก็สว่างวาบขึ้นทั่วทั้งผืนป่า เผยให้เห็นภาพที่ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกึก
บริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ห่างจากศาลาไปไม่ถึงสิบเมตร ร่างเงาดำทะมึนของใครบางคนกำลังยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ร่างนั้นสวมเสื้อกันฝนขาดวิ่น แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของนักวิทยาศาสตร์สาวผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับถึงกับแข็งค้าง คือดวงตาสีแดงฉานคู่นั้น—ดวงตาที่กำลังส่องประกายเรืองรองอยู่ในความมืด และมันไม่ได้กำลังมองมาที่อัคนี...
แต่มันกำลังจ้องเขม็งมาที่ *เธอ* ผ่านรอยแยกของแผ่นศิลาจารึกโบราณด้วยรอยยิ้มฉีกกว้างถึงใบหน้า!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา•ตอนที่ 2
มัคคุเทศก์ผู้ไม่ยอมรับกติกา
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!