เข็มทิศทหารเรือรุ่นเก่าในมืออัคนีสั่นสะเทือนรุนแรงจนเข็มเหล็กสีแดงก่ำพยายามจะหมุนตีลังกา มันไม่ใช่การรบกวนจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าธรรมดา ทว่ามันคืออาการ "เตลิด" ของเครื่องมือนำทาง เมื่อเผชิญหน้ากับเขตแดนที่เวลาถูกบิดเบี้ยวจนเสียศูนย์
เบื้องหน้าของพวกเขาคือดงป่าไผ่สีนิลที่ทึบตันจนแสงอาทิตย์ยามบ่ายสี่โมงถูกกลืนหายไปสิ้น เหลือเพียงความมลทัวร์สีเทาหม่นที่ชวนอึดอัด และเสียงหึ่งต่ำๆ คล้ายเสียงแมลงหวี่นับล้านบินวนอยู่ในโสตประสาท
รอยยิ้มฉีกกว้างถึงใบหน้าของรูปสลักศิลาในตอนที่แล้ว ยังคงติดตรึงอยู่ในมโนสำนึกของดร.รินรดา เธอยืนนิ่งอยู่หลังแผ่นหลังกว้างของพรานหนุ่ม มือเรียวที่เคยถือพู่กันปัดฝุ่นโบราณวัตถุปกปิดอาการสั่นเทาไม่ได้สนิทนัก แม้ปากจะพยายามเม้มแน่นเพื่อรักษามาดของนักวิชาการผู้ปราศจากความงมงาย
"เข็มทิศพังแล้วค่ะ... เอ๊ย ไม่ใช่ เข็มทิศน่าจะมีปัญหาทางกลไก" รินรดาแก้คำพูดอย่างรวดเร็วเมื่อหันไปสบตาคมกริบของอัคนีที่เหลียวกลับมามอง เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามดึงตรรกะทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเกราะกำบังความกลัว "ในทางอุตุนิยมวิทยาและธรณีวิทยา บริเวณนี้อาจมีแร่ธาตุหนาแน่นจนรบกวนสนามแม่เหล็กโลก... มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่ใช่ไสยเวทที่คุณพยายามจะบอกฉัน"
อัคนีแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบต่ำและเต็มไปด้วยประสบการณ์โชกโชน เขาไม่ได้ตอบโต้ด้วยการเถียง แต่วางมือหยาบกร้านลงบนเปลือกไม้ของต้นตะเคียนชันandที่ยืนต้นตายซากอยู่ข้างกาย
"แร่ธาตุไม่มีหัวใจหรอกครับ ดร.รินรดา" อัคนีเอ่ยเสียงเรียบ สายตาคมกวาดมองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง "แล้วก็ไม่มีความหิวโหยด้วย... คุณลองก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้าสิครับ แล้วคุณจะรู้ว่าเราไม่ได้เดินวนอยู่ในป่าธรรมดา"
รินรดาขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ในความดื้อดึงของเขา เธอก้าวเท้าซ้ายผ่านหน้าอัคนีไปเพียงหนึ่งก้าวตามคำท้าทาย
โลกทั้งใบวูบไหว...
พริบตาเดียว กลิ่นอายความชื้นของป่าดิบชื้นก็หายวับไป แทนที่ด้วยกลิ่นฉุนรุนแรงของสนิมเหล็กและควันไฟเก่าๆ ภาพแมกไม้สีเขียวขจีเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซากปรักหักพังของโบราณสถานขนาดใหญ่ที่ถูกไฟเผาผลาญจนดำเป็นตอตะโก โครงกระดูกมนุษย์นับร้อยโครงกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นศิลาแลง ในจำนวนนั้นมีโครงกระดูกร่างหนึ่งที่กำลังหันมามองเธอด้วยเบ้าตากลวงโบกลึก ทั้งที่วินาทีเมื่อครู่ เธอยังยืนอยู่บนพื้นดินโล่งๆ ใต้ร่มไม้ปกติ
รินรดาสูดหายใจเฮือกใหญ่ หัวใจกระหน่ำเต้นรัวจนจุกที่ลำคอ เธอผถดถอยหลังกลับมาสัญชาตญาณ แผ่นหลังชนเข้ากับอกแกร่งของอัคนีพอดี พรานหนุ่มคว้าแขนเรียวไว้มั่นเพื่อดึงเธอกลับสู่เขตแดนปัจจุบัน
"ยินดีต้อนรับสู่ 'ห้วงเวลาตกค้าง' ครับ" อัคนีกล่าวชิดริมหู น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่จริงจัง "ที่นี่คือจุดบรรจบของเหตุการณ์เมื่อสามร้อยปีก่อน ตอนที่กองทัพพม่าเข้าปล้นสดมภ์เมืองโบราณแห่งนี้ วิญญาณที่ตายด้วยความแค้นสร้างม่านพลังงานกักขังตัวเองไว้ ใครก็ตามที่หลุดเข้ามาโดยไม่มีเครื่องรางคุ้มกัน จะถูกดึงให้ติดอยู่ในลูปเวลานี้จนกว่าจะหมดอายุขัย หรือ... กลายเป็นหนึ่งในโครงกระดูกพวกนั้น"
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความตื่นตระหนกทำให้มือของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดและอีโก้ของนักวิชาการยังคงพยายามหาคำอธิบาย "มัน... มันเป็นภาพลวงตาทางประสาทสัมผัส เกิดจากสารเคมีบางอย่างในเห็ดราโบราณที่พวกเราสูดดมเข้าไป สมองกำลังสร้างภาพหลอน..."
"คุณจะหลอกตัวเองด้วยวิทยาศาสตร์ไปถึงไหนกันครับ ด็อกเตอร์" อัคนีขัดขึ้นเบาๆ แต่เฉียบขาด ดวงตาคมเข้มมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววหวาดกลัว "ความรู้ในตำราของคุณมีประโยชน์มากบนโต๊ะทำงานในมหาวิทยาลัย แต่ในป่าลึกแห่งนี้ ความดื้อรั้นของคุณกำลังจะฆ่าเราทั้งคู่"
คำพูดนั้นแทงใจดำรินรดาอย่างจัง เธออ้าปากจะเถียง แต่เมื่อมองข้ามไหล่ของเขาไป ภาพของเด็กน้อยโครงกระดูกในอดีตกำลังเอื้อมมือมาแตะข้อเท้าของเธอจริงๆ ความเย็นยะเยือกเสียดแทงทะลุรองเท้าหนังเข้ามาถึงกระดูกสันหลัง ทำให้เธอยอมปิดปากสนิทและขยับเข้าใกล้อัคนีโดยไม่รู้ตัว
"แล้วเราจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง..." น้ำเสียงของเธอนุ่มลง แฝงความอ่อนล้าและยอมจำนนเป็นครั้งแรก
อัคนีไม่ตอบในทันที เขาดึงผ้าขาวม้าเก่าคร่ำคร่าออกจากเอว สะบัดมันออกเผยให้เห็นอักขระโบราณที่เขียนด้วยหมึกว่าว่านยาและเลือดไก่ดำ จากนั้นเขาหยิบมีดหมอโบราณเล่มเล็กออกจากย่าม
"จับชายเสื้อผมไว้แน่นๆ ครับ ห้ามปล่อยเด็ดขาดไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรเรียกชื่อคุณ หรือเห็นใครเดินผ่านมา..." อัคนีสั่งเสียงเข้ม นัยน์ตาเปลี่ยนเป็นประกายดุดันอย่างพรานผู้ช่ำชองไสยเวท มือขวาจรดมีดหมอขึ้นแนบอก บริกรรมคาถาภาษาขอมโบราณที่ดังลอดไรฟัน เสียงนั้นทุ้มต่ำและก้องกังวานจนแผ่นดินรอบตัวสั่นสะเทือน
อัคนีก้าวเท้าเดินนำหน้า แหวกม่านหมอกสีเทาที่หนาทึบราวกับกำแพงเหล็ก ออกเดินทางผ่านมิติเวลาอันบิดเบี้ยว โดยมีรินรดากำชายเสื้อของเขาไว้แน่น ราวกับว่านั่นคือสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวในจักรวาลที่กำลังพังทลาย
ผ่านซากปรักหักพัง ผ่านเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณที่มองไม่เห็น และผ่านเงาดำมหึมาหลายร่างที่ยืนตระหง่านอยู่สองข้างทาง คอยจ้องมองด้วยความริษยาในลมหายใจอุ่นๆ ของคนเป็น
ทว่า เดินมาได้ราวครึ่งชั่วยาม อัคนีก็หยุดชะงักกะทันหัน จนรินรดาเกือบชนเข้ากับแผ่นหลังของเขา พรานหนุ่มหรี่ตามองพื้นดินเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง
ทางเดินที่ควรจะทอดยาวออกไปสู่ชายป่า กลับตันสนิทด้วยผนังศิลาแลงโบราณขนาดมหึมาที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาปิดกั้นเส้นทาง และบนผนังศิลานั้น มีรอยกรีดลึกเป็นสัญลักษณ์รูปตาที่สาม... ซึ่งกำลังเปิดออกช้าๆ พร้อมกับน้ำเหลืองสีดำที่ไหลรินออกมาจากรอยแยก!
และก่อนที่อัคนีจะทันได้ส่งสัญญาณเตือน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็เริ่มดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังพวกเขา—เสียงฝีเท้าที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าข้างหูของรินรดา...
*"อาจารย์ริน... ช่วยหนูด้วย..."*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดนี้ร่วมกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา•ตอนที่ 3
ทางแยกที่ไม่มีในแผนที่
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!