"อาจารย์ริน... ช่วยหนูด้วย..."
เสียงสะอื้นไห้ที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ไม่ได้มาจากเด็กสาวท้องถิ่นคนนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่มันดังมาจากห้วงลึกที่เปราะบางที่สุดในจิตใจของ ดร.รินรดา ผู้ซึ่งยึดถือตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นสรณะมาตลอดชีวิต
กระติกน้ำสเตนเลสในมือสั่นเทาเล็กน้อย รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่เธอนั่งยองๆ อยู่ริมลำธารสายเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาของแมกไม้ทึบ เบื้องหน้าของเธอคือน้ำใสไหลเย็นที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายลอดผ่านเรือนยอดไม้ลงมาเป็นลำแสงสีทองระยิบระยับ ทว่า บรรยากาศรอบกายกลับเยียบเย็นจนน่าขนลุก
ป่าดิบชื้นแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ความเงียบงัน แต่มันมี "เสียง" ลมหายใจ
อัคนีทรกายลงนั่งยองๆ อยู่ไม่ห่าง เขายังคงอยู่ในชุดพรานสนามสีเขียวเข้ม เสื้อผ้าชื้นเหงื่อแต่แววตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ซุ่มยังคงกวาดมองไปรอบทิศทางอย่างระแวดระวัง มือหยาบกร้านของพรานหนุ่มวางอยู่บนด้ามมีดหมอโบราณที่เหน็บไว้ที่เอว สัญชาตญาณนักล่าบอกเขาว่า ที่นี่... ไม่ใช่สถานที่ที่มนุษย์ควรจะหยุดพักนานนัก
"อย่ามองนานเกินไปครับ ดร.รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเตือน นิ่งสงบแต่เฉียบขาดพอที่จะดึงสติของนักวิชาการสาวให้หลุดจากภวังค์
รินรดาหันมามองหน้าเขา แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความมั่น 100% ในฐานะศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีผู้กวาดรางวัลมาแล้วทั่วประเทศ บัดนี้กลับฉายแววสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุด
"คุณอัคนี... คุณเคยเชื่อเรื่องที่ว่า 'น้ำ' สามารถบันทึกความทรงจำของคนตายได้ไหมคะ... เอ่อ... ได้ไหมครับ" เธอเกือบเผลอหลุดคำลงท้ายตามความคุ้นชิน แต่รีบเปลี่ยนเสียงให้เป็นทางการเพื่อปกปิดความสั่นเครือในน้ำเสียง
อัคนีเลิกคิ้วเล็กน้อย สายตาคมกวาดมองผืนน้ำเบื้องหน้า ก่อนจะหันมาสบตาเธอนิ่งนาน ราวกับกำลังประเมินว่าจิตใจของหญิงสาวตรงหน้ากำลังจะแตกสลายถึงขีดสุดหรือยัง
"วิทยาศาสตร์บอกว่าน้ำเปลี่ยนรูปและสถานะได้ แต่ไสยเวทของคนโบราณบอกว่า... น้ำคือสะพานเชื่อมระหว่างภพภูมิครับ" อัคนีตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่เยาะเย้ย และไม่ปลอบประโลมอย่างไร้เหตุผล "คนที่นี่เขาเชื่อกันว่า ลำธารสายนี้ไหลผ่านแดนอาถรรพ์ที่เรียกว่า 'ป่าช้าแล้ง' ใครที่จิตใจกำลังไขว้เขว หรือมีบาปติดตัว... จะมองเห็นเงาที่ตัวเองพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิต"
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก
เธอยกกระติกน้ำขึ้นจิบบริเวณริมฝีปาก แต่แล้ว... ภาพที่สะท้อนบนผิวน้ำนิ่งสงบเบื้องล่าง ก็ทำให้มือของเธอชะงักค้าง
ผิวน้ำไม่ได้สะท้อนใบหน้าสะสวยของเธอในชุดสนามแต่อย่างใด แต่มันกลับกลายเป็นภาพของ *ห้องทำงานโบราณคดีที่มหาวิทยาลัย* เอกสารวิจัยกองโตกำลังลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงสีแดงฉาน เสียงกรีดร้องของบิดาเธอดังก้องขึ้นมาจากก้นบึ้งของลำธาร ร่างของชายสูงวัยที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นห้อง พร้อมกับรอยยิ้มเยาะเย้ยของคณบดีร่วมสถาบันที่เธอยกย่องนับถือเสมือนพ่อคนที่สอง
*ภาพนั้น... ชัดเจนราวกับเธอกำลังยืนอยู่ ณ วินาทีที่เกิดโศกนาฏกรรมเมื่อสามปีก่อน*
"ไม่... นี่มันภาพหลอน มันเป็นแค่ภาพสะท้อนทางสายตาจากแสงหักเห!" รินรดาพึมพำกับตัวเอง มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความโกรธ ความกลัว และความรู้สึกผิดที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานต่อหน้า
อัคนีสังเกตเห็นความผิดปกติทันที เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะคว้าไหล่บางเพื่อดึงเธอให้ออกจากริมน้ำ แต่รินรดาเบี่ยงตัวหลบด้วยความดื้อรั้นตามนิสัยของนักสู้ที่ไม่ยอมจำนนใครง่ายๆ
"อย่ามาแตะต้องฉัน!" เธอกัดฟันกรอด น้ำตาเอ่อคลอเบ้าแต่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยศักดิ์ศรี "คุณก็คิดว่าฉันบ้าใช่ไหมล่ะ? คิดว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงเมืองกรุงที่ตื่นตูมกับเรื่องงมงายในป่าลึก... เชิญหัวเราะเยาะฉันตามสบายเลยค่ะ... ตามสบายเลยครับ!"
อัคนีชักมือกลับช้าๆ แววตาของพรานหนุ่มฉายแววซับซ้อน เขามองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่กึ่งๆ ระหว่างความเวทนาและการยอมรับในความแข็งกระด้างที่เคลือบไว้ด้วยความเปราะบาง
"ผมไม่เคยหัวเราะเยาะใครที่กำลังเผชิญหน้ากับผีในใจตัวเองหรอครับ ดร.รินรดา" อัคนีเอ่ยเสียงนุ่มลงเล็กน้อย แต่มันกลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของเธอ "วิทยาศาสตร์สอนให้คุณเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ แต่มันไม่เคยสอนวิธีเยียวยาแผลเป็นในใจที่ถูกซ่อนไว้ใต้พงหญ้า... ป่ามันไม่ได้หลอกคุณหรอกครับอาจารย์ มันแค่ *สะท้อน* สิ่งที่คุณพยายามฝังกลบมันไว้ต่างหาก"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลสด รินรดาหันขวับมามองเขา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาแต่ไม่ยอมไหลริน เธอกำลังจะเปิดปากสวนกลับด้วยทฤษฎีทางจิตวิทยาและตรรกะอันคมกริบเพื่อปกป้องโลกทัศน์ของตนเองที่กำลังพังทลาย
ทว่า... เสียงบางอย่างก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
*กรอบแกรบ... กวัก...*
ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงสัตว์ป่าตัวเล็กๆ แต่มันคือเสียงฝีเท้าของบางสิ่ง... บางสิ่งที่กำลังเดินย่ำลงบนใบลานแห้งๆ ห่างจากจุดที่พวกเขานั่งอยู่ไปไม่ถึงสิบเมตร
อัคนีเปลี่ยนสีหน้าในเสี้ยววินาที ร่างกายของพรานหนุ่มดีดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง มือขวาชักมีดหมอออกจากฝักอย่างรวดเร็วโดยไม่มีเสียงเหล็กเสียดสีแม้แต่น้อย สายตาคมดุจเหยี่ยวจ้องเขม็งไปยังพงรกทึบเบื้องหน้า
"ใครวะ!" อัคนีตะโกนก้อง เสียงของเขาหนักแน่นและก้องกังวานไปทั่วลำธาร
ไม่มีเสียงตอบรับจากสิ่งลึกลับนั้น มีเพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่า กลิ่นอายบางอย่างกลับโชยมากับสายลม—กลิ่นคาวเลือดที่ผสมผสานกับกลิ่นสาปสาส์นของซากศพเน่าเปื่อยอย่างรุนแรง
รินรดาลุกขึ้นยืนตามอย่างช้าๆ ขาสقทั้งสองข้างยังคงสั่นเทา แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดเริ่มทำงาน เธอมองตามสายตาของอัคนี และในจังหวะที่ลมพัดผ่านพงหญ้าคาที่รกทึบออกไปชั่วขณะ เงามืดทะทึบของร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
ร่างนั้นไม่ใช่คน... แต่มันแต่งกายด้วยชุดเจ้าหน้าที่หน่วยสำรวจป่าไม้ที่หายสาบสูญไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ใบหน้าของร่างนั้นบวมเป่ง ดวงตาเบิกโพลงขาวโพลนไร้แววชีวิต และที่ลำคอมีรอยแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ราวกับถูกฉีกกระชากด้วยกรงเล็บของสัตว์ร้าย
สิ่งสำคัญที่สุดคือ... บนหน้าอกของศพนั้น มี *เข็มกลัดตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลของรินรดา* ปักอยู่เด่นชัด ราวกับเป็นเครื่องหมายประกาศิตจากนรก
อัคนีหันมามองหน้าศาสตราจารย์สาวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความสงสัยถูกแทนที่ด้วยความระแวงระวังขั้นสุด
"ดร.รินรดา..." อัคนีเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน ดวงตาไม่ละไปจากศพเดินได้เบื้องหน้า "คุณช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับว่า... ทำไมของประจำตระกูล 'รักษ์โยธิน' ถึงไปอยู่กับศพที่ตายมาแล้วเป็นสัปดาห์ ทั้งๆ ที่คุณเพิ่งเคยมาเหยียบผืนป่าแห่งนี้เป็นครั้งแรก?"
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในความมืดด้วยกันนะครับ
*เพชรตาเสือโบราณ*
พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา•ตอนที่ 4
เงาสะท้อนในลำธารเลือด
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไร้ศรัทธา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!