“เฮียธามคะ... ถ้าเฮียยังไม่เลิกทำหน้าเหมือนเห็นผีเห็นสางเวลาเดินเข้ามาในไซต์งาน ฉันจะเอาประแจฟาดหัวให้สักที ข้อหาขัดจังหวะคนกำลังทำงาน”
ฉันสะบัดเสียงใส่ธามที่เพิ่งเดินนวยนาดเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกรุ่มกริ่มน่าหมั่นไส้ ก่อนจะหันกลับไปสนใจพิมพ์งานในแล็ปท็อปต่อโดยไม่ปรายตามอง ‘คนที่ยืนอยู่ข้างหลัง’ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ใจฉันเต้นผิดจังหวะตั้งแต่เมื่อครู่
“โธ่ พายอาร์ครับ... ผมก็แค่มาทวงสัญญาแทนไอ้คนปากแข็งแถวนี้ ก็เห็นอยู่ว่าวันนี้มันยอมสละเวลาอันมีค่ามานั่งเป็นที่ปรึกษาให้เด็กดื้ออย่างคุณตั้งหลายชั่วโมง นี่ถ้าคนอื่นเห็นเฮียคิมวิศวกรหมื่นล้านมานั่งติวงานให้พนักงานบัญชีตัวจ้อยนะ รับรองข่าวหน้าหนึ่งคงพาดหัวว่า ‘วิศวกรหนุ่มยอมทิ้งงานโปรเจกต์ใหญ่ เพื่อเฝ้าเด็กดื้อในออฟฟิศ’ แน่ๆ”
“เฮียธาม! อยากโดนไล่ออกจากไซต์งานใช่ไหมคะ?”
คิมหันต์ขัดขึ้น เสียงทุ้มต่ำนั้นติดจะหงุดหงิดทว่าแฝงความเอ็นดูที่เขาพยายามซ่อนไว้ไม่มิด เขาก้าวขาฉับๆ เข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้จางๆ ปะทะเข้ากับจมูกฉัน ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนดูผ่อนคลายขึ้นมากเมื่อไม่มีเนกไทมาพันธนาการ สายตาคมกริบกวาดมองผ่านไหล่ฉันไปที่หน้าจอ “ถ้าจะเถียงกันเรื่องไร้สาระก็ออกไปข้างนอก นี่งานจะเสร็จแล้ว อีกแค่หน้าเดียว”
ธามยักไหล่กวนๆ ก่อนจะถอยออกไปเหมือนรู้หน้าที่ ทิ้งให้ห้องทำงานเล็กๆ ของฉันเหลือเพียงความเงียบที่อบอวลด้วยไอความร้อนจากแรงดึงดูดระหว่างคนสองคน
ฉันปิดแล็ปท็อปด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก หลังจากที่เขาช่วยฉันจัดการกับงบประมาณที่ผิดพลาดมาตลอดบ่าย ความเกลียดขี้หน้าในตอนแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยความหวั่นไหวที่ฉันเองก็ไม่อยากจะยอมรับ
“ขอบคุณนะคะ... เรื่องงานวันนี้” ฉันเอ่ยเบาๆ ขณะเก็บของ
“แค่นี้?” คิมหันต์เลิกคิ้วมอง กอดอกพิงขอบโต๊ะทำงาน แววตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาฉัน “เลี้ยงข้าวร้านข้างทางราคาถูกๆ นั่นน่ะเหรอที่เธอหมายถึงตอนพูดว่าขอบคุณ?”
“ก็เฮียเคยบอกเองไม่ใช่เหรอว่า ‘คนอย่างฉัน’ คงไม่มีปัญญาพาไปกินหรูๆ ได้หรอก ดังนั้นร้านข้าวแกงเจ้าประจำของฉันนี่แหละค่ะ คือระดับสูงสุดที่เฮียจะได้รับจากการบริการของฉัน” ฉันตอบโต้ทันควัน พยายามซ่อนความประหม่าด้วยการจัดระเบียบเอกสารบนโต๊ะ
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอ “ไปสิ... อยากรู้นักว่าจะรสชาติแย่เหมือนคนพาไปกินหรือเปล่า”
ร้านข้าวแกงข้างทางที่ฉันพาเขามาค่อนข้างจอแจและร้อนอบอ้าว แต่น่าแปลกที่ชายหนุ่มในชุดเชิ้ตเนี้ยบกริบกลับนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกสีซีดได้โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ เขามองถาดข้าวตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะตักเข้าปากคำแรก
“รสชาติใช้ได้... ไม่เลวอย่างที่คิด”
“อย่าชมส่งๆ เลยค่ะ ฉันรู้ว่าเฮียกินของหรูมาตลอดชีวิต” ฉันเท้าคางมองคนตรงหน้า ความโกลาหลในใจเริ่มสงบลงเมื่อเห็นอีกมุมหนึ่งที่เขาไม่เคยเผยให้ใครเห็น
คิมหันต์วางช้อนลง สายตามองผ่านควันจางๆ ที่ลอยกรุ่นจากอาหารมาที่ฉัน “ตอนเด็กๆ... แม่ฉันก็ชอบพามานั่งกินร้านแบบนี้ เวลาที่พ่อกับฉันทะเลาะกันเรื่องการบริหารงานก่อสร้าง ฉันโตมากับการไล่ตามความคาดหวังของคนอื่น จนบางทีก็ลืมไปว่าการได้นั่งกินข้าวแบบไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์มันรู้สึกยังไง”
ฉันชะงัก คำพูดของเขาทำให้กำแพงที่ฉันสร้างขึ้นสั่นคลอน “ฉันก็เหมือนกัน... เคยเป็นคุณหนูที่ชีวิตถูกกำหนดด้วยตารางเวลาทุกชั่วโมง จนกระทั่งบ้านล้มละลายถึงได้รู้ว่า สิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่หรือรถหรู แต่คือการได้เป็น ‘ตัวเอง’ โดยไม่ต้องมีใครมาขีดเส้นให้”
เราสองคนเงียบไปครู่ใหญ่ เสียงจอแจรอบข้างดูเหมือนจะจางหายไป เหลือเพียงพื้นที่เล็กๆ ของเราที่ถูกเชื่อมโยงด้วยความโดดเดี่ยวที่คล้ายกัน
“พายอาร์...” เขารีบเรียกชื่อฉัน น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนไปจนฉันใจสั่น “ถ้าวันหนึ่ง... ฉันเลือกที่จะไม่ทำตามความคาดหวังของคนรอบข้าง แล้วสิ่งที่ฉันคว้ามาได้มันไม่ใช่อำนาจ แต่มันคือคนข้างตัวคนนี้... เธอว่ามันจะคุ้มไหม?”
คำถามนั้นทิ้งปมไว้ในอากาศ ฉันยังไม่ทันจะตอบ เสียงกริ่งโทรศัพท์ของเขาก็ดังขัดจังหวะ คิมหันต์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ก่อนจะถอนหายใจยาว
“ว่าไงครับ?” เขาพูดสั้นๆ แต่ทว่าสีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันทีเมื่อได้ยินปลายสาย
ฉันมองเห็นเงาคนเดินตรงมาทางเราจากมุมมืดของร้าน... เงาที่คุ้นตาและเป็นคนสุดท้ายที่ฉันอยากเจอในเวลานี้ มีนาราปรากฏตัวขึ้นในชุดเดรสแบรนด์เนมดูแปลกแยกจากบรรยากาศร้านข้าวแกงโดยสิ้นเชิง เธอเดินตรงมาหยุดที่โต๊ะของเรา ก่อนจะวางมือลงบนไหล่ของคิมหันต์อย่างถือสิทธิ์
“คิมคะ... มีนารอคุณที่หน้าไซต์งานมาครึ่งชั่วโมงแล้ว ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่กับ ‘คนรับใช้’ ของคุณล่ะคะ?”
คิมหันต์ขยับตัวออกห่างจากมีนาราอย่างรวดเร็ว แววตาเขาเย็นเยียบขึ้นมาทันทีในขณะที่ฉันทำเพียงแค่นั่งนิ่ง กัดฟันแน่นด้วยความรู้สึกที่ตีรวนขึ้นมาในอก
“เรายังคุยกันไม่จบ...” คิมหันต์หันกลับมาหาฉัน สายตาเขามีความหมายบางอย่างที่ฉันตีความไม่ได้ในขณะที่เขาขยับลุกขึ้นยืน
ทว่าก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ มือถือในกระเป๋าของฉันก็สั่นรัวพร้อมกับข้อความจากเบอร์ไม่ระบุตัวตนที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ
*‘ถ้าอยากรู้ความลับเรื่องการล้มละลายของพ่อเธอ... ออกมาพบฉันที่หลังไซต์งานเดี๋ยวนี้’*
หัวใจฉันหล่นวูบ ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาคิมหันต์ที่กำลังมองมาทางฉันด้วยความสับสน และในวินาทีที่ฉันตัดสินใจลุกขึ้นยืนเพื่อเดินหนีไป มีนาราก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มอาบยาพิษ
“อ้อ พายอาร์... ฉันลืมบอกไป พอดีวันนี้ฉันมี ‘หลักฐาน’ อะไรบางอย่างที่ทำให้เธอกับคุณคิมต้องจบกันถาวรติดตัวมาด้วยนะ”
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกคนที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ อย่าลืมคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้เอมเมอรัลด์อายส์ด้วยนะคะ!
คุณหนูพยศรักกับดักหัวใจวิศวะปากแข็ง•ตอนที่ 20
คำขอบคุณแบบฉบับยัยตัวแสบ
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูพยศรักกับดักหัวใจวิศวะปากแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!