“ธีร์! อย่าเปิด!”
ฉันตะโกนสุดเสียงจนคอแทบแตก มือข้างหนึ่งคว้าหมับเข้าที่ฝากล่องข้าวสเตนเลสสีเงินนั่นไว้ทันก่อนที่เขาจะเปิดมันออกต่อหน้าสาธารณชนในโรงอาหาร กลิ่นฉุนกึกของเครื่องเทศผสมผสานกับอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายไหม้โชยออกมาจางๆ ทำเอาธีร์ชะงักค้าง สายตาเย็นชาคู่นั้นตวัดมองมาที่ฉันอย่างเย็นเยียบ
“ทำไม?” เขาถามสั้นๆ น้ำเสียงเรียบสนิทจนเดาอารมณ์ไม่ออก แต่คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันนั่นแหละคือสัญญาณว่าเขากำลังรำคาญใจเต็มที
“เอ่อ... คือว่า... มันยังไม่พร้อมน่ะ! คือเมนูนี้มันต้องมีการ ‘บ่ม’ รสชาติให้เข้าเนื้อก่อน อีกสักครึ่งชั่วโมงค่อยเปิดนะ นะคะ?” ฉันยิ้มหวานประจบจนตาหยี พยายามดึงกล่องข้าวออกจากมือหนาของเขา แต่มือเขานิ่งราวกับหินผา
ธีร์หรี่ตามองฉัน เขาไม่ได้ปล่อยมือ แต่เขากลับขยับตัวเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ดูสะอาดสะอ้านจากตัวเขา ความใกล้ชิดที่มากเกินความจำเป็นทำให้หัวใจเจ้ากรรมของฉันเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
“บ่ม? อาหารเที่ยงนะพาย ไม่ใช่ไวน์บ่มปี” เขาแค่นหัวเราะในลำคอ “ทำไมต้องลนลานขนาดนั้น หรือว่าข้างในนี้มันมีตัวอะไรประหลาดอยู่?”
“บ้าเหรอ! ฉันอุตส่าห์ตื่นตั้งแต่ตีห้ามาทำเพื่อนายเลยนะ!” ฉันเผลอโพล่งออกไป ก่อนจะรีบยกมือปิดปากตัวเองไว้แน่น พวงแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
บรรยากาศรอบข้างที่เคยอื้ออึงพลันเงียบกริบเหมือนถูกกดปุ่มหยุดเวลา สายตาทุกคู่ในโรงอาหารต่างจดจ้องมาที่เราสองคน โดยเฉพาะ ‘ริน’ ที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไป เธอจิกสายตามองกล่องข้าวในมือฉันราวกับจะกรีดมันให้แหลกคามือ
“ทำเพื่อฉัน?” ธีร์ทวนคำ ดวงตาคมกริบคู่นั้นมีประกายวูบไหวบางอย่างที่ฉันอ่านไม่ออก ก่อนที่เขาจะดึงกล่องข้าวกลับไปถือไว้แน่น “งั้นก็พิสูจน์สิว่าตื่นตีห้ามาทำอะไร... กินให้ดูเดี๋ยวนี้”
“ธีร์! อย่าสิ!”
แต่ไม่ทันแล้ว เขาแงะฝาสเตนเลสนั่นออกอย่างรวดเร็ว กลิ่นของ ‘แกงกะหรี่สูตรพิเศษ (ที่น่าจะพิเศษเกินไปหน่อย)’ กระจายตัวฟุ้งทันที รินที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ถึงกับยกมือขึ้นปิดจมูกพร้อมทำหน้าเบ้ ส่วนฉันน่ะเหรอ... อยากจะมุดดินหนีไปให้พ้นๆ ในวินาทีนั้นเลยค่ะ
“นี่มัน...” ธีร์ก้มลงมองก้อนสีน้ำตาลอมดำในกล่องที่หน้าตาไม่บ่งบอกว่าเป็นเมนูอะไร “แกงกะหรี่... หรือถ่านไม้?”
“มันคือความตั้งใจค่ะ!” ฉันแก้ตัวเสียงสั่น “ลองชิมคำเดียวก่อน ถ้าไม่อร่อยฉันจะยอมเลิกตื้อนาย... สักชั่วโมงนึงเลย!”
ธีร์เลิกคิ้วมองฉันด้วยสายตาที่บอกว่า ‘แค่นี้เหรอ?’ ก่อนจะหยิบช้อนคันเล็กขึ้นมาตักก้อนนั้นเข้าปาก ท่ามกลางความลุ้นระทึกของคนทั้งโรงอาหาร รวมถึงมินท์ที่แอบมองอยู่หลังเสาไกลๆ นั่นก็ทำท่าเหมือนจะเป็นลมแทนฉันไปแล้ว
เขาเคี้ยวช้าๆ สีหน้ายังคงนิ่งสนิทเหมือนเดิมจนฉันเริ่มใจเสีย หรือว่ามันจะไม่อร่อยจนเขากินไม่ได้เลย? หรือมันแย่ขนาดที่เขาจะโกรธฉันกันนะ?
เขากลืนลงคอช้าๆ ก่อนจะวางช้อนลง เสียงดัง ‘เคร้ง’ กระทบกับกล่องข้าวดูขัดกับความเงียบกริบของบรรยากาศ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาฉัน สายตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับมีความดุร้ายบางอย่างซ่อนอยู่
“เค็มจนไตจะวาย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเขากลับหยิบช้อนขึ้นมาตักกินคำที่สองเข้าปากอย่างรวดเร็ว “แต่ก็... ทนกินได้”
“ทนกิน?” ฉันถามพลางหัวใจพองโต
“อืม... วันหลังลดเกลือลงหน่อย” เขาพูดพึมพำขณะตักกินคำที่สาม “และอย่าทำอะไรแบบนี้ให้ใครเห็นอีก เข้าใจไหม?”
ฉันงงกับคำสั่งนั่นนิดหน่อย “ทำไมล่ะคะ?”
ธีร์วางช้อนลงแล้วคว้าข้อมือฉันไว้ เขาไม่ได้มองหน้าฉัน แต่สายตาเขากลับตวัดไปมองกลุ่มผู้ชายโต๊ะข้างๆ ที่กำลังมองมาทางเราด้วยความสนใจ ก่อนที่เขาจะโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูฉัน เสียงของเขาต่ำพร่าจนขนอ่อนลุกซู่
“เพราะถ้าฉันเห็นไอ้พวกนั้นมองอาหารของฉัน... หรือมองเจ้าของอาหารแบบนี้อีก...” เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองสบตาฉันตรงๆ แววตาคู่นั้นไม่ได้มีเพียงความนิ่งเฉยอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความหวงแหนที่ปิดไม่มิด “ฉันคงไม่รับประกันหรอกนะ ว่าพรุ่งนี้มื้อเที่ยงฉันจะยังใจดีนั่งกินข้าวกับเธอแบบนี้หรือเปล่า”
คำพูดกำกวมนั้นทำให้ฉันทำตัวไม่ถูก ความมั่นใจที่มีเต็มเปี่ยมดูเหมือนจะถูกสยบด้วยประโยคเพียงประโยคเดียวจากพ่อหน้านิ่งคนนี้
แต่ในจังหวะที่หัวใจฉันกำลังเต้นเป็นจังหวะรักอยู่นั้น เสียงฝีเท้าส้นสูงที่คุ้นเคยก็ดังแทรกเข้ามา
“พี่ธีร์คะ... รินว่าข้าวกล่องนั่นมันดูไม่ถูกสุขลักษณะนะคะ ทิ้งเถอะค่ะ รินเตรียมแซนด์วิชพรีเมียมมาให้ พี่ธีร์ลองทานของรินดีกว่าค่ะ”
รินเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มหวานหยด เธอจงใจเบียดไหล่ฉันจนแทบเซ พร้อมกับยื่นกล่องข้าวสไตล์มินิมอลมาให้ธีร์ ฉันมองกล่องข้าวนั่นสลับกับธีร์ด้วยความหวั่นใจ แต่ธีร์กลับไม่ได้แสดงท่าทีสนใจกล่องข้าวของรินแม้แต่น้อย เขากลับทำสิ่งที่ทำให้คนทั้งโรงอาหารแทบหยุดหายใจ
เขาตักแกงกะหรี่ไหม้ๆ ของฉันคำโตแล้วป้อนเข้าปากตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะหันไปหารินด้วยสายตาที่เย็นชาจนติดลบ
“ผมไม่ชอบกินของที่คนอื่นบังคับให้กิน” ธีร์พูดเสียงเรียบก่อนจะหันกลับมามองฉัน “พาย... พรุ่งนี้ฉันอยากกินอะไรที่มันหวานกว่านี้อีกหน่อย เข้าใจไหม?”
เขาไม่ได้ตอบตกลงหรือปฏิเสธริน แต่เขากำลังประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ‘มื้อเที่ยงของเขาเป็นสิทธิ์ขาดของฉันเพียงผู้เดียว’
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ของรินก็ดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมาดูแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ดูน่ากลัวที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา
“พี่ธีร์คะ... ถ้าพี่จะทานของที่ ‘ยัยนี่’ ทำ ก็คงต้องรีบหน่อยนะคะ” เธอแค่นหัวเราะพลางโชว์หน้าจอโทรศัพท์ให้ธีร์เห็นข้อความบางอย่าง “เพราะมีคนส่งรูป ‘ความลับ’ ของพายมาให้รินดู... เชื่อว่าถ้าพี่เห็นรูปนี้แล้ว พี่คงไม่อยากกินข้าวกับพายไปอีกนานเลยล่ะค่ะ”
ธีร์มองหน้าจอนั้น แววตาที่เคยมีความหวงแหนเปลี่ยนเป็นความนิ่งงันที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม เขาหันขวับมามองฉันด้วยสายตาที่เหมือนคนถูกหักหลัง
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาถึงตรงนี้นะคะ รอลุ้นไปพร้อมกับเมล่อนโซดาในตอนหน้านะคะ!
แผนพิชิตใจนายหน้านิ่ง: ปฏิบัติการตื้อให้โลกจำ•ตอนที่ 17
กลยุทธ์มัดใจด้วยท้อง
ผลงานโดย เมล่อนโซดา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมล่อนโซดา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แผนพิชิตใจนายหน้านิ่ง: ปฏิบัติการตื้อให้โลกจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!