"ถ้าสมองของคุณใช้งานได้ดีเท่ากับปากที่เอาแต่พ่นคำพูดไร้สาระ ป่านนี้คงได้รางวัลโนเบลไปนานแล้วครับ คุณกรณ์"
ซูเอี๊ย... เสียงถอนหายใจยาวเหยียดพร้อมกับรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปากของผม คือคำตอบเดียวที่มอบให้ผู้ชายหน้าตาดีแต่ไร้มารยาทซึ่งยืนขวางประตูคอนโดมิเนียมหรู ประโยคทิ้งท้ายอันน่ารื่นรมย์จากตอนที่แล้วยังคงลอยเคว้งอยู่ในอากาศ แต่วันนี้ผมไม่มีอารมณ์มาเล่นละครตบตารักสามเส้ากับอดีตคู่หมั้นตกอัพของมินตรา
"ปากคอร้ายกาจเหมือนเดิมเลยนะครับ เฮียคณิน... อ้อ หรือควรเรียกว่า 'เจ้าของห้องคนใหม่' ดีล่ะ?" กรณ์พยายามยักไหล่กลบเกลื่อนความไม่พอใจ ดวงตาคมกวาดตามองผ่านไหล่ผมเข้าไปด้านใน ลอบสำรวจความเรียบร้อยของห้องชุดเพนต์เฮาส์ราคาเก้าหลักที่ผมเป็นเจ้าของ "ผมแค่วิกลจริตเป็นห่วงคู่หมั้นเก่า... เอ๊ะ ไม่สิ ตอนนี้คงเป็น 'ผู้หญิงขัดดอก' ในอาณัติของคุณมากกว่า มินตราเขาเคยตัวพันแข้งพันขาคุณแบบนี้กับทุกคน หรือแค่เฉพาะกับคนที่เปย์ไม่อั้นกันแน่ครับ?"
ปัง!
ผมไม่ตอบคำถามโง่เง่าเหล่านั้น นอกจากการเคลื่อนไหวร่างกายปิดประตูอัดใส่หน้ามันอย่างไม่ไยดี แรงกระแทกทำให้กรอบรูปราคาแพงบนผนังสะเทือนเล็กน้อย แต่ผมไม่สนใจ สิ่งที่น่ารำคาญยิ่งกว่าเสียงหอนของหมาข้างถนนคือ สายตาดื้อรั้นที่กำลังจ้องเขม็งมาจากกลางห้องครัวต่างหาก
มินตรากำลังยืนถือตะหลิวด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างกอดอกมองผมด้วยสีหน้าท้าทาย เส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่รวบไว้ลวกๆ หลุดลุ่ยลงมาคลอเคลียกรอบหน้าเนียนเปื้อนคราบเขม่าสีดำจางๆ บนแก้ม ชุดนอนผ้าไหมราคาแพงตอนนี้มีคราบซอสสีแดงกระจายอยู่ราวกับสนามรบขนาดย่อม
"มองอะไรคะคุณประธาน? ฉันจะทำอาหารเช้าต้อนรับเจ้าของห้องผู้มีพระคุณสะท้อนแสงเสียหน่อย ทำไมคะ กลัวครัวหรูราคาแปดหลักของคุณจะพังคามือฉันหรือไง?"
เธอยอกย้อนเสียงใส ทั้งที่ควันสีเทากำลังพวยพุ่งขึ้นมาจากกระทะเทฟลอนราคาแพงลิบลิ่วอย่างน่าหวาดเสียว กลิ่นไหม้ของเนยและโปรตีนบางอย่างลอยฟุ้งกระจายไปทั่วพื้นที่โล่งจนระบบระบายอากาศอัตโนมัติส่งเสียงร้องเตือนภัย *ปี๊บๆๆ*
"มินตรา!" ผมอุทานเสียงหลง ขายาวก้าวฉับเข้าไปคว้าจับข้อมือเล็กแล้วดึงตัวเธอถอยห่างจากเตาไฟฟ้าทันที "คุณเสียสติไปแล้วหรือไง! นั่นมันเตาแม่เหล็กไฟฟ้าอัจฉริยะ ไม่ใช่เตาถ่านหลังบ้านคุณ คิดจะเผาคอนโดผมทิ้งเพื่อล้างหนี้หรือไงครับ!"
"โอ๊ะ! ปล่อยนะเฮีย! ฉันแค่... ไฟมันแรงไปหน่อยเองน่า!" เธอดิ้นขลุกขลัก พยายามสะบัดข้อมือออกจากการกุมมือของผม แต่มีหรือที่แรงอันน้อยนิดของคุณหนูตกอับจะสู้แรงของผมได้ สุดท้ายร่างบางก็เซถลามาปะทะเข้ากับแผงอกของผมเต็มแรง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่เด็กตีเข้าจมูกท่ามกลางกลิ่นไหม้เกรียมของอาหาร ปลุกกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างให้วิ่งพล่านไปทั่วปลายประสาทอย่างรวดเร็ว
ผมชะงักไปชั่ววินาที ก้มมองคนที่ยังคงทำหน้ายุ่งเหยิงอยู่ในอ้อมแขน ดวงตากลมโตคู่นั้นเงยขึ้นสบตาผมพอดิบพอดี ระยะห่างระหว่างเราใกล้เสียจนได้ยินเสียงลมหายใจที่กระชั้นถี่ ความซนและดื้อรั้นในแววตาคู่นั้นทำเอาหัวใจที่เคยนิ่งสงบของประธานบริษัทใหญ่อย่างผมกระตุกวูบอย่างไม่น่าเชื่อ
ให้ตายเถอะ... ผู้หญิงคนนี้มีอิทธิพลต่อความดันโลหิตของผมมากกว่าหุ้นร่วงร้อยจุดเสียอีก
"ปล่อยฉันได้แล้วมั้งคะคุณคณิน หรือติดใจกอดฟรี?" เสียงกระซิบประชดประชันดังขึ้นชิดริมฝีปาก เรียกสติที่หลุดลอยของผมให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
ผมรีบปล่อยมือออกจากเอวบางราวกับโดนของร้อน ก่อนจะแกล้งทำเป็นจัดปกเสื้อเชิ้ตของตัวเองให้เรียบร้อยเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย "หลงตัวเองใหญ่แล้วครับมินตรา สมองอย่างคุณคงคิดได้แค่นี้สินะ... หลีกไป! ดูสภาพครัวผมสิครับ กลายเป็นสนามเด็กเล่นของเด็กอมมือไปเสียแล้ว"
ผมเดินเลี่ยงไปกดปุ่มปิดเตาไฟฟ้าและระบบดูดควันทันที ก่อนจะกวาดสายตามองความพินาศย่อยับตรงหน้า ไข่ดาวที่ไหม้เกรียมจนกลายเป็นสีดำสนิท ขนมปังปิ้งที่กลายเป็นถ่าน และคราบซอสที่กระเด็นเลอะเทอะไปทั่วเคาน์เตอร์หินอ่อนนำเข้าจากอิตาลี
นี่หรือคือฝีมือของคุณหนูตระกูลผู้ดีที่เติบโตมาในไข่ในหิน?
มินตรายืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์อีกด้าน ใบหน้าเนียนเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างคนที่ไม่คิดจะยอมจำนน แม้ว่าหลักฐานความพินาศจะคาตาอยู่ก็ตาม "ก็บอกแล้วไงว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ใครใช้ให้เตาบ้านคุณมันล้ำสมัยจนปุ่มเยอะแยะราวกับยานอวกาศล่ะคะ? ฉันแค่อยากทำอาหารตอบแทนที่คุณยอมให้ฉันมาอาศัยอยู่ด้วย... แค่นี้ก็ต้องบ่นเป็นคนแก่เค็มไปได้"
"ผมอายุสามสิบสองครับ ยังไม่แก่พอจะให้คุณมาเทศนา" ผมหันขวับไปสวนกลับทันควัน รู้สึกเขี้ยวเขนจนอยากจะหยิกแก้มเนียนๆ นั่นสักทีสองทีให้หายหมั่นไส้ "แล้วอีกอย่าง... อาหารหน้าตาสยองขวัญแบบนี้ ต่อให้คุณจ้างให้ผมกิน ผมเอาไปให้หมาจรจัดมันยังเมินหน้าหนีเลยครับคุณมิน"
"ปากร้าย!" เธอตวาดแหว ดวงตาคู่สวยตวัดค้อนใส่ผมวงใหญ่ "ถ้าเก่งนัก ทำไมไม่ทำเองล่ะคะคุณประธานผู้เพียบพร้อม!"
"หึ..." ผมแค่น้ำเสียงขึ้นจมูก เดินดุ่มๆ ไปหยิบโทรศัพท์มือถือราคาแพงขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่เอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงกับสารพิษที่คุณปรุงหรอก"
นิ้วเรียวกดสั่งอาหารจากภัตตาคารหรูระดับมิชลินสตาร์ที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดผ่านแอปพลิเคชันอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกำชับเมนูโปรดของคนที่ยืนทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตรงข้าม—ซุปทรัฟเฟิลร้อนๆ และสเต็กเนื้อนุ่มละมุนลิ้นที่เธอเคยบ่นว่าอยากกินตั้งแต่เมื่อคืนตอนนั่งรถมาด้วยกัน... แน่นอนว่าผมไม่ได้ใส่ใจหรอก แค่กดสั่งเผื่อตัวเองเฉยๆ ต่างหากล่ะครับ
ผ่านไปไม่ถึงสามสิบนาที เสียงกริ่งหน้าห้องก็ดังขึ้น ขัดจังหวะบรรยากาศมาคุระหว่างเราได้ทันท่วงที
ผมเดินไปเปิดประตูรับถุงอาหารจากพนักงานส่งของ จัดการแกะกล่องวางเรียงรายบนโต๊ะอาหารหรูหราอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยตามนิสัยรักความสะอาด กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารชั้นเลิศลอยอบอวลกลบกลิ่นไหม้เมื่อครู่จนหมดสิ้น มินตราที่ยืนแอบมองอยู่ห่างๆ กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่โดยไม่รู้ตัว ท้องเจ้ากรรมดันส่งเสียงร้องโครกคราออกมาเบาๆ ท่ามกลางความเงียบ
ผมเหลือบมองร่างบางที่ทำเป็นมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความหิวโหย จึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะครับคุณมิน หรือจะรอให้ผมป้อน? มากินข้าวซะ ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจหิ้วไปกินคนเดียวหมดนี่"
เธอย่นจมูกใส่ผมทีหนึ่ง แต่ก็ยอมเดินมานั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยดี ตักซุปทรัฟเฟิลเข้าปากคำหนึ่งแล้วดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความอร่อย แต่ก็ยังไม่วายปากแข็ง "อืม... ก็งั้นๆ แหละ สู้ฝีมือฉันเมื่อกี้ไม่ได้หรอก"
"อ้อเหรอครับ? งั้นซุปถ้วยนี้ทั้งหมด คืนนี้คุณเหมาคนเดียวนะครับ ห้ามเหลือแม้แต่หยดเดียว" ผมยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ มองคนปากแข็งที่รีบตักซุปเข้าปากรัวๆ กลบเกลื่อนอาการเขินอาย
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มผ่อนคลายลง ความตึงเครียดจากเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยเสียงช้อนกระทบจานเบาๆ และการปะทะฝีปากกันเล็กๆ น้อยๆ ตามประสาคนที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไรนัก จนกระทั่งมินตราเงยหน้าขึ้นจากจานอาหาร สายตาคู่สวยจ้องมองผมด้วยความสงสัยระคนจับผิด
"นี่... เฮียคณิน ถามจริงเถอะค่ะ" น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาดื้อๆ "ทำไมคุณถึงยอมให้ฉันย้ายเข้ามาอยู่ด้วยง่ายๆ ทั้งที่เราไม่ได้เป็นอะไรกัน แถมคุณยังปากร้ายใส่ฉันตลอดเวลาอีก... มีแผนอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังดีลนี้กันแน่คะ?"
ผมชะงักมือที่กำลังถือแก้วน้ำอุ่น สายตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววระแวดระวัง ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารชั่วขณะ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากของผมโดยอัตโนมัติ
แผนการเหรอครับ? หึ... ถ้าเธอยังกล้าถามคำถามนี้ออกมาอีกล่ะก็...
ติณณภพ (คณิน) คนนี้คงต้องแสดงให้คุณหนูตัวร้ายดูเสียหน่อยแล้ว ว่าผู้ชายปากแข็งอย่างผม เขามีวิธี 'มัดตัว' คนดื้อรั้นให้อยู่หมัดด้วยวิธีไหนบ้าง!
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นแทรกกลางความเงียบ ขัดจังหวะคำตอบที่กำลังจะหลุดออกจากริมฝีปากของผมอย่างพอดิบพอดี
ผมขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ ใครกันที่บังaอาจมารบกวนเวลานี้? มินตราเองก็หันไปมองทางประตูด้วยความประหลาดใจไม่แพ้กัน
ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความหงุดหงิด สาวเท้าเดินไปยังประตูกระจกบานใหญ่ แล้วกระชากเปิดออกด้วยใบหน้าบึ้งตึง พร้อมที่จะระเบิดอารมณ์ใส่แขกยามวิกาลที่ไม่ได้รับเชิญคนนั้นเต็มที่
ทว่า... ร่างของคนที่ยืนยิ้มระรื่นอยู่หน้าประตู กลับทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนคาดไม่ถึงเมื่อได้เห็นใบหน้าชัดเจน
"เซอร์ไพรส์อีกรอบครับคุณประธาน... พอดีผมลืมของสำคัญไว้ที่คุณหนูมินตรา ว่าจะมาขอรับคืนสักหน่อย หวังว่าผมคงไม่ได้มาขัดจังหวะ 'ดินเนอร์ใต้แสงเทียน' ของพวกคุณสองคนหรอกนะครับ?"
กรณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนประสาท พร้อมกับก้าวล้ำเข้ามาในห้องโดยไม่รอให้อذنุญาตแม้แต่น้อย!
---
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ฟีนิกซ์สีทอง" เสมอมานะครับ!*
ดีลลับสยบรักคุณหนูตัวร้าย•ตอนที่ 4
อาหารมื้อแรกที่พังไม่เป็นท่า
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสยบรักคุณหนูตัวร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!