เสียงกระแอมเบาๆ ของพิธีกรบนเวทีงานกาล่าการกุศลประจำปีดังขึ้น กลบความเงียบงันชั่วขณะที่เพิ่งก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งคู่ในมุมอับสายตาหลังเสาโรมันหินอ่อน คณินขมวดคิ้วมุ่น ปัดเศษฝุ่นที่มองไม่เห็นบนปกสูทเนื้อดีของตนเองด้วยท่าทางเย่อหยิ่งตามวิสัย แต่ดวงตาคมกริบกลับไม่ได้ละไปจากใบหน้าเนียนใสที่กำลังขึ้นสีเรื่อด้วยความเคอะเขินของมินตราเลยแม้แต่น้อย
"ยืนบื้ออะไรอยู่ครับ หรือต้องให้ผมจูงมือเดินเข้างานเหมือนเด็กอนุบาล"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดเอ่ยขึ้น ทำลายบรรยากาศชวนใจเต้นเมื่อครู่ให้ปลิวหาย มินตราสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบถอยหลังกึ่งหนึ่งเพื่อเว้นระยะห่าง ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนคนปากเสียทันทีตามสัญชาตญาณความปากเก่งที่ไม่เคยยอมใคร
"ใครเด็กกันคะ... เอ๊ย! ใครเด็กกันเล่าคะ... ไม่ใช่! ใครเด็กกันเฮีย!" มินตราเกือบหลุดปากพูดคำลงท้ายผิดจนต้องรีบแก้คำพันกันยุ่งเหยิงเมื่อเห็นสายตาดุๆ ที่หรี่มองมาอย่างจับผิด
"หึ ปากเก่งเหลือเกินนะแม่คุณ" คณินแค่นหัวเราะในลำคอ ทว่ามุมปากหยักลึกกลับยกยิ้มขึ้นอย่างอดไม่ได้ มือหนาเอื้อมออกไปคว้าข้อศอกเรียวบางของเธอเข้าหาตัวโดยไม่ทันให้ตั้งตั้งรับ รั้งเอวบางให้ขยับเข้ามาแนบชิดจนไหล่แทบจะเกยกัน "เดินดีๆ คนมองกันทั้งงานแล้ว... ถ้าไม่อยากตกเป็นเป้าสายตา ก็ทำตัวให้มันเรียบร้อยสมกับเป็นคู่เดตของประธานบริษัทหน่อย"
คำว่า 'คู่เดต' หลุดออกมาจากปากคนที่มักจะบอกว่าความสัมพันธ์นี้เป็นแค่ 'ดีลทางธุรกิจ' ทำMินตราร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น พยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมแต่ทว่าแรงบีบกระชับนั้นกลับมั่นคงเสียจนน่าหมั่นไส้
"ปล่อยเลยนะเฮีย มือปลาหมึกหรือไง ถึงได้ชอบฉวยโอกาสอยู่เรื่อย" มินตรากระซิบลอดไรฟันด้วยความหมั่นไส้ ขณะก้าวเดินเคียงข้างเขาเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยงแกรนด์บอลรูมที่ประดับประดาด้วยคริสตัลระยิบระยับ
"ผมไม่ได้ฉวยโอกาส ผมแค่แสดงความเป็นเจ้าของตามมารยาททางสังคม" คณินตอบหน้าตาย สายตาดุดันกวาดมองไปรอบงานด้วยรังสีอำมหิตแผ่ซ่านรอบตัว
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ 'รัศมีพิฆาต' ที่ทำเอาบรรดาแขกเหรื่อและนักธุรกิจหนุ่มโสดในงานถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ทันทีที่ร่างระหงในชุดเดรสยาวสีแชมเปญเข้ารูปก้าวเข้ามาในรัศมีสายตาของคนหมู่มาก ความงดงามที่สะกดทุกสายตาก็จับจ้องมาที่มินตราทันที ชายหนุ่มหลายคนเริ่มส่งยิ้มหวานและทำท่าจะเดินตรงเข้ามาทักทายคุณหนูตระกูลดังที่แม้จะตกอับแต่ก็ยังมีออร่าความเฉิดฉายเปล่งประกาย
ทว่า... ยังไม่ทันที่ก้าวแรกจะขยับเข้าใกล้ คณินก็ก้าวมาขวางหน้าเอาไว้เสียก่อน ร่างสูงใหญ่ในสูทสีดำสนิทแผ่รังสีความเย็นยะเยือกออกมาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมปลาบกวาดมองผู้มาเยือนด้วยสายตาราวกับจะเฉือนเนื้อให้ขาดเป็นชิ้นๆ
"ขอโทษนะครับ... ทางเรากำลังจะไปทักทายเจ้าภาพ สะดวกไหมที่จะหลบทางให้หน่อย" น้ำเสียงราบเรียบเย็นชาแต่ทรงพลังกดดันเสียจนคู่สนทนาหน้าซีดเผือด รีบโค้งศีรษะขอโทษขอโพยแล้วเดินเลี่ยงหนีไปอย่างรวดเร็ว
มินตราเหล่ตามองชายหนุ่มข้างกายที่ทำตัวเป็น 'ยามเฝ้าประตู' ขาประจำ เธออดไม่ได้ที่จะกระทุ้งศอกเบาๆ เข้าที่สีข้างเขา "เฮียทำน่ากลัวเกินไปแล้วนะ นั่นลูกชายรัฐมนตรีนะ เกิดเขาโกรธขึ้นมาเฮียจะซวยเอา"
"ปล่อยให้เขาซวยไปสิครับ ใครใช้ให้มองคุณด้วยสายตาแทะโลมแบบนั้นล่ะ" คณินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเข้มงวดและหึงหวงอย่างไม่คิดจะปิดบัง ดวงตาคู่คมยังคงจ้องเขม็งไปยังกลุ่มนักธุรกิจหนุ่มที่ยืนกระซิบกระซาบกันอยู่ไกลๆ
"ใครแทะโลม เขาก็แค่จะเข้ามาทักทายตามมารยาทงานสังคมต่างหาก เฮียนี่มัน... ขี้หวงเป็นเด็กๆ ไปได้" มินตราแอบอมยิ้มกริ่มในความเผด็จการกลายๆ ของคนปากแข็ง แต่ก็แอบสุขใจลึกๆ ที่เห็นอาการหึงจนออกนอกหน้าของเขา
"ผมไม่ได้ขี้หวง ผมแค่หวงของของผม... ชัดเจนไหมครับ" คณินโน้มใบหน้าลงมากระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มพร่าเป่ารดต้นคอระหงจนมินตราขนลุกซู่ ใบหน้าร้อนผ่าวราดด้วยไออุ่นจนต้องรีบเบือนหน้าหนี
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังหวานอมเปรี้ยวและชวนจิกหมอนนั้นเอง เสียงทุ้มคุ้นหูก็แทรกเข้ามาทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง
"อ้าว... น้องมินตรา มากับคุณคณินหรอครับเนี่ย นึกว่าจะมาคนเดียวเสียอีก... ดูเหมาะสมกันดีนะครับ แต่ไม่รู้ว่าฉากหน้ากับฉากหลังจะเหมือนกันหรือเปล่า"
รอยยิ้มเยาะกวนประสาทของ 'กรณ์' ปรากฏขึ้นตรงหน้า พร้อมกับสายตาเจ้าเล่ห์ที่กวาดมองมินตราตั้งแต่หัวจรดเท้า คณินหรี่ตาลงทันที รังสีอำมหิตพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด มือหนาที่โอบเอวมินตราอยู่กระชับแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ ราวกับต้องการประกาศกรวดว่าผู้หญิงคนนี้มีเจ้าของแล้ว และห้ามใครหน้าไหนมาแตะต้องเด็ดขาด
"ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะครับคุณกรณ์ หรือว่าช่วงนี้ธุรกิจที่บ้านใกล้เจ๊ง เลยมีเวลาว่างมาเดินเหủaหาเรื่องชาวบ้านเขา" มินตราตอกกลับทันควัน รอยยิ้มหวานหยดแต่แฝงด้วยความเชือดเฉือนถูกส่งให้คู่หมั้นเก่าอย่างไม่เกรงกลัว
กรณ์หน้าตึงขึ้นมาทันทีเมื่อเจอฝีปากกล้าของหญิงสาว แต่ก่อนที่เขาจะได้สวนกลับอะไร คณินก็ก้าวออกมาบังมินตราไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงตาคมกริบดั่งพญานกอินทรีจ้องมองกรณ์นิ่งๆ ด้วยความเหยียดหยาม
"ถ้าไม่มีธุระอะไรสำคัญ ก็ไสหัวไปซะครับ ก่อนที่ผมจะทำให้บริษัทของคุณไม่มีที่ยืนในตลาดอสังหาฯ อีกต่อไป"
คำพูดนิ่มๆ แต่เฉียบขาดจนกรณ์หน้าซีดเผือด ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัวก่อนจะรีบเดินหนีหายไปในฝูงชน คณินพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดหันกลับมามองคนตัวเล็กที่ยืนลอยหน้าลอยตาอยู่ข้างๆ
"คราวหลังอย่าไปต่อปากต่อคำกับคนแบบนั้นอีก เข้าใจไหมครับ"
"ก็เขามาหาเรื่องก่อนนี่นา... อ๊ะ!" มินตราอุทานเบาๆ เมื่อจู่ๆ คณินก็คว้าข้อมือเธอแล้วออกแรงดึงให้เดินตามไปยังระเบียงทางเดินด้านนอกที่เงียบสงบและไร้ผู้คนทันที
แผ่นหลังบางชนเข้ากับผนังกระจกเย็นเฉียบของระเบียง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของประธานหนุ่มจะก้าวเข้ามาปิดกั้นทางหนีทุกทาง ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนหัวใจของมินตราเต้นรัวระรัวแทบกระเด็นออกมานอกอก
ดวงตาคู่คมของคณินมองลึกลงมาในดวงตากลมโต น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความจริงจังที่หาได้ยากยิ่ง
"ผมบอกแล้วใช่ไหมครับว่าห้ามมองคนอื่น... และห้ามให้ใครมองคุณด้วยสายตาแบบนั้นอีก"
มินตรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและหวั่นไหว เธอกำลังจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย แต่ทว่า...
เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงทุ้มทรงอำนาจของบุคคลที่สามก็ดังขึ้นขัดจังหวะจากทางด้านหลังของระเบียงเสียก่อน
"คณิน... แกมาทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงนี้ ผู้ถือหุ้นใหญ่เขารอแกข้างใน... อ้าว แล้วนั่น... หนูมินตรานี่นา"
คณินชะงักกึก ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยความหงุดหงิดสุดขีดที่ถูกขัดจังหวะในวินาทีสำคัญอีกครั้ง ส่วนมินตราเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อหันไปเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ชัดๆ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนนี้นะครับ และเตรียมพบกับความฟินขั้นสุดในตอนต่อไปได้เลยครับ!
ดีลลับสยบรักคุณหนูตัวร้าย•ตอนที่ 29
หวงยิ่งกว่าไข่ในหิน
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสยบรักคุณหนูตัวร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!