สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 14

พบกันอีกครั้งใต้เงาจันทร์

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"เจ้าล้ำเส้นเข้ามาไกลเกินไปแล้ว ไป๋เฉิน" น้ำเสียงเรียบเฉยทว่าเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของเขตวงในสำนักกระบี่เหมันต์ แสงจันทร์นวลใยที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้าดูจะหม่นแสงลงทันทีเมื่อเผชิญกับแรงกดดันจากมู่หรงเสวี่ย นางยืนตระหง่านอยู่บนหลังคาตำหนักเซียนจันทรา ชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่แผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศโดยรอบบิดเบี้ยว ไป๋เฉินหยุดฝีเท้าลงบนยอดไม้สูง เขาไม่ได้มีท่าทีเกรงกลัวต่อแรงกดดันจากระดับยอดฝีมือที่เหนือกว่าเขานับเท่าตัว รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาคมกริบดุจกระบี่กล้าประสานสายตากับนางพญาผู้สูงส่งอย่างไม่ลดละ "ข้าเพียงแต่ต้องการคำตอบ... เกี่ยวกับเส้นทางที่ข้าเลือกเดิน" ไป๋เฉินเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและแฝงไปด้วยความทะนงตน "และดูเหมือนว่า ท่านจะเป็นคนเดียวในสำนักนี้ ที่จะมอบคำตอบนั้นให้ข้าได้ ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ด้วยคมกระบี่" มู่หรงเสวี่ยหรี่ตาลง แววตาที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งนิจนิรันดร์ไหววูบชั่วขณะ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น นางชักกระบี่ 'เหมันต์นิรันดร์' ออกจากฝัก เสียงโลหะปะทะอากาศดังกังวานก้องไปทั่วบริเวณ ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วเขตวงในจนหยาดน้ำค้างบนใบไม้กลายเป็นเกล็ดหิมะในพริบตา "หากเจ้าอยากได้คำตอบจากข้า ก็จงพิสูจน์ให้เห็นว่ากระบี่ของเจ้าคู่ควรกับการเอ่ยปากถาม!" สิ้นเสียงคำรามของมู่หรงเสวี่ย ร่างของนางก็พุ่งทะยานลงมาดุจดาวตกสีเงิน กระบี่ในมือวาดวงโค้งเป็นเส้นสายสีครามเข้ม ปราณกระบี่อัดแน่นจนเกิดเป็นสุญญากาศที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสรรพสิ่ง ไป๋เฉินไม่ถอยแม้เพียงก้าวเดียว เขาชักกระบี่เก่าคร่ำคร่าข้างกายออกมาเช่นกัน แสงสีแดงฉานดุจอัคคีจากจิตวิญญาณบรรพกาลปะทุขึ้นห่อหุ้มคมกระบี่ เขาตวัดกระบี่ขึ้นรับการโจมตีอย่างแม่นยำ *เคร้ง!* เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกส่งผลให้พื้นหินรอบบริเวณแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่ว แต่คนทั้งสองยังคงปะทะกันกลางอากาศ แลกเปลี่ยนเพลงกระบี่อย่างดุเดือด ทุกกระบวนท่าของมู่หรงเสวี่ยมีความสง่างามและเยือกเย็นราวกับหิมะโปรย แต่ทุกกระบวนท่าของไป๋เฉินกลับมีความดุดันและคาดเดาไม่ได้เสมือนอัคคีที่ไร้พันธนาการ "เจ้าใช้เคล็ดวิชาของสำนักมาร?" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยถามขณะที่กระบี่ทั้งสองยังคงขัดกันอยู่ แรงกดดันจากพลังปราณที่ถาโถมเข้าใส่กันทำให้อาภรณ์ของทั้งคู่ปลิวสะบัดอย่างบ้าคลั่ง "วิชาเซียนหรือวิชามาร แท้จริงแล้วล้วนอยู่ที่ใจของผู้ใช้ หากใจข้าเที่ยงธรรม แม้จะใช้วิชาจากนรกขุมที่ลึกที่สุด ก็ยังคงเป็นวิถีกระบี่ของข้า!" ไป๋เฉินตะโกนตอบ พลังอัคคีในร่างปะทุถึงขีดสุด เขาใช้แรงส่งจากกระบี่ผลักมู่หรงเสวี่ยถอยหลังไปหลายก้าว มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้าง พลังที่ไป๋เฉินแสดงออกมาไม่ได้เป็นเพียงพลังปราณธรรมดา แต่มันคือการผสานจิตวิญญาณเข้ากับตัวกระบี่ ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่หายสาบสูญไปนานนับพันปี นางตัดสินใจใช้ท่าไม้ตายสูงสุด 'เหมันต์พิฆาตวิญญาณ' อากาศโดยรอบหดตัวลงจนน่าใจหาย ปราณกระบี่นับพันสายก่อตัวขึ้นรอบกายนาง พุ่งเข้าใส่ไป๋เฉินดุจพายุหิมะสังหาร ไป๋เฉินสูดลมหายใจลึก เขาหลับตาลงชั่วขณะ ปล่อยให้ความเยือกเย็นสัมผัสผ่านผิวหนังจนถึงกระดูก ในหัวของเขามีเพียงภาพของวิถีกระบี่ที่เขาเคยบำเพ็ญเพียรในชาติก่อน 'กระบี่เดียว... ตัดผ่านสวรรค์' เขาตวัดกระบี่ออกไปหนึ่งครั้ง ท่ามกลางพายุหิมะที่บ้าคลั่ง เส้นแสงสีแดงสายหนึ่งแหวกว่ายผ่านกลางความเย็นเยือกนั้นอย่างเชื่องช้าทว่าทรงพลัง ปราณกระบี่ที่ดูไร้ตัวตนกลับตัดผ่านปราณกระบี่ของมู่หรงเสวี่ยจนแตกสลายหายไปราวกับหมอกควัน ร่างของทั้งคู่ตกลงสู่พื้นดินพร้อมกัน ความเงียบงันกลับคืนสู่สำนักอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจของคนทั้งสองที่ดังแผ่วเบา มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งงัน กระบี่ในมือของนางสั่นไหวเล็กน้อย นางมองไปที่ไป๋เฉินด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเย็นชาที่เคยมีมลายหายไป เหลือเพียงความตกตะลึงและร่องรอยของความโหยหาที่ยากจะปิดบัง "เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่ ไป๋เฉิน?" นางถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ไป๋เฉินเก็บกระบี่เข้าฝัก เขาก้าวเข้าไปหานางช้าๆ จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนางทำให้เขารู้สึกถึงความอ่อนโยนที่เขาเฝ้ารอมานานนับชาติ "ข้าก็คือคนคนเดิมที่ท่านเคยพบเมื่อนานมาแล้ว... เพียงแต่ในชาตินี้ ข้าจะไม่ยอมให้โชคชะตาพรากเราจากกันอีก" มู่หรงเสวี่ยผงะถอยหลังด้วยความสับสน ความทรงจำเลือนรางในห้วงลึกของจิตใจเริ่มแจ่มชัดขึ้น แต่ก่อนที่นางจะได้เอ่ยถามสิ่งใดไปมากกว่านี้ เงาดำทะมึนสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังทั้งคู่ พร้อมกับเสียงหัวเราะอันแหลมเล็กที่กรีดแทงโสตประสาท "น่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก... ความรักของเซียนผู้น่าสงสารกับศิษย์สวะผู้ไม่เจียมตัว" ชายในชุดคลุมสีดำสนิทผู้มีกลิ่นอายความตายพุ่งออกมาจากเงามืด มือที่เหี่ยวย่นดุจกรงเล็บปีศาจหมายจะคว้าตัวมู่หรงเสวี่ย แต่เป้าหมายที่แท้จริงของมันคือพลังที่หลงเหลืออยู่ในร่างของไป๋เฉินหลังจากทุ่มเทกระบวนท่าสูงสุดไปเมื่อครู่ ไป๋เฉินตวัดสายตากลับมาพร้อมกับแววตาที่เปลี่ยนเป็นดุดัน เขาไม่ลังเลที่จะก้าวไปขวางหน้ามู่หรงเสวี่ยไว้ และในวินาทีที่กรงเล็บนั้นกำลังจะแตะถูกร่างของเขา ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวก็ถูกเปิดเผยออกมาจากริมฝีปากของศัตรู "มู่หรงเสวี่ย... เจ้ารู้หรือไม่ว่ากระบี่เล่มที่เขามีครอบครองอยู่นั้น... คือกระบี่ที่สังหารบิดาของเจ้าในสงครามเซียนเมื่อร้อยปีก่อน!" ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ยังคงติดตามการเดินทางอันหนาวเหน็บแต่เร่าร้อนนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%