"หลักฐานตำตาถึงเพียงนี้ เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ ไป๋เฉิน!"
เสียงคำรามกึกก้องด้วยพลังลมปราณระดับสวรรค์ขั้นเก้าดังสะเทือนไปทั่วตำหนักวินิจฉัยโทษ อัคคีจิตวิญญาณแห่งเพลิงนิลกาฬแผดเผาบรรยากาศรอบกายของผู้อาวุโสพรรคพวก นามว่า "จ้าวเทียนหลง" สันดานดิบและความอำมหิตสะท้อนผ่านดวงตาคู่เรียวเล็กที่จ้องมองมายังร่างของเด็กหนุ่มผู้ยืนหยัดอย่างสง่างามกลางลานหินอัคนี
ไป๋เฉินมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย
ดวงตาสีดำสนิทดุจห้วงอเวจีของเขาเหลือบมองหีบหยกสลักลายมังกรสวรรค์ ที่บัดนี้เปิดอ้าออกเผยให้เห็น "แก่นแท้โลหิตมังกรบรรพกาล" สมบัติล้ำค่าระดับบรรพกาลของสำนักกระบี่เหมันต์ที่ถูกยัดเยียดไว้ภายในอาณาเขตอาคมส่วนตัวของเขา รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตน ช่างเป็นแผนการที่สกปรกสิ้นดี การยัดข้อหา "คนทรยศขโมยสมบัติสำนัก" อาศัยมือของกฎระเบียบเหล็กเพื่อกำจัดหนามยอกอกเช่นเขา ช่างเป็นวิธีของพวกสุนัขรับใช้ที่ไร้ยางอายยิ่งนัก
"ห생หาสมบัติวิเศษมาซ่อนไว้ในเขตพำนักของข้า ช่างลงทุนลงแรงไม่น้อยเลยนะ ผู้อาวุโสจ้าว" น้ำเสียงของไป๋เฉินราบเรียบทว่าเย็นยะเยือกเสียจนผู้คนรอบข้างต้องลอบกลืนน้ำลาย
"สามห่าว! บังอาจหมิ่นเกียรติผู้อาวุโส!" ศิษย์สายตรงผู้หนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมชี้หน้า "ความผิดฐานลักขโมยสมบัติวิเศษมีโทษถึงขั้นประหารวิญญาณ! ต่อให้เจ้ามีสิบปากก็ไม่อาจลบล้างความผิดนี้ได้ คุกเข่าลงรับทัณฑ์กระบี่อัคคีเสียเดี๋ยวนี้!"
ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมและการกดดันจากเหล่าผู้อาวุโสฝ่ายมารที่แฝงตัวอยู่ในสำนัก ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า—
ณ ขอบฟ้าเบื้องบน มวลเมฆาพายุหิมะเริ่มก่อตัวอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ ความเย็นยะเยือกอันบริสุทธิ์และสง่างามแผ่ซ่านกดทับลงมาจนลมหายใจของทุกคนติดขัด ปราณกระบี่เหมันต์อันไร้ผู้ต่อต้านปกคลุมทั่วทั้งยอดเขา อุณหภูมิลดฮวบลงนับร้อยองศาในพริบตา
ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์เหมันต์ก้าวลงมาจากฟากฟ้า ราวกับเทพธิดาผู้ลงทัณฑ์ มู่หรงเสวี่ย นางพญาเซียนผู้ครองสำนักกระบี่เหมันต์ ย่างก้าวอย่างไร้ซุ่มเสียง ทว่าทุกย่างก้าวที่นางเหยียบลงมา พื้นศิลาอัคนีกลับกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีครามงดงามและเปราะบาง ดวงตาดอกท้อคู่คู่นั้นเย็นชาไร้ความรู้สึก ทว่ากลับซ่อนประกายเพลิงพิโรธที่พร้อมจะเผาผลาญผู้บังอาจแตะต้องสิ่งที่นางรักให้กลายเป็นจุล
"คารวะท่านเจ้าสำนัก!" เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ทั้งหลายรีบประสานมือคุกเข่าลงคำนับด้วยความหวาดหวั่น
จ้าวเทียนหลงรีบประสานมือโค้งคำนับ ใบหน้าที่เคยเหี้ยมเกรียมแปรเปลี่ยนเป็นความนอบน้อมจอมปลอมทันที "ท่านเจ้าสำนัก เหตุการณ์ในวันนี้จำต้องเดือดร้อนถึงท่านแล้ว... ไป๋เฉินผู้นี้บังอาจริษยาในอำนาจ ลอบขโมยแก่นแท้โลหิตมังกรบรรพกาล หลักฐานปรากฏชัดแจ้ง ข้าเกรงว่าหากละเว้นโทษ เกียรติภูมิของสำนักเราคง—"
"หุบปากซะ"
สุ้มเสียงหวานใสแต่เยือกเย็นดุจคมกระบี่กรีดแทงลงกลางใจของจ้าวเทียนหลง จนอีกฝ่ายสำลักคำพูดที่เหลือกลืนหายลงคอไป มู่หรงเสวี่ยมิได้ชายตามองผู้อาวุโสจ้าวแม้แต่น้อย สายตาคู่คมกริบของนางทอดมองไปยังชายหนุ่มที่ยืนตระหง่านท่ามกลางพายุหิมะที่นางเป็นผู้เนรมิตขึ้น
หัวใจของนางพญาเซียนผู้เยือกเย็นสั่นไหววูบ แม้ภายนอกนางจะแสดงออกว่าไร้ความรู้สึกต่อหน้าผู้คน แต่ในห้วงจิตวิญญาณ นางรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนึกคิดของไป๋เฉินผ่านพันธะโลหิตเซียนที่พวกเขามีร่วมกัน เขาถูกใส่ร้าย... และพวกมันกำลังเล่นกับไฟที่ไม่อาจดับ
มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้าไปใกล้ไป๋เฉินทีละน้อย กลิ่นอายหอมเย็นบริสุทธิ์ลอยละล่องปะปนกับกลิ่นอายอัคคีอันร้อนรุ่มของชายหนุ่ม นางหยุดยืนเคียงข้างเขา ปรายตามองหีบหยกเบื้องหน้าด้วยแววตาดุจคมมีดน้ำแข็ง
"เจ้าบอกว่า... เขาเป็นคนขโมยอย่างนั้นหรือ?" มู่หรงเสวี่ยเอמהถาม เสียงของนางราบเรียบทว่ากดดันจนจ้าวเทียนหลงเหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง
"เรียนท่านเจ้าสำนัก... หลักฐานมัดตัวแน่นหนາ เจ้าเด็กนี่ไม่มีทางดิ้นหลุดขอรับ!" จ้าวเทียนหลงยังคงดึงดันด้วยความมั่นใจว่าตนได้วางกลลวงไว้อย่างไร้รอยต่อ
มู่หรงเสวี่ยแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน ช่างน่าสมเพช... มดปลวกกลุ่มหนึ่งกล้าดึงหางพยัคฆ์ต่อหน้าต่อตานาง นางปรายตามองจ้าวเทียนหลงราวกับมองซากศพเดินได้
"ดี... ในเมื่อเจ้ากล่าวหาว่าเขาลักขโมยสมบัติวิเศษของสำนัก งั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าพิสูจน์" มู่หรงเสวี่ยสะบัดแขนเสื้อเบาๆ เกล็ดน้ำแข็งนับหมื่นชิ้นลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ แปรเปลี่ยนเป็นค่ายกลอัขระโบราณสะท้อนแสงสีเงินยวง "หากแก่นแท้โลหิตมังกรบรรพกาลนี้ เป็นของที่ไป๋เฉินขโมยมาจริง... ย่อมต้องมีร่องรอยจิตวิญญาณของเขาหลงเหลืออยู่ในผนึกสำนัก แต่ถ้าหากไม่ใช่..."
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยหันกลับมาสบกับดวงตาดำสนิทของไป๋เฉิน ชั่วพริบตานั้น ความเย็นชาทั้งหมดในแววตาของนางก็ละลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนลุ่มลึกที่มอบให้แก่เขาเพียงผู้เดียว ก่อนที่นางจะหันกลับไปประกาศกร้าวต่อหน้าทุกคน
"...ผู้ที่ใส่ร้ายป้ายสีจะต้องถูกสลายร่างและวิญญาณ กลายเป็นปุ๋ยใต้ฐานกระบี่เหมันต์ไปชั่วกัลปสาน!"
สิ้นเสียงคำประกาศิต ทั่วทั้งตำหนักตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า จ้าวเทียนหลงหน้าถอดสี ร่างกายเริ่มสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของเจ้าสำนักหญิง
ทว่า ในวินาทีที่ค่ายกลพิสูจน์ความจริงกำลังจะเริ่มทำงาน อักขระโบราณบนหีบหยกกลับเกิดรอยร้าวสีดำทมิฬขึ้นอย่างกะทันหัน กลิ่นอายมารอันชั่วร้ายพวยพุ่งทะลักออกมาจากตัวสมบัติวิเศษ ราวกับมีบางสิ่งกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันยาวนาน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงวิถีกระบี่เคียงข้างกันมา ณ ที่นี้นะคะ
สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 17
กลลวงของผู้อาวุโสพรรคพวก
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!