กลิ่นอายโลหิตและไอทมิฬคละคลุ้งหนาทึบจนแทบกลายเป็นรูปธรรม ณ เบื้องหน้าคือประตูหินผาอสูรทبارะแห่งพรรคมารโลหิต อักขระโบราณสีเลือดนับหมื่นตัวกรีดร้องระוมอยู่บนผนังศิลา ราวกับวิญญาณนับร้อยที่ถูกจองจำไว้ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ที่แห่งนี้คือรากเหง้าแห่งความชั่วร้ายที่คอยกัดกินยุทธภพมานับร้อยปี และวันนี้... ถึงเวลาที่มันจะต้องถูกชำระล้างด้วยคมกระบี่
"ช้าก่อน... เจ้าสำนักจ้าว เจ้าคิดว่าจะหลบอยู่หลังค่ายกลโลหิตโลกันตร์นี้ได้ตลอดไปหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังก้องกังวาน ประดุจเสียงอสุนีบาตฟาดผ่ากลางใจศัตรู ไป๋เฉินยืนหยัดอย่างองอาจ ร่างกายแผ่ซ่านด้วยพลังปราณบรรพกาลสีทองเจิดจ้า ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจดจ้องมองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า ความทะนงตนในวิถีกระบี่ฉายชัดผ่านทุกอณูผิว เขาคืออดีตปรมาจารย์ผู้ไม่ก้มหัวให้ฟ้าดิน แม้ในย่างก้าวนี้จะเต็มไปด้วยอันตรายถึงชีวิต แต่แววตานั้นกลับสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึก
ข้างกายเขาคือมู่หรงเสวี่ย นางพญาเซียนผู้สง่างามเย็นชา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวหิมะแรกแยศตัดกับบรรยากาศอันโสมมรอบตัวอย่างสิ้นเชิง กระบี่เหมันต์ในมือส่งเสียงคร่ำครวญเบาๆ ไอความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีคราม นางหันมามองชายหนุ่มผู้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ แววตาที่เคยเยชาและไร้ความรู้สึกต่อโลกหล้า บัดนี้กลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ความผูกพันที่ร่วมเป็นร่วมตายผ่านศึกหนักมาด้วยกัน หล่อหลอมให้ดวงใจของนางมอบให้เขาเพียงผู้เดียวอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
"ไป๋เฉิน... ค่ายกลนี้มีรากฐานมาจากชีวิตมนุษย์นับหมื่น การจะทำลายมันต้องใช้โลหิตของผู้บัญชาการค่ายกลเป็นสื่อกลาง ระวังตัวด้วยนะคะ" น้ำเสียงหวานใสแต่เยือกเย็นเอ่ยเตือน แม้จะเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่มู่หรงเสวี่ยก็มิได้แสดงความอ่อนแอออกมาแม้แต่น้อย นางยกกระบี่ขึ้นชี้ฟ้า เตรียมพร้อมปลดปล่อยเคล็ดวิชาสูงสุดแห่งสำนักกระบี่เหมันต์
"วางใจเถอะเสวี่ยเอ๋อร์ วันนี้ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันตร์ กระบี่ในมือข้าก็พร้อมจะแหวกม่านฟ้าทลายมันให้สิ้นซาก!"
สิ้นคำพูดของไป๋เฉิน ร่างทั้งสองก็พุ่งทะยานออกไปดุจดาวตกแผดเผา ความร่วมมือระหว่างจอมยุทธ์ผู้ทะนงในวิถีกระบี่และนางพญาเซียนผู้เย็นชา เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องของฟ้าดิน!
ตูมมม!
พลังปราณอัคคีจิตวิญญาณจากร่างไป๋เฉินปะทะเข้ากับม่านพลังสีดำทมิฬอย่างรุนแรง เปลวเพลิงสีทองคำขาวแผดเผาไออสูรจนสลายกลายเป็นควันสีเทา ในขณะเดียวกัน มู่หรงเสวี่ยก็ร่ายรำกระบี่อย่างงดงามตระการตา เกล็ดน้ำแข็งนับล้านเล่มพุ่งทะยานดุจห่าวห่าฝนกระหน่ำแทงทะลวงแนวป้องกันของพรรคมารจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
"ฮ่าๆๆๆ! อวดดีนัก! คิดว่าบุกรังพรรคมารของข้าแล้วจะออกไปได้โดยง่ายหรือ?"
เสียงหัวเราะแหบพร่าและเต็มไปด้วยจิตสังหารดังสะท้อนออกมาจากความมืด อัครมหาเสนาบดีจ้าวปรากฏกายขึ้นบนยอดผาศิลา ร่างกายของมันบวมเป่งด้วยไอโลหิต ดวงตาสองข้างแดงก่ำด้วยความบ้าคลั่ง ในมือถือไม้เท้ากระดูกมนุษย์ที่ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน มันคือผู้อาวุโสสำนักมารผู้ชั่วร้ายที่หมายสังหารไป๋เฉินเพื่อชิงคัมภีร์ลับบรรพกาลมาโดยตลอด
"ไป๋เฉิน! วันนี้คือวันตายของเจ้าและนากบฏสำนักกระบี่เหมันต์!" อัครมหาเสนาบดีจ้าวคำรามลั่น มันสะบัดไม้เท้ากระดูก ส่งคลื่นพลังโลหิตพุ่งเข้าใส่ทั้งสองคนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
"ระวัง!" มู่หรงเสวี่ยอุทานเบาๆ ร่างบางพุ่งเข้ามาขวางหน้า พร้อมกับตวัดกระบี่เหมันต์สร้างม่านน้ำแข็งหนาทึบขึ้นมารับการโจมตี
เปรี้ยง!
แรงปะทะทำให้ม่านน้ำแข็งร้าวราน ร่างของมู่หรงเสวี่ยถอยหลังไปสามก้าว มุมปากของนางมีโลหิตสีแดงสดไหลรินลงมาหยดหนึ่ง ตัดกับผิวขาวเนียนราวกระเบื้องเคลือบ ภาพนั้นทำให้หัวใจของไป๋เฉินกระตุกวูบ ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นสู่ขีดสุด เปลวเพลิงในตันтя (จุดรวมพลังปราณ) ของเขาแผดเผารุนแรงขึ้นจนเสื้อผ้าสะบัดปลิว
"บังอาจนัก..." น้ำเสียงของไป๋เฉินเย็นเยียบดุจมาจากขุมนรก ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันราวกับพญามารที่ตื่นจากการหลับใหล
เขาไม่ได้เอ่ยคำพูดใดอีก ก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว แผ่นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เคล็ดวิชากระบี่เดียวสยบฟ้าดินถูกเรียกใช้ออกมา รัศมีกระบี่สีทองเจิดจ้าพุ่งทะยานเสียดฟ้า แสงสว่างนั้นสาดส่องขับไล่ความมืดมิดของพรรคมารจนหมดสิ้น
"รับกระบี่นี้จากข้า!"
ไป๋เฉินตวัดดาบฟันลงไปตรงๆ คมกระบี่ไม่ได้มีความซับซ้อน แต่มันเต็มไปด้วยสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ที่หลอมรวมจิตวิญญาณและความมุ่งมั่นทั้งหมดไว้ในดาบเดียว ความเร็วของมันเหนือกว่ากาลเวลา เหนือกว่าการรับรู้ของอัครมหาเสนาบดีจ้าว
อัครมหาเสนาบดีจ้าวเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันสัมผัสได้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันพยายามยกไม้เท้ากระดูกขึ้นป้องกัน แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว
ฉับ!
แสงกระบี่สีทองพาดผ่านร่างของอัครมหาเสนาบดีจ้าวในชั่วพริบตา ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวพลันเงียบสงบลงอย่างไร้สุ้มเสียง ลมหายใจของเหล่ามารร้ายหยุดชะงัก ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน ร่างของอัครมหาเสนาบดีจ้าวนิ่งค้างไปชั่วครู่ ก่อนที่รอยตัดบางเฉียบจะปรากฏขึ้นกลางลำตัว และร่างนั้นก็แยกออกเป็นสองส่วน ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินพร้อมกับระเบิดกลายเป็นผุยผงสลายไปในอากาศ!
ทว่า... ในวินาทีที่ชัยชนะดูเหมือนจะอยู่แค่เอื้อม เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากความว่างเปล่าเบื้องบน ท้องฟ้าที่เคยกระจ่างใสกลับถูกย้อมด้วยสีเลือดฉานอีกครั้ง เมฆทมิฬก่อตัวหมุนวนเป็นรูปวงกลมขนาดใหญ่ แรงกดดันระดับมหาเทพเซียนแผ่ซ่ายกดทับลงมาจนไป๋เฉินและมู่หรงเสวี่ยต้องทรุดตัวลงไปครึ่งเข่า
เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิท ปรากฏตัวขึ้นเหนือหลุมศิลาอสูร พร้อมกับเสียงกระซิบที่ทำให้วิญญาณต้องสั่นสะท้อน...
"คิดว่าสังหารหมากตัวหนึ่งแล้วจะจบสิ้นกระนั้นหรือ... เจ้ามนุษย์โง่เขลา ชะตากรรมของพวกเจ้าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น..."
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ไปกับ "ชิงเสวี่ยเหมันต์" นะคะ
สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 25
ศึกชิงเจ้าสำนักเงา
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!