กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายอสูรโบราณที่กดทับลงมาดุจขุนเขา น้ำค้างแข็งสีครามโปรยปรายลงมาปกคลุมผืนปศุลาภที่เต็มไปด้วยซากศพของสัตว์อสูรระดับนภา ทว่าไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความหวาดกลัวปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนทั้งสอง
เบื้องหน้าของไป๋เฉินและมู่หรงเสวี่ย คือม่านหมอกสีดำทมิฬที่หมุนวนเป็นรูปปากอสูรขนาดมหึมา—ค่ายกลหมื่นอสูรสะท้านภพ ที่สืบทอดมาจากยุคบรรพกาล อักขระโบราณนับหมื่นตัวกรีดร้องก้องกังวานในห้วงอากาศ แรงกดดันจากค่ายกลนี้เพียงพอที่จะบดขยี้ผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณนภาให้แหลกสลายกลายเป็นจุลในพริบตา
"ระวังตัวด้วย... ค่ายกลนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อสังหารด้วยกำลังภายนอก แต่พยายามกัดกินจิตวิญญาณและปมในใจของผู้หลงเข้ามา" น้ำเสียงของมู่หรงเสวี่ยราบเรียบเยือกเย็น ดุจหิมะพันปีบนยอดเขาไร้รัก ทว่าแววตาคู่สวยที่ทอดมองไป๋เฉินกลับเจือประกายห่วงใยที่ซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ กระบี่เหมันต์ในมือสั่นระริกแผ่ไอเย็นสีขาวบริสุทธิ์ออกมาต้านทานแรงกดดันรอบด้าน
ไป๋เฉินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นเปี่ยมด้วยความทะนงตนในวิถีกระบี่ที่แม้แต่สวรรค์ยังต้องก้มหัวให้ ดวงตาคู่นคมกริบดุจประกายไฟในเตาหลอมอัคคีจิตวิญญาณเซียน กวาดมองอักขระเวทที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างอสูรร้ายนับไม่ถ้วนที่พุ่งทะยานเข้าหาพวกเขา
"ปมในใจหรือ? น่าเสียดายนัก... ชีวิตนี้ของไป๋เฉิน เดินอยู่บนเส้นทางฝ่าฟันลิขิตฟ้า กระบี่ในมือข้าไม่เคยรู้จักคำว่าหวาดกลัว ต่อให้เป็นหมื่นอสูร หรือต่อให้เป็นสวรรค์เบื้องบน หากขวางทางข้า... ข้าก็จะฟันมันให้ขาดเป็นสองท่อน!"
สิ้นคำพูด ร่างของไป๋เฉินก็ทะยานพุ่งเข้าสู่ใจกลางค่ายกลหมื่นอสูรทันที ไม่มีการลังเล ไม่มีความหวาดหวั่น มีเพียงประกายกระบี่เดียวที่เจิดจ้าเสียดแทงความมืดมิดราวกับดวงอาทิตย์แรกอรุณที่แผดเผาทุกสิ่ง
*เปรี้ยง! โครม!*
อักขระเวทระเบิดออกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เงาร่างอสูรโบราณตนหนึ่งที่มีความสูงนับสิบวาพุ่งเข้าตะปบไป๋เฉินด้วยกรงเล็บเหล็กกล้าที่เคลือบด้วยปราณมารสีโลหิต ไป๋เฉินไม่หลบหลีก เขาสะบัดข้อมือส่งกระบี่ในมือตวัดวาดเป็นวงโค้ง ปราณกระบี่อัคคีผสานลมปราณแท้จริงระเบิดออกเป็นคลื่นกระบี่เพลิงสีชาด ตัดผ่านร่างอสูรมารจนสลายกลายเป็นควันสีดำในกระบวนท่าเดียว
ทว่า ค่ายกลหมื่นอสูรหาได้ง่ายดายเช่นนั้น เมื่ออสูรตนหนึ่งดับสลาย อสูรอีกนับร้อยนับพันก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ราวกับวัชพืชที่ได้รับหยาดฝน พวกมันคำรามก้องด้วยเสียงที่สั่นประสาท ส่งผลให้พลังปราณในร่างของไป๋เฉินเริ่มปั่นป่วน ภาพลวงตาจากอดีตชาติอันเจ็บปวดเริ่มไหลทะลักเข้ามาในห้วงความคิด—ภาพวันที่เขาถูกหักหลัง ภาพโลหิตของสหายร่วมสำนัก และความอยุติธรรมที่เขาต้องแบกรับ
หัวใจของไป๋เฉินกระตุกวูบ ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ
"ไป๋เฉิน!"
เสียงเรียกอันเยือกเย็นแต่แฝงด้วยความร้อนรนดังขึ้นข้างกาย มู่หรงเสวี่ยพุ่งทะยานเข้ามาประชิดตัวนางพญาเซียนผู้สง่างามเหินร่างอยู่กลางวงล้อม กระบี่เหมันต์ในมือของนางปลดปล่อยเขตแดนน้ำแข็งพันปีแผ่ขยายออกไปโดยรอบ แช่แข็งกาลเวลาและหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของอสูรมารนับพันตัวให้อยู่ในความนิ่งงันสีขาวโพลน
นางหันมามองเขา ดวงตาคู่คมล้ำลึกสะท้อนภาพใบหน้าของชายหนุ่ม "อย่าปล่อยให้ภาพลวงตาครอบงำจิตใจ ท่านไม่ใช่ไป๋เฉินผู้อ่อนแอในอดีตอีกต่อไปแล้ว... วิถีกระบี่ของท่าน อยู่เหนือสิ่งเหล่านี้!"
สัมผัสแห่งความห่วงใยและไอร้อนจากหัวใจที่หลอมรวมกันผ่านสายตา ทำให้จิตใจที่กำลังเคว้งคว้างของไป๋เฉินกลับคืนสู่ความสงบในชั่วพริบตา เขาสบตากับนาง แววตาคู่นั้นสะท้อนความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้ง
"ขอบคุณเจ้า... เสวี่ยเอ๋อร์"
ไป๋เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก 1 ครั้ง ปราณเซียนบรรพกาลทั่วร่างระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด เขายกกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ รวบรวมพลังทั้งหมดผสานเข้ากับอัคคีจิตวิญญาณเซียนที่ลุกโชน แสงสีทองและสีแดงเพลิงหลอมรวมกับไอเย็นสีครามของมู่หรงเสวี่ย กลายเป็นกระบี่คู่ผสานหยินหยางที่สะท้านสะเทือนฟ้าดิน
"วิชากระบี่กลืนฟ้า... ดາบเดียวทะลวงสวรรค์!"
พลังปราณอันไร้เทียมทานถูกตวัดฟันออกไป คลื่นกระบี่มหึมาผ่ากลางค่ายกลหมื่นอสูรจนเกิดเป็นรอยแยกสีดำขนาดยักษ์บนพื้นดิน อักขระโบราณทั้งหมดแตกสลายเป็นผุยผง เสียงกรีดร้องของอสูรมารเงียบหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเงียบสงบที่กลับคืนสู่ผืนปศุลาภอีกครั้ง
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวข้ามผ่านซากค่ายกลที่พังทลาย พื้นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม หลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ใจกลางค่ายกลพังยุบตัวลงเผยให้เห็น "แท่นบูชาโลหิต" สีดำสนิทที่กำลังส่งแสงประหลาด และที่ใจกลางแท่นนั้น มีร่างของบุคคลผู้หนึ่งที่พวกเขารู้จักดีกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่—อัครมหาเสนาบดีจ้าว!
ดวงตาของอัครมหาเสนาบดีจ้าวลืมขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดงฉานไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนมุมปาก พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังก้องกังวานเสียดแทงแก้วหู
"ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก... ไม่นึกเลยว่าพวกเจ้าจะทำลายค่ายกลหมื่นอสูรได้จริงๆ แต่ก็น่าเสียดาย... ที่พวกเจ้ามา ‘ช้าเกินไป’ หนึ่งก้าว..."
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ไปกับ "ชิงเสวี่ยเหมันต์" นะคะ
สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 26
ค่ายกลหมื่นอสูร
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!