"หากพวกเจ้าคิดว่ากระบี่ในมือคือตัวแทนแห่งฟ้าดิน เช่นนั้นข้าก็จะแสดงให้เห็นว่า... แม้แต่ฟ้าดินก็ยังต้องก้มหัวให้แก่คมกระบี่ของข้า!"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่กังวานดุจระฆังสำริดดังสะท้านไปทั่วลานประลองสำนักกระบี่เหมันต์ ความเงียบงันราวกับป่าช้าเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่จะดังระงมขึ้นพร้อมเพรียงกัน สายตาทุกคู่พุ่งตรงไปยังร่างโปร่งในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาของ 'ไป๋เฉิน' จอมยุทธ์หนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงศิษย์สวะไร้รากปราณ ทว่าในยามนี้ รัศมีรอบกายเขากลับแผ่พุ่งดุจพญาอินทรีผยองเดชที่พร้อมฉีกกระชากนภากาศให้ขาดวิ่น
บนหอคอยสูงชัน ท่ามกลางม่านหมอกเหมันต์ที่ปกคลุมตลอดปี ดวงตาดอกท้อคู่คมกริบราวกับกระบี่น้ำแข็งของ 'มู่หรงเสวี่ย' เจ้าสำนักนางพญาผู้เย็นชาและสูงส่ง ทอดมองลงมายังลานประลองเบื้องล่าง มุมปากงามงอนที่มักจะเหยียดยิ้มเยือกเย็นอยู่เสมอกลับคลายออกเล็กน้อย หัวใจที่ด้านชามานับร้อยปีภายใต้วิถีเซียนอันโดดเดี่ยว กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงจนนางต้องยกเรียวนิ้วเรียวขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายไว้เบาๆ
*เหตุใด... กลิ่นอายกระบี่นั้นจึงคุ้นเคยถึงเพียงนี้?* นางรำพึงในใจ
ย้อนกลับไปเมื่อชั่วยามก่อน ลานประลองแห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงเยาะเย้ยถากถาง อัครมหาเสนาบดีจ้าว ผู้อาวุโสสำนักมารผู้ชั่วร้าย ส่งสายตาอำมหิตหมายปลิดชีพไป๋เฉินกลางลานประลองเพื่อชิงคัมภีร์บรรพกาล ทว่าไป๋เฉินหาได้หวั่นเกรงไม่ เขาก้าวออกมาเบื้องหน้า ท่ามกลางแรงกดดันจากค่ายกลปราณนับร้อยที่กดทับลงมาจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นทางยาว
และในวินาทีนี้เอง ที่ไป๋เฉินตัดสินใจชักกระบี่!
*ฉึบ!*
ประกายแสงสีเงินยวดยิ่งกว่าดวงจันทร์เพ็ญสาดส่องทะลุหมู่เมฆา มันไม่ใช่กระบี่ธรรมดา แต่เป็น 'วิชากระบี่โบราณเก้าทิศ' วิชาลับที่สูญหายไปจากยุทธภพกว่าหมื่นปี ท่าร่างของไป๋เฉินพลิ้วไหวดุจสายน้ำแต่หนักหน่วงดุจขุนเขา ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดิน อักขระโบราณสีทองอร่ามก็ปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้า หลอมรวมเข้ากับลมปราณอัคคีจิตวิญญาณเซียนที่แผดเผาความหนาวเหน็บจนไอความร้อนพวยพุ่ง
"นั่น... หรือว่าจะเป็นเคล็ดวิชาบรรพกาลที่สูญหายไป!" ผู้อาวุโสท่านหนึ่งในสำนักถึงกับผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง ดวงเบิกกว้างจนแทบถลนออกมา
วิชากระบี่โบราณมิได้มีดีแค่ความเร็ว ทว่ามันคือการผสาน 'จิต' เข้ากับ 'วิญญาณแห่งกระบี่' ไป๋เฉินตวัดปลายกระบี่ในมือวาดเป็นวงโค้ง คมกระบี่กรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงคำรามกึกก้องคล้ายเสียงมังกรทะยานฟ้า แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกไปรอบทิศทาง จนเหล่าศิษย์สายตรงที่นั่งอยู่แถวหน้าถึงกับต้องกระอักเลือดคำโตออกมาด้วยความตื่นกลัว
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาทุกคู่ในยามนี้ คือร่างของชายหนุ่มผู้ทะนงตนกำลังร่ายรำกระบี่ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่ถูกความร้อนจากลมปราณหลอมละลายกลายเป็นไอน้ำพวยพุ่ง ราวกับเทพเซียนจุติลงมาเพื่อสยบความอยุติธรรมทั้งปวงในใต้หล้า
มู่หรงเสวี่ยจ้องมองภาพนั้นไม่วางตา หยาดน้ำค้างบนยอดสนร่วงหล่นลงกระทบไหล่นาง แต่นางกลับไม่รู้สึกหนาวเหน็บเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกบางอย่างที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อนกำลังเอ่อล้นขึ้นในดวงตาคู่สวย... นั่นคือความชื่นชม และความยอมจำนนอย่างราบคาบต่อวิถีกระบี่และจิตวิญญาณอันไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใดของเขา
*บุรุษผู้นี้... จะเป็นคนเดียวที่เดินเคียงข้างข้าบนเส้นทางเซียนอันโดดเดี่ยวนี้ได้หรือไม่?*
ทว่า ท่ามกลางเสียงฮือฮาและความตะลึงงันของผู้คนนับพัน บรรยากาศรอบลานประลองกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบอย่างกะทันหัน ลมพายุหมุนสีดำสนิทพัดโหมกระหน่ำเข้ามาจากขอบฟ้า ท้องนภาที่เคยแจ่มใสกลับถูกย้อมด้วยสีเลือดในพริบตา
เสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณดังสะท้านขึ้นจากความว่างเปล่า "ฮ่าๆๆ ดีเยี่ยม! สมแล้วที่เป็นผู้ครอบครองคัมภีร์ลับบรรพกาล แต่คิดว่าจะใช้กระบี่กากๆ เล่มนั้น รอดออกไปจากลานประลองของข้าได้เช่นนั้นหรือ?"
สิ้นเสียงนั้น ร่างเงาสودทมิฬร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือลานประลอง แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสูงสุดกดทับลงมาจนพื้นศิลาแกร่งรอบลานประลองแหลกละเอียดเป็นผุยผง ไป๋เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย กระบี่ในมือสั่นระริกด้วยความกระหายเลือด ขณะที่มู่หรงเสวี่ยบนหอคอยสูงพลันสะบัดมือขวา กระบี่เหมันต์ประจำกายหลุดจากฝักพร้อมพุ่งทะยานลงมาปักตรงหน้าไป๋เฉินดั่งประกาศิตแห่งความตาย!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมดื่มด่ำไปกับความเดือดดาลและงดงามแห่งวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะคะ - ชิงเสวี่ยเหมันต์
สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 7
คมกระบี่บาดลึกดุจน้ำค้างแข็ง
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!