สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 32

แผนร้ายจากแดนปีศาจ

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
“หากเจ้าคิดว่าความตายคือจุดจบของความเจ็บปวดล่ะก็ เจ้าคงดูแคลนวิถีแห่งมารเกินไปแล้ว อัครมหาเสนาบดีจ้าว” เสียงทุ้มต่ำดุจคมกระบี่เสียดสีผ่านอากาศอันหนาวเหน็บของไป๋เฉิน ดังขึ้นท่ามกลางรอยแยกของพสุธาที่กำลังฉีกกระชาก แสงสีเลือดพุ่งทะลุรอยแตกนั้นออกมา ราวกับมังกรเพลิงที่ถูกจองจำมานับหมื่นปีเพิ่งหลุดพ้นจากพันธนาการ ท้องฟ้าเบื้องบนเปลี่ยนสีเป็นม่วงคล้ำ อักขระสีดำสนิทนับพันตัวลอยคว้างอยู่เหนือรอยแยก ราวกับบทสวดแห่งความพินาศที่เริ่มบรรเลง มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่เคียงข้างเขา ร่างระหงของนางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูโดดเด่นตัดกับไอปีศาจที่แผ่ซ่าน นางกำด้ามกระบี่เหมันต์ไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่คมดุจน้ำค้างแข็งจ้องมองไปยังหุบเหวเบื้องหน้า ความสง่างามของนางมิได้ลดน้อยลงแม้แต่น้อย แต่ทว่ายามนี้นางกลับสัมผัสได้ถึงความสั่นสะท้านในหัวใจ มิใช่เพราะความกลัวต่อปีศาจร้าย แต่เป็นเพราะไอสังหารที่เย็นเยียบยิ่งกว่าความตายกำลังแผ่ออกมาจากขุมนรกนั้น “ไป๋เฉิน... ผนึกนั่นถูกทำลายแล้ว” เสียงของนางแผ่วเบา ทว่ามั่นคง “พลังจากแดนปีศาจโบราณไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์หรือเทพเซียนจะรับมือได้ด้วยกำลังเพียงลำพัง” ไป๋เฉินมิได้ตอบคำทันที เขาเพียงแค่นสายตาคมกล้าไปยังเงาดำสายหนึ่งที่กำลังก่อตัวเป็นรูปร่างมนุษย์ท่ามกลางหมอกโลหิต นั่นคือร่างแยกของอัครมหาเสนาบดีจ้าว ที่บัดนี้ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายสีแดงฉานดุจโลหิตไหลนอง “ขอบใจที่เตือนนะเสวี่ยเอ๋อร์” ไป๋เฉินขยับยิ้มที่มุมปาก มิใช่รอยยิ้มเย้ยหยัน แต่เป็นรอยยิ้มของจอมยุทธ์ผู้พร้อมจะเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่บิดเบี้ยว “แต่ในเมื่อข้ากลับมาเกิดใหม่เพื่อทวงคืนทุกอย่าง แม้แต่นรกภูมิข้าก็มิต้องเกรงใจที่จะเหยียบย่ำให้ราบคาบ” “เจ้ามันคนบ้า” มู่หรงเสวี่ยพึมพำ ทว่าในดวงตาเย็นชากลับทอประกายอ่อนโยนชั่ววูบ นางก้าวเท้าขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ที่ติดตัวนางลอยมาแตะจมูกไป๋เฉิน ท่ามกลางกลิ่นอายคาวเลือดของปีศาจที่คละคลุ้ง “ฮ่าฮ่าฮ่า! เจ้ายังทะนงตนเช่นเดิม ไป๋เฉิน!” เสียงหัวเราะก้องกังวานราวกับฟ้าผ่ามาจากร่างของอัครมหาเสนาบดีจ้าว “เจ้าคิดว่าพลังกระบี่เดียวของเจ้าจะกั้นขวางกองทัพเงาจากแดนล่มสลายได้งั้นหรือ? ผนึกนรกที่ข้าปลดปล่อยออกมาในวันนี้ มิใช่เพื่อยึดครองโลกหล้า แต่มันคือการอัญเชิญ 'ราชันปีศาจบรรพกาล' ให้กลับมาสูดลมหายใจบนผืนดินนี้อีกครั้ง!” สิ้นคำกล่าวนั้น พื้นดินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม มือขนาดมหึมาที่สร้างจากไอปีศาจและกระดูกเซียนที่ถูกทับถมพุ่งขึ้นมาจากรอยแยก มันคว้าจับก้อนเมฆจนแตกกระจาย ก่อนจะกดลงบนพื้นโลกราวกับต้องการบดขยี้ทุกสรรพสิ่งให้จมหายไปในความมืดมิด มู่หรงเสวี่ยสะบัดมือเบาๆ กระบี่เหมันต์ถูกชักออกจากฝัก เปล่งประกายสีครามเย็นเยียบเข้าปะทะกับไอปีศาจจนเกิดเสียง ‘เปรี้ยง’ ดุจกระจกสวรรค์แตกสลาย นางทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศ เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม พลังปราณเหมันต์ของนางหน่วงเหนี่ยวอากาศรอบด้านให้กลายเป็นน้ำแข็ง เพื่อตรึงมือมหึมาของปีศาจไม่ให้เคลื่อนไหว “ไป๋เฉิน! ข้าจะตรึงมันไว้ เจ้าจงหาจุดตายของรอยแยกนั่น!” ไป๋เฉินมิรอช้า เขารวบรวมลมปราณทั้งหมดในกายเข้าสู่กระบี่คู่ใจ จิตวิญญาณแห่งกระบี่ของเขาผสานเข้ากับปราณกระบี่บรรพกาลที่เขาสั่งสมมาจากการบำเพ็ญเพียรฝืนลิขิตฟ้า แสงสีเงินสว่างวาบไปทั่วทั้งหุบเขา มันมิใช่แสงที่ร้อนแรงดั่งอัคคี แต่เป็นแสงที่คมกริบดุจความตายที่มองไม่เห็น เขาไม่ได้พุ่งเข้าหาศัตรูโดยตรง หากแต่หลับตาลง สัมผัสถึงความสั่นไหวของเส้นใยแห่งโชคชะตาที่ผูกโยงโลกนี้ไว้กับแดนปีศาจ ในยามที่จิตใจของเขาดิ่งลึกสู่ความว่างเปล่า ภาพนิมิตแห่งอดีตชาติก็แวบเข้ามา—ภาพของคัมภีร์ลับที่อัครมหาเสนาบดีจ้าวพยายามแย่งชิง จุดอ่อนของผนึกนี้ไม่ได้อยู่ที่พลัง แต่อยู่ที่ 'หัวใจแห่งความโลภ' ของผู้เปิดประตู! “เสวี่ยเอ๋อร์ ถอยออกมา!” ไป๋เฉินตะโกนก้อง มู่หรงเสวี่ยแม้จะประหลาดใจแต่ก็เชื่อใจเขา นางดีดตัวถอยออกมาทันที ร่างของนางลอยละล่องดุจหิมะที่ปลิดปลิวมาซบลงข้างกายไป๋เฉิน ทันใดนั้น ไป๋เฉินแทงกระบี่ลงบนผืนดินตรงรอยแยกนั้นอย่างแรง มิใช่การแทงด้วยพลังกาย แต่เป็นการแทงด้วย 'เจตจำนง' ‘คลื่นกระบี่เดียว... ตัดลิขิตสวรรค์!’ แรงระเบิดจากพลังปราณมหาศาลพุ่งพล่านไปใต้พื้นดิน เสียงกรีดร้องของปีศาจที่ถูกขังอยู่เบื้องล่างดังโหยหวนจนแก้วหูแทบฉีกขาด แสงสีเงินสว่างจ้าจนทำให้อัครมหาเสนาบดีจ้าวต้องยกมือขึ้นปิดหน้า ดวงตาสีแดงของเขาสั่นระริกด้วยความตระหนก “เป็นไปไม่ได้! เจ้าทำลายมิติเชื่อมต่อได้ตั้งแต่วันที่ยังไม่บรรลุเซียนขั้นสูงได้อย่างไร!” “เพราะข้าไม่ได้ทำลายมันด้วยพลัง...” ไป๋เฉินดึงกระบี่ขึ้น รอยเลือดสีดำหยดลงบนพื้นหญ้าที่กำลังเหี่ยวเฉา “ข้าทำลายมันด้วยความทะนงที่เจ้าไม่มีวันเข้าใจ... ความทะนงของผู้ที่รู้ว่าตนเองคือใคร” ทว่า ในขณะที่รอยแยกกำลังจะปิดสนิท แรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมกลับพุ่งทะลุมาจากฟากฟ้า มิใช่จากใต้ดิน! ท้องฟ้าที่เคยแยกออกกลับถูกฉีกกระชากโดยใครบางคนจากเบื้องบน เมฆหมอกสีดำหนาทึบแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีทองที่ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าปีศาจตนใดที่เคยพบเจอ ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางรอยแยกบนฟ้า เป็นบุรุษในชุดเกราะทองคำที่ดูคุ้นตา... มันคือเทพผู้คุมกฎจากแดนสวรรค์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้จองจำไป๋เฉินในชาติก่อน! “ไป๋เฉิน... เจ้าขัดขวางสมดุลของจักรวาล โทษของเจ้าคือการถูกจองจำในขุมนรกที่ลึกที่สุดนานนับกัป” เสียงกังวานดุจระฆังเทพดังลงมา บีบคั้นหัวใจจนมู่หรงเสวี่ยกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ไป๋เฉินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว บังร่างของนางไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นประกายแห่งเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญแม้กระทั่งเทพเซียนบนสวรรค์ “ถ้าอย่างนั้น... ข้าคงต้องเริ่มกบฏต่อสวรรค์ตั้งแต่วันนี้แล้วกระมัง!” มือของเขากำกระบี่แน่นขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่อากาศรอบข้างจะบิดเบี้ยวด้วยแรงกดดันมหาศาลจากเงาของเทพเซียนที่ก้าวลงมาจากรอยแยกเบื้องบน และในจังหวะที่กระบี่ของเขากำลังจะชักออกจากฝักอีกครั้งเพื่อท้าทายอำนาจฟ้าดิน... รอยแยกบนพื้นดินกลับเปิดกว้างขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นเคยจากอดีตที่เขาพยายามลบเลือน "ศิษย์พี่ไป๋... ท่านจำข้าได้หรือไม่?" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนในบทที่เข้มข้นเช่นนี้ หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับชะตากรรมที่กำลังจะพลิกผันในตอนต่อไปนะคะ!
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%