“ศิษย์พี่ไป๋... ท่านจำข้าได้หรือไม่?”
สุ้มเสียงนั้นสั่นไหวแผ่วเบา ทว่าในโสตประสาทของไป๋เฉิน มันกลับดังก้องกังวานดุจเสียงกระบี่กระทบศิลาเทพเจ้า เขายืนนิ่งดั่งรูปสลัก ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนอากาศรอบกายแทบกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง ดวงตาคู่คมดุจกระบี่หิมะหันกลับไปเผชิญหน้ากับสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหลัง นางผู้เปรียบเสมือนจันทราในคืนอับแสง มู่หรงเสวี่ย... นางพญาแห่งกระบี่เหมันต์ที่เคยอยู่สูงส่งเกินเอื้อม บัดนี้แววตาเย็นชาคู่นั้นกลับสั่นไหวด้วยหยาดน้ำตาที่รินไหลไร้สุ้มเสียง
“ความทรงจำคือพันธนาการที่ถ่วงรั้งวิถีเซียน เจ้าก็รู้ดี มิใช่หรือ?” ไป๋เฉินเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยทว่าบาดลึกเข้าถึงแก่นวิญญาณ มือที่จับด้ามกระบี่สั่นระริกเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมามั่นคงดั่งหุบเขา
ก่อนที่นางจะได้เอ่ยคำใดต่อ ผืนนภากลับเปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน!
ก้อนเมฆสีหมึกที่เคยลอยอ้อยอิ่งพลันหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น ประหนึ่งมีมือยักษ์จากขุมนรกกระชากม่านสวรรค์ให้ฉีกขาด รอยแยกสีม่วงคล้ำขยายตัวกว้างออกดุจดวงตาปีศาจที่กำลังจ้องมองลงมายังยุทธภพ กระแสลมปราณที่ปั่นป่วนทวีความรุนแรงจนต้นไม้ใบหญ้ารอบข้างต่างหมอบราบกับพื้นดิน
“นั่นมัน... รอยแยกแห่งหายนะ!” มู่หรงเสวี่ยหน้าถอดสี มือเรียวงามชักกระบี่หิมะออกจากฝัก ปราณกระบี่เยือกแข็งแผ่กระจายออกไปรอบทิศทางเพื่อคุ้มกันไป๋เฉินโดยสัญชาตญาณ
“อัครมหาเสนาบดีจ้าว... มันลงมือแล้ว” ไป๋เฉินแหงนหน้ามองฟ้า พลางแค่นยิ้มหยันให้กับชะตากรรม “มันต้องการเปิดประตูมิติเพื่อดึงเอากองทัพมารจากดินแดนทุรกันดารเข้ามา หากปล่อยไว้เช่นนี้ ยุทธภพต้องนองไปด้วยเลือด”
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจากทั่วทุกสารทิศ รอยแยกดังกล่าวเริ่มคายอสูรกายรูปร่างบิดเบี้ยวที่หุ้มด้วยเกราะสีดำทมิฬ กลิ่นอายคาวเลือดฟุ้งกระจายไปทั่วอากาศ ไป๋เฉินสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่พุ่งเป้ามายังเขาราวกับเป็นแม่เหล็กดึงดูดความตาย
“ไป๋เฉิน! ข้าอาจจะเป็นคนจากอดีตที่ท่านลืมเลือน แต่ในชาตินี้... ข้าขอเป็นคมกระบี่ที่ปกป้องวิถีของท่านเอง!” มู่หรงเสวี่ยประกาศกร้าว ร่างระหงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามดุจหงส์ร่อนลงจากสวรรค์ แสงสีขาวนวลจากเคล็ดวิชา ‘เหมันต์นิรันดร์’ ระเบิดออกราวกับดอกไม้ไฟที่พร้อมจะเผาผลาญความมืดมิด
ไป๋เฉินมองแผ่นหลังของนางด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ความทะนงตนที่เคยมีมาตลอดชีวิตบัดนี้กลับถูกรุกเร้าด้วยความห่วงใยที่ไม่อาจปฏิเสธ เขาพุ่งตัวตามไป ปราณกระบี่ในร่างของเขาเดือดพล่านราวกับลาวาที่อัดแน่นอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความอยู่รอด แต่มันคือการพิสูจน์ว่า แม้ฟ้าดินจะดับสูญ วิถีกระบี่ของเขาก็ยังคงตั้งตระหง่านท้าทายสวรรค์
“เจ้าเล่ห์นักนะจ้าว! คิดจะใช้รอยแยกแห่งความมืดนี้เป็นเกราะกำบังหรือ?” ไป๋เฉินตะโกนก้อง เสียงของเขาผสานเข้ากับคลื่นปราณที่แผ่พุ่งออกไป
จากรอยแยกนั้น เงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้น อัครมหาเสนาบดีจ้าวผู้มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโฉดชั่ว แววตาของมันทอประกายเหี้ยมเกรียม มือที่แห้งเหี่ยวราวกับกิ่งไม้ตายถือคัมภีร์หนังมนุษย์ที่กำลังส่องแสงสีเลือด
“ไป๋เฉิน... เจ้าก็เป็นเพียงมดปลวกที่พยายามขวางทางจักรพรรดิแห่งความมืด!” เสียงของจ้าวแหบพร่าดุจเสียงกระดูกเสียดสีกัน “วันนี้ ข้าจะฝังทั้งร่างของเจ้าและนางเซียนผู้นี้ไว้ในหลุมศพที่ไร้ก้นบึ้ง!”
ฉับพลันนั้นเอง กองทัพมารนับหมื่นที่หลั่งไหลออกมาจากรอยแยกก็พุ่งเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง มู่หรงเสวี่ยฟาดฟันกระบี่ สร้างกำแพงน้ำแข็งหนาทึบสกัดกั้น ทว่าความมืดมิดนั้นกลับแผ่ขยายเร็วเกินคาดหมาย ความเย็นยะเยือกของนางเริ่มถูกกลืนกินด้วยไออ้อนของปีศาจ
“มู่หรง! ถอยไป!” ไป๋เฉินคว้าข้อมือนางไว้ ก่อนจะเหวี่ยงกระบี่ในมือหมุนวนสร้างพายุหมุนแห่งปราณกระบี่ขึ้นมา
ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่มหาศาลอยู่นั้น เสียงคำรามกึกก้องจากใจกลางรอยแยกก็หยุดทุกการเคลื่อนไหว เงาร่างมหึมาที่ใหญ่โตยิ่งกว่าอสูรกายตนใดค่อยๆ ยื่นกรงเล็บสีม่วงครามออกมาจากมิติคู่ขนาน—มันไม่ใช่ปีศาจธรรมดา แต่เป็นทูตแห่งหายนะที่ถูกผนึกมานานนับพันปี
พื้นดินเบื้องล่างแตกสลาย รอยแยกขยายกว้างจนมองเห็นห้วงมิติที่ว่างเปล่าไป๋เฉินรู้สึกได้ถึงพลังที่กำลังสูบฉีดออกจากร่างของเขาเอง เขาหันมองมู่หรงเสวี่ยด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้ง
“หากวันนี้เราต้องร่วงหล่นสู่ความมืด เจ้ายังจะเลือกเคียงข้างข้าอยู่หรือไม่?”
นางไม่ได้ตอบด้วยคำพูด เพียงแค่กระชับมือที่จับเขาไว้แน่นขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวว่า “หากท่านต้องร่วงหล่น ข้าจะสละกายสร้างบันไดให้นามของท่านเหยียบย่ำกลับขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์เอง”
ในวินาทีที่กรงเล็บมหึมาฟาดลงมา พื้นที่รอบกายพลันหยุดนิ่ง รอยแยกแห่งความมืดเริ่มดูดกลืนแสงสว่างทั้งหมดในบริเวณนั้นไปจนสิ้น ไป๋เฉินหลับตาลงรวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้าย ทว่าทันใดนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่คุ้นเคย... กระแสพลังที่ไม่ได้มาจากตัวเขาเอง แต่มันมาจากตราประทับที่อยู่ในจิตวิญญาณของเขาซึ่งเริ่มเปล่งประกายสีทองอร่ามออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ!
ทูตแห่งหายนะหยุดชะงัก รอยแยกที่เคยบ้าคลั่งพลันสงบนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงกระซิบจากความว่างเปล่าจะดังขึ้นในหัวของไป๋เฉิน... มันคือเสียงของเขาเองจากชาติก่อน!
“ถึงเวลาที่ต้องเปิดผนึก... โซ่ตรวนแห่งสวรรค์”
ไป๋เฉินเบิกตากว้าง แสงสีทองจากร่างของเขาแผ่ซ่านออกไป ปะทะกับไอความมืดจนเกิดเป็นประกายไฟที่รุนแรงดุจดวงอาทิตย์ระเบิดออกในความมืดมิด เขาไม่ได้รอช้า กระบี่ในมือพลันเปลี่ยนเป็นสีทองโปร่งแสง และพุ่งตรงเข้าหารอยแยกเบื้องหน้าโดยไม่สนว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด!
ทุกอย่างหยุดนิ่ง... ก่อนที่ความจริงที่น่าตกใจจะถูกเปิดเผยออกมาจากร่างของอัครมหาเสนาบดีจ้าว!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของวิถีกระบี่นี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 33
ม่านสวรรค์สั่นคลอน
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!