จอกสุราหยกขาวในมือเรียวบางสั่นไหวเล็กน้อย สะท้อนเงาโลหิตที่เจือจองอยู่ในบรรยากาศงานฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ณ ตำหนักเมฆาประจิม
"เพล้ง!"
เสียงจอกสุรากระแทกกับโต๊ะสำริดดังสะท้านไปทั่วห้องโถงใหญ่ ท่ามกลางเหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักนับร้อยที่นั่งคุกเข่าด้วยความยำเกรง รัศมีแห่งชัยชนะแผ่ซ่านกดทับจนแม้แต่ลมหายใจยังต้องผ่อนเข้าออกอย่างระมัดระวัง ชื่อเสียงของไป๋เฉินและมู่หรงเสวี่ยวในศึกสยบสำนักมารโลหิตเมื่อเจ็ดวันก่อน ได้กลายเป็นตำนานบทใหม่ที่ถูกเล่าขานไปทั่วทั้งเก้าแผ่นดิน ทว่าในใจของคนทั้งสอง กลับมิได้มีความยินดีปรีดาใดๆ เคลือบแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย
ไป๋เฉินนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ประธาน ดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่จ้องมองออกไปเบื้องนอก หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับสายลมยามค่ำคืนที่พัดพาเอาไอสังหารจางๆ เข้ามา เส้นผมสีดำสนิทสะบัดพลิ้วตามแรงลม ร่างกายของเขายังคงหลงเหลือกลิ่นอายความเยือกเย็นจากการใช้ "เคล็ดกระบี่กลืนนภา" ทะลวงผ่านจุดชีพจรสำคัญสิบแปดจุดในศึกครั้งนั้น
"เจ้าเหม่อลอยถึงสิ่งใดอยู่หรือ... ไป๋เฉิน"
น้ำเสียงกังวานดุจหยกกระทบกันดังขึ้นแผ่วเบา แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะดึงสติของทุกคนในห้องโถงให้กลับคืนมา มู่หรงเสวี่ยว เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ผู้สง่างามเยือกเย็น นางพญาผู้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจและไร้ความรู้สึกต่อบุรุษใดในใต้หล้า บัดนี้กลับรินสุราลงในจอกของไป๋เฉินด้วยมือของนางเอง ความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้ารูปสลักอันเยียบเย็นนั้น มีเพียงชายหนุ่มผู้นั่งอยู่เบื้องหน้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้ยล
ไป๋เฉินเหลือบสายตาขึ้นมองนาง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างทระนง "ข้าเพียงแต่คิดว่า... ยุทธภพที่กว้างใหญ่นี้ ช่างแคบลงถนัดตาเมื่อมีชื่อเสียงของเราสองคนขวางกั้นอยู่"
คำพูดนั้นมิได้โอ้อวด แต่เป็นความจริงอันโหดร้าย ยิ่งชื่อเสียงโด่งดังมากเท่าไหร่ ความมืดมิดที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้เงาของความสำเร็จก็ยิ่งแผ่ขยายกว้างขึ้นเท่านั้น อัครมหาเสนาบดีจ้าว แม้จะแตกพ่ายถอยร่นไปในศึกคราวก่อน แต่รากเหง้าของสำนักมารยังคงฝังลึกรากแก้วลงในราชสำนักและยุทธภพ การฉลองชัยชนะในค่ำคืนนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงพิธีศพกลายๆ ที่รอเวลาฝังกลบความประมาทของเหล่าผู้มีอำนาจเท่านั้น
"ประมุขไป๋! ผู้น้อยจากสำนักกระบี่อัคคีขอคารวะท่านหนึ่งจอก!"
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งก้าวออกมาจากแถว พร้อมกับประคองจอกสุราด้วยสองมือ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ซ่อนความหวาดกลัวไว้ไม่มิด ไป๋เฉินเพียงปรายตามองโดยไม่แม้แต่จะหยิบจอกขึ้นมาตอบรับ ความกดดันระดับมหาศาลแผ่พุ่งออกจากร่างของเขาโดยไม่ต้องโคจรลมปราณ จนผู้อาวุโสท่านนั้นต้องถอยหลังกรูดด้วยความตื่นตระหนก
"สุราจอกนี้... ข้าดื่มให้แก่ศัตรูที่ตายตกไปในคราวก่อน มิใช่เพื่อต้อนรับสุนัขรับใช้ที่เปลี่ยนนายไปวันๆ เช่นพวกเจ้า" น้ำเสียงของไป๋เฉินราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดน้ำแข็งที่กรีดผ่านหัวใจของทุกคนในที่นั้น
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่เหล่าเจ้าสำนักชื่อดังยังต้องก้มหน้าหลบสายตา ความน่าสะพรึงกลัวของไป๋เฉินในยามนี้ มิใช่เพียงเพราะพลังยุทธ์ที่ก้าวสู่ขอบเขตเซียนบรรพกาลขั้นสมบูรณ์แล้วเท่านั้น แต่เป็นเพราะจิตวิญญาณกระบี่ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดินต่างหาก ที่ทำให้เขากลายเป็นตัวตนที่ไม่มีผู้ใดต่อกรได้
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดนั้น มู่หรงเสวี่ยวกลับโน้มตัวเข้ามาใกล้ไป๋เฉิน กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของนางคล้ายดอกเหมันต์พันปีโชยปะทะนาสิก ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสลงบนหลังมือของเขาเบาๆ ส่งผ่านพลังปราณเย็นเยียบเพื่อระงับไอปราณกระบี่ที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในกายของชายหนุ่ม
"เจ้ากำลังหักโหมเกินไปแล้ว..." นางกระซิบเบาๆ มีเพียงเขากับนางที่ได้ยิน แววตาที่ปกติราบAเย็นชา บัดนี้กลับฉายแววความห่วงใยลึกซึ้งที่นางไม่เคยหยิบยื่นให้ผู้ใดในรอบร้อยปี
"ข้าแค่อยากจบเรื่องทั้งหมดให้เร็วที่สุด เพื่อที่ข้าจะได้..." ไป๋เฉินชะงักคำพูดไว้แค่นั้น สายตาคมกอดกระหวัดมองใบหน้างามล้ำของนาง หัวใจที่ด้านชามานานนับพันปีจากการเวียนว่ายตายเกิด กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่ออยู่เบื้องหน้านางพญาผู้ยอมละทิ้งวิถีเซียนไร้รัก เพื่อมาเดินเคียงข้างเขาบนเส้นทางแห่งเลือดและหยาดน้ำตา
"เพื่ออะไรหรือ?" มู่หรงเสวี่ยเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาดั่งห้วงน้ำแข็งไหวระริก
"เพื่อพาเจ้าหลีกหนีจากความวุ่นวายนี้ ไปใช้ชีวิตอยู่บนยอดเขาไร้ชื่อ ดื่มสุรา ชมจันทร์ และบรรเลงกระบี่ร่วมกัน... เพียงลำพัง" คำกล่าวของไป๋เฉินเรียบง่าย แต่มันหนักแน่นดุจภูผา
มู่หรงเสวี่ยวคลี่ยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นงดงามราดรดหยาดน้ำค้างบนกลีบเหมันต์ จนเหล่าบุรุษทั่วทั้งห้องโถงถึงกับลืมหายใจ นางพยักหน้าน้อยๆ "ข้าจะรอวันนั้น... วันที่เจ้าใช้กระบี่เล่มเดียวสยบทั้งฟ้าดิน และพาข้าไปจากที่นี่"
เปรี้ยง!
ทันใดนั้นเอง ท้องน้ายามราตรีที่เคยปลอดโปร่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับโลหิต เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีครามฟาดผ่าลงมากลางตำหนักเมฆาประจิมจนหลังคาหยกสั่นสะเทือน แรงกดดันระดับมหาศาลที่เหนือกว่าขอบเขตเซียนทั่วไปนับร้อยเท่าพุ่งทะยานกดทับลงมาจากฟากฟ้า ราวกับว่าฟ้าดินกำลังพิโรธต่อการมีตัวตนของคนทั้งสอง!
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องกังวานมาจากความว่างเปล่า ทะลุกำแพงปราณคุ้มกันเข้ามาในจิตสำนึกของทุกคนโดยตรง
"ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นภาพคู่รักที่น่าประทับใจเสียจริง ไป๋เฉิน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการกวาดล้างสำนักมารกระจ้อยร่อยนั่น จะทำให้เจ้ากลายเป็นเจ้าแห่งแผ่นดินได้?"
เงาร่างสีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือห้องโถง ร่างนั้นสวมชุดคลุมลายอักขระโบราณ ใบหน้าถูกปกก ภายใต้หน้ากากกระดูกอสูรที่ปล่อยไอมารสีดำทมิฬออกมาไม่ขาดสาย—อัครมหาเสนาบดีจ้าว! ที่แท้เขามิได้หลบหนีไปไกล แต่กลับใช้ "วิชากลืนกินวิญญาณบรรพกาล" ดูดกลืนพลังชีวิตของศቀสนนับหมื่นเพื่อยกระดับตนเองจนก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว!
ไป๋เฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ รัศมีกระบี่รอบกายระเบิดออกจนโต๊ะสำริดแหลกละเอียดเป็นผุยผง ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่าย
มู่หรงเสวี่ยวสะบัดมือขวา กระบี่เหมันต์พันปีพุ่งออกจากฝักด้วยเสียงกรีดร้องเสียดแทงแก้วหู ปรากฏเป็นเกล็ดน้ำแข็งนับล้านชิ้นลอยเคว้งคว้างอยู่รอบกาย นางก้าวขึ้นมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับไป๋เฉิน ปราณกระบี่ผสานอัคคีและเหมันต์หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว แผ่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าต้านทานแรงกดดันของอัครมหาเสนาบดีจ้าวอย่างไม่เกรงกลัว
"เจ้าสารเลว ในที่สุดก็โผล่หัวออกมาจนได้..." ไป๋เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่โบราณที่เหน็บอยู่ข้างเอว
อัครมหาเสนาบดีจ้าวบนฟากฟ้าแย้มยิ้มภายใต้หน้ากาก ชูมือขึ้นสูงพร้อมกับปรากฏคัมภีร์สีเลือดลอยเคว้งอยู่เหนือฝ่ามือ "ไป๋เฉิน... วันนี้คือวันตายของเจ้า และหญิงสารเลวข้างกายเจ้า เตรียมตัวรับทัณฑ์สวรรค์ที่แท้จริงเสียเถอะ!"
ทว่า ในวินาทีที่อัครมหาเสนาบดีจ้าวสะบัดมือหมายจะปลิดชีพคนทั้งสองนั้นเอง ไป๋เฉินกลับหลับตาลงชั่วพริบตา... ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยประกายตาดุดันที่ลุกโชนดุจเปลวเพลิงแห่งการทำลายล้าง มือที่กุมด้ามกระบี่กระชับแน่นขึ้น และในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่ถูกชักออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว—
แผ่นดินเบื้องล่างก็แยกออกเป็นสองเสี่ยง พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องจากก้นบึ้งของขุมนรก ที่แม้แต่เทพเซียนบนสวรรค์ยังต้องสะพรึงกลัว!
ติดตามตอนต่อไปใน "สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว" ตอนที่ 32 นะคะ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ไปกับ ชิงเสวี่ยเหมันต์ นะคะ
สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 31
งานฉลองชัยชนะสะท้านยุทธภพ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!