โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายนิ้ว กระทบพื้นศิลาหยกขาวจนเกิดเสียงก้องกังวานดุจหยดน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ ไป๋เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองบาดแผลฉกรรจ์บนหัวไหล่ที่เกิดจากค่ายกลทดสอบของสำนัก เขายังคงยืนหยัดตรงตระหง่าน แผ่นหลังเหยียดตรงดุจกระบี่คมที่เพิ่งผ่านการลับคมจากเตาหลอมพันปี ดวงตาคู่คมปลาบกวาดมองเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ร่วมสำนักที่กำลังส่งเสียงเย้ยหยันด้วยความสมเพช ความไร้ค่าของร่างเนื้อขั้นปราณรวบรวมนี้น่ะหรือจะกักขังวิญญาณแห่งมหาปรมาจารย์ผู้เคยเหยียบย่างสู่แดนสวรรค์ได้? ช่างน่าขันสิ้นดี
"เจ้าสวะไป๋เฉิน ยังไม่ยอมคุกเข่าสำนึกผิดอีกหรือ! กล้าดีอย่างไรจึงฝืนใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามจนค่ายกลสำนักเสียหาย"
เสียงตะคอกของผู้อาวุโসควบคุมกฎดังสะท้อนก้องลานพิธี ทว่าไป๋เฉินหาได้สะดุ้งสะเทือน รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างบางเบา
ณ เบื้องบนตำนานกระบี่เหมันต์ มู่หรงเสวี่ยประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์น้ำแข็งพันปี อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะแรกฤดูกาลขับเน้นให้เรือนร่างระหงดูสูงส่ง เย็นชา และไร้ซึ่งกิเลสใดๆ ดั่งเทพเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์ นางคือนางพญาแห่งสำนักกระบี่เหมันต์ ผู้ซึ่งแม้แต่ลมหายใจยังทำให้ผู้คนรอบกายหนาวเหน็บจนกระดูกสั่นเทิ้ม
ดวงเนตรคู่สวยราวกับบุษราคัมเย็นเยียบกวาดมองลงมา นางตั้งใจจะปรายตาผ่านศิษย์สวะผู้นี้ไปเช่นเดียวกับทุกครา ทว่า... ในวินาทีที่สบตากัน ท่วงท่าอันสง่างามของมู่หรงเสวี่ยกลับชะงักงันไปชั่วลมหายใจ
*ประกายนั้นคืออะไรกัน?*
ในห้วงนัยน์ตาของเด็กหนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าไร้รากปราณและมีจุดจบเพียงความตาย กลับมิได้สะท้อนความหวาดกลัว ความโกรธแค้น หรือความยอมจำนนแม้แต่น้อย สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบงันนั้นคือประกายแสงคมกริบของคมกระบี่ เป็นจิตวิญญาณที่แหลมคมยิ่งกว่ากระบี่เล่มใดในใต้หล้า เป็นสายตาที่ราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงสัจธรรมแห่งฟ้าดิน ทะลุผ่านร่างเนื้อ สู่แก่นแท้ และกำลังมอง "นาง" กลับมาด้วยความรู้สึกที่เท่าเทียม... มิหนำซ้ำยังแฝงความเย่อหยิ่งทระงดที่แม้แต่มหาปรมาจารย์แห่งยุคก็ยังไม่อาจเทียบเคียง
หัวใจที่เคยสงบนิ่งดุจน้ำแข็งนับร้อยปีของมู่หรงเสวี่ยกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
"ช้าก่อน..."
สุ้มเสียงกังวานใสราดรดลงมาดุจสายน้ำค้างกลางเหมันต์ ทว่ากลับทรงพลังจนกดทับสรรพเสียงรอบด้านให้เงียบกริบลงทันตา ผู้อาวุโสและเหล่าศิษย์ต่างพากันหน้าถอดสีคุกเข่าลงด้วยความเคารพยำเกรง มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างระหงก้าวเดินลงมาจากบันไดหยกทีละก้าว กลิ่นอายความเยือกเย็นแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน
นางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าไป๋เฉิน ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบทำให้กลิ่นอายเฉพาะตัวของทั้งสองปะทะกันอย่างเงียบเชียบ ไป๋เฉินไม่ได้ถอยหนี เขายังคงสบตากับนางตรงๆ ความเย่อหยิ่งในวิถีกระบี่ทำให้เขามีศักดิ์ศรีที่ต่อให้ต้องแตกดับเป็นจุลก็ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด แม้กระทั่งนางพญาเซียนตรงหน้า
"เจ้าชื่อไป๋เฉิน?" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงกระแสกดดันระดับปราณก่อกำเนิดที่พร้อมจะบดขยี้กระดูกคนฟังให้แหลกเหลว
"ถูกต้องแล้ว..." ไป๋เฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แพ้กัน ไร้ซึ่งอาการตัวสั่นเทาอย่างที่ศิษย์ทั่วไปควรจะเป็น "คารวะท่านเจ้าสำนัก... สายตาของท่านเมื่อครู่ ดูเหมือนจะมองเห็นอะไรที่น่าสนใจในตัวข้ากระนั้นหรือ?"
ความอวดดีนี้ทำให้เหล่าผู้อาวุโสถึงกับสูดปากด้วยความตกใจกลัว มีใครบ้างในยุทธภพกล้าต่อปากต่อคำกับมู่หรงเสวี่ยด้วยท่าทีสามหามเช่นนี้?
ทว่ามู่หรงเสวี่ยกลับไม่แสดงโทสะ นางหรี่ตาลงเล็กน้อย ปล่อยพลังจิตวิญญาณแผ่ซ่านออกไปเพื่อสำรวจภายในร่างกายของเด็กหนุ่ม ทว่าสิ่งที่นางพบกลับทำให้ความเย็นชาในแววตาแปรเปลี่ยนเป็นความระคนตกตะลึง เส้นชีพจรที่ควรจะตีบตัน กลับปรากฏร่องรอยการโคจรของพลังปราณโบราณที่ลึกล้ำเกินกว่าจะจินตนาการ ยิ่งไปกว่านั้น จิตวิญญาณกระบี่ที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของเด็กหนุ่มผู้นี้ กำลังคำรามตอบโต้พลังของนางราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่แม้จะบาดเจ็บแต่ก็ยังคงเขี้ยวเล็บอันแหลมคม
นางพญาเซียนผู้ไม่เคยชายตามองบุรุษใดในใต้หล้า บัดนี้กลับรู้สึกถึงคลื่นอารมณ์บางเบาที่ตีวนอยู่ในอก นางจ้องมองรอยแผลที่ไหล่ของเขา สลับกับประกายตาดุดันที่ไม่ยอมก้มหัวให้ฟ้าดิน
"เด็กหนุ่ม... เจ้ามีความลับบางอย่างซ่อนอยู่" มู่หรงเสวี่ยโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจเย็นเฉียบปะทะเข้ากับพวงแก้มของเขา กระซิบด้วยน้ำเสียงที่มีเพียงเขากับนางที่ได้ยิน "และความลับนี้... อาจทำให้เจ้าตาย... หรือไม่ก็ทำให้เจ้าพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน"
ไป๋เฉินแย้มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและท้าทายลิขิตสวรรค์ "ชีวิตนี้ของข้า ล้วนอยู่เหนือฟ้าดินมาแต่ไหนแต่ไร... ท่านเจ้าสำนัก หากสนใจอยากร่วมชมการพลิกฟ้าของข้า ก็จงจับตาดูให้ดีก็แล้วกัน"
บรรยากาศรอบกายพลันตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุดเมื่อมู่หรงเสวี่ยยกมือขึ้นช้าๆ นิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวแตะลงที่ปลายคางของไป๋เฉินอย่างถือวิสาสะ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงคำรามกึกก้องจากท้องนภาก็แหวกลมหนาวดังสนั่นหวั่นไหว เมฆทมิฬรวมตัวกันเป็นรูปเกลียวอัคคีสีดำทมิฬที่ปกคลุมเหนือยอดเขาเหมันต์ พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างอันน่าสะพรึงกลัวที่ยืนอยู่บนกระบี่บินยักษ์... อัครมหาเสนาบดีจ้าว ผู้อาวุโสสำนักมารผู้ทรงพลังได้มาถึงแล้ว และเป้าหมายของมันคือการปลิดชีพศิษย์สวะนามไป๋เฉินในทันที!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องไปในวิถีกระบี่อันเหน็บหนาวและงดงามนี้ด้วยกันนะคะ - ชิงเสวี่ยเหมันต์
สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 5
สายตาที่มองทะลุวิญญาณ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!