กลิ่นอายโลหิตและไอปราณที่แหลมคมดุจใบมีดโกนยังคงลอยวนอยู่ทั่วลานฝึกยุทธสำนักล่าง แม้การประลองจะจบลงไปแล้วเคเค้าความตายก็ยังไม่เลือนหาย ไป๋เฉินยืนนิ่งสงบดั่งภูผาน้ำแข็ง ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกวาดมองกลุ่มศิษย์สายตรงที่กำลังสั่นสะเทือนด้วยความหวาดกลัว ร่างกายของเขามีร่องรอยบาดแผลจากการฝืนใช้เคล็ดวิชาบรรพกาลทลายขอบเขตเมื่อคราวก่อน ทว่ากระดูกสันหลังกลับตั้งตรงยืดหยุ่นดั่งต้นสนกลางพายุหิมะ
ความทะนงตนในวิถีกระบี่ของเขาไม่เคยสั่นคลอน แม้ในยามที่ฐานะเป็นเพียงศิษย์สวะผู้ต่ำต้อยในสายตาคนรอบข้างก็ตาม
"คิดว่ามีเคล็ดวิชาแปลกประหลาดแล้วจะอาจหาญท้าทายกฎสำนักได้งั้นรึ ไป๋เฉิน!"
เสียงคำรามด้วยความเคียดแค้นดังขึ้นจากผู้อาวุโสคุมกฏที่ก้าวเท้าเข้าสู่ลานประลอง แรงกดดันจากขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นยักษ์ถาโถมใส่ร่างของเด็กหนุ่มจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาว อัครมหาเสนาบดีจ้าวที่แอบส่งสายตาบงการอยู่เบื้องหลังยกยิ้มเยาะด้วยความเหี้ยมเกรียม มันรอเวลานี้มานาน ที่จะยืมมือสำนักกำจัดศัตรูตัวฉกาจผู้กุมความลับของคัมภีร์บรรพกาลผู้นี้เสีย
ไป๋เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองแรงกดดันนั้น มุมปากของเขาหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อฟ้าดินและกฎเกณฑ์จอมปลอม
"กฎสำนัก... หรือข้ออ้างของสุนัขรับใช้ที่ยอมสยบให้สำนักมารกันแน่?" ไป๋เฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับบาดลึกดุจคมกระบี่ที่กรีดลงบนหัวใจของผู้ฟัง
ทันใดนั้นเอง ก่อนที่ฝ่ามืออันทรงพลังของผู้อาวุโสคุมกฎจะซัดเข้ากลางกระหม่อมของไป๋เฉิน บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนแปรเป็นความหนתเหน็บเสียดกระดูก อุณหภูมิในรัศมีร้อยลี้ร่วงดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งในชั่วพริบตาเดียว เมฆหมอกบนท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีครามเข้มจัดดั่งห้วงสมุทรอันลึกล้ำ กลิ่นอายกดดันระดับที่ทำให้จิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธสั่นสะท้านแผ่ซ่านลงมาจากนภากาศ ราวกับทวยเทพแห่งแดนเหมันต์กำลังก้าวพระบาทลงสู่โลกมนุษย์
ทุกลมหายใจของผู้อยู่ในลานฝึกหยุดชะงัก แม้แต่ผู้อาวุโสคุมกฎยังต้องถอยหลังไปสามก้าวด้วยความตื่นตระหนก เหงื่อกาฬเย็นเฉียบไหลซึมแผ่นหลัง
กลีบดอกเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์นับหมื่นกลีบโปรยปรายลงมาจากความว่างเปล่า ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ร่างระหงในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลายด้ายเงินรูปกระบี่คู่สะท้อนแสงจันทร์ยามวิกาลค่อย ๆ ก้าวลงมาจากอากาศธาตุอย่างไร้ร่องรอย นางเดินราวกับเหยียบบนสายธารแห่งกาลเวลา ทุกย่างก้าวที่ประทับลงมาสร้างระลอกคลื่นพลังปราณบริสุทธิ์ที่สลายแรงกดดันทั้งหมดให้มลายหายไปในพริบตา
มู่หรงเสวี่ย... นางพญาเซียนผู้สง่างามและเย็นชาดุจน้ำค้างแข็งพันปี เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ผู้เลื่องชื่อในดินแดนเบื้องบน เหตุใดผู้สูงส่งเช่นนางจึงมาปรากฏกาย ณ สำนักล่างอันรกร้างแห่งนี้ได้?
ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ที่ติราวกับภาพวาดสลักจากหยกขาวบริสุทธิ์ ดวงตาคู่คมดุจกระบี่หิมะกวาดมองผ่านฝูงชนอย่างไร้ความรู้สึก ราวกับพวกเขามีค่าไม่ต่างจากฝุ่นผง ทว่าเมื่อสายตาคู่นั้นเคลื่อนมาหยุดอยู่ที่ร่างของไป๋เฉิน ประกายประหลาดวูบผ่านนัยน์ตาคู่สวยนั้นชั่วขณะหนึ่ง—ประกายแห่งความสนใจที่ซ่อนเร้นภายใต้ความเย็นชาดุจน้ำแข็ง
นางไม่ได้มองเขาด้วยสายตาสمเพชเวทนา หรือเหยียดหยามเช่นคนอื่นๆ แต่นางมองเขาด้วยสายตาของนักล่าที่พบเจอเพชรแท้ท่ามกลางกองขยะ สายตาที่อ่านทะลุปรุโปร่งถึงจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังร่างกายอันบอบช้ำนี้
"ช่างน่าขัน..." น้ำเสียงหวานใสแต่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลกเอื้อนเอ่ยออกมา ทำเอาทุกคนในลานฝึกก้มหน้าลงไม่กล้าหายใจแรง "มดปลวกกลุ่มหนึ่งรังแกเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่มีวิถีกระบี่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าสำนักกระบี่ของข้าเสียอีก"
อัครมหาเสนาบดีจ้าวหน้าถอดสี รีบก้าวออกไปประสานมือคารวะด้วยความหวาดหวั่น แม้ว่าเขาจะเป็นถึงขุนนางใหญ่และมีเบื้องหลังเป็นสำนักมาร แต่ต่อหน้านางพญาเซียนผู้นี้ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกตัวหนึ่ง
"คารวะท่านเจ้าสำนักมู่หรง... เหตุไฉนท่านจึง..."
"หุบปาก" มู่หรงเสวี่ยกล่าวเพียงคำเดียวโดยไม่แม้แต่จะปรายตาแลเขา รัศมีกระบี่ที่ไร้รูปร่างแต่ทรงพลังมหาศาลกดทับร่างของอัครมหาเสนาบดีจ้าวและผู้อาวุโสคุมกฎจนกระอักเลือดออกมาคำโต
นางก้าวเท้าเดินผ่านฝูงชนตรงไปยังเบื้องหน้าของไป๋เฉิน กลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายดอกเหมันต์ยามค่ำคืนโชยปะทะนาสิกของเด็กหนุ่ม ไป๋เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง ดวงตาสีดำสนิทสะท้อนภาพใบหน้างามหยาดเยิ้มแต่เย็นชาถึงขั้วหัวใจ ไม่มีร่องรอยความหวาดกลัว มีเพียงความทะนงตนที่สะท้อนกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้
นี่คือการพบกันครั้งแรกของสองวิญญาณผู้ทะนงในวิถีกระบี่ นางผู้สูงส่งเหนือผู้ใดในหล้า กับเขาผู้เกิดใหม่เพื่อเหยียบย่ำฟ้าดิน
มู่หรงเสวี่ยหยุดยืนห่างจากไป๋เฉินเพียงคืบเดียว นางโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากลมหายใจของเขา เรียวคิ้วงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
"กระบี่ในมือเจ้า... ร่ำร้องหาเลือดของข้า หรือหัวใจของข้ากันแน่... ไป๋เฉิน?"
สิ้นเสียงคำถามอันท้าทายนั้น ท้องน้ายามราตรีพลันเกิดเสียงสายฟ้าคำรามลั่นสนั่นหวั่นไหว เมฆทมิฬม้วนตัวบรรจบกันเป็นรูปเกลียวพายุหมุนเหนือสำนักล่าง ราวกับสวรรค์กำลังรับรู้ถึงการพบกันที่อาจพลิกผันโชคชะตาของยุทธภพทั้งสาม ขณะที่ไป๋เฉินยกยิ้มมุมปากอย่างท้าทาย มือข้างที่ถือกระบี่สั่นระริกด้วยความตื่นเต้นอันบ้าคลั่ง ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเรียวบางของนางพญาเซียนไว้โดยไม่มีใครคาดคิด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องไปในวิถีกระบี่อันเหน็บหนาวและงดงามนี้ด้วยกันนะคะ - ชิงเสวี่ยเหมันต์
สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 4
เงาจันทร์กลางเหมันต์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!