สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 3

ตบหน้าผู้อาวุโสตาบอด

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"สามหาว! ศิษย์สวะเช่นเจ้า กล้าดีอย่างไรจึงเอ่ยวาจาสามหาวต่อหน้าผู้อาวุโส!" เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหวสะท้านไปทั่วโถงรับรองสำนักกระบี่เหมันต์ แรงกดดันจากลมปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจากร่างของผู้อาวุโสไท่ฮวาจนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น เขามองตรงมายังร่างระหงของเด็กหนุ่มที่ยืนไขว่ห้างอยู่เบื้องล่างด้วยแววตาดุจเหยี่ยวทะยานล่าเหยื่อ รัศมีสังหารรอบตัวเข้มข้นจนศิษย์สายในหลายคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ไป๋เฉินมิได้สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนมุมปากของเขายิ่งขับเน้นความเย่อหยิ่งทะนงตนให้เด่นชัดขึ้นไปอีก เขากวาดสายตามองผู้อาวุโสผู้ทรงอำนาจด้วยความรู้สึกขบขันระคนสมเพช ราวกับกำลังมองดูสุนัขตัวหนึ่งที่กำลังเห่าหอนใส่ภูเขาไท่ซาน "สามหาวงั้นหรือ?" ไป๋เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อย ทว่าก้องกังวานเสียดแทงลึกลงไปในจิตวิญญาณของผู้ฟัง "ผู้อาวุโสไท่ฮวา... ท่านอาศัยกินข้าวในสำนักมาสามร้อยปี อาศัยคัมภีร์บรรพกาลที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้เพื่อยกระดับพลังของตนเองจนถึงจุดนี้ ทว่ากลับแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งใดคือกระบี่แท้จริง สิ่งใดคือเศษเหล็กขึ้นสนิม... ตาบอดเช่นนี้ ไฉนจึงยังมีหน้ามานั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานตำแหน่งผู้ดูแลกฏระเบียบอีกเล่า?" *เปรี้ยง!* จิตสังหารระเบิดออกอย่างไร้ความปรานี ผู้อาวุโสไท่ฮวาบันดาลโทสะจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าชราภาพบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เขากระแทกฝ่ามือลงบนพนักเก้าอี้จนไม้เนื้อแข็งราคาแพงแหลกละเอียดเป็นผุยผง "สามหาวเกินไปแล้ว! เด็กน้อย ไร้ซึ่งบิดามารดาอบรมสั่งสอน เจ้าคิดว่ามีมู่หรงเสวี่ยคอยหนุนหลังอยู่แล้วจะไม่มีผู้ใดกล้าปลิดชีพเจ้าบนลานประลองนี้กระนั้นหรือ! วันนี้ ข้าผู้อาวุโสไท่ฮวาจะสั่งสอนความเคารพให้แก่เจ้าด้วยตัวของข้าเอง!" สิ้นคำพูด ร่างของไท่ฮวาก็หายวับไปจากสายตา ความเร็วระดับนี้รวดเร็วจนเกิดเสียงแหวกอากาศดังหวีดหิว ฝ่ามือข้างขวาถูกอาบไล้ด้วยอัคคีโลหิต ร้อนแรงแผดเผาจนมิติรอบข้างสั่นไหว มันคือวิชา 'ฝ่ามือสุริยันผลาญวิญญาณ' เคล็ดวิชาสายมารที่เขาแอบลักลอบฝึกฝนมาเนิ่นนานเพื่อหวังใช้บดขยี้อัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้ใดก็ตามที่กล้าขวางทาง บรรดาผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ บางคนลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ ทว่าไม่มีผู้ใดคิดจะยื่นมือเข้าขัดขวาง ทุกคนต่างจ้องมองไปที่ไป๋เฉินด้วยแววตาสมเพชเวทนา ร่างของเด็กหนุ่มขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นต้น จะเอาสิ่งใดไปต้านทานการจู่โจมด้วยความโกรธเกรี้ยวเต็มกำลังของยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณได้? ความตาย... คือปลายทางเดียวที่รออยู่ ทว่า ท่ามกลางพายุอัคคีที่โหมกระหน่ำเข้ามาหมายจะแผดเผาให้เป็นจุล ไป๋เฉินกลับยังคงยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินสลัก เขามิต้องการแม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝัก ดวงตาคู่คมกริบดุจดั่งประกายน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์มองตรงไปยังฝ่ามือที่พุ่งเข้ามาอย่างเยือกเย็น เสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่อุณหภูมิภายในโถงรับรองลดฮวบลงอย่างฉับพลัน! ความหนาวเหน็บระดับที่สามารถแช่แข็งวิญญาณได้แผ่ซ่านออกมาจากร่างของไป๋เฉิน มันไม่ใช่จิตสังหารธรรมดา หากแต่เป็น 'เจตจำนงแห่งกระบี่' ที่บริสุทธิ์และสูงส่งจนฟ้าดินยังต้องก้มหัวให้ "รวดเร็วเกินไป... แต่ช้าเกินกว่าจะแตะต้องเส้นผมของข้า" เสียงกระซิบแผ่วเบาดั่งเสียงถอนหายใจของเทพเซียนดังขึ้นในโสตประสาทของทุกคน *ฉับพลัน!* ไม่มีผู้ใดมองเห็นว่าไป๋เฉินเคลื่อนไหวเช่นไร รู้ตัวอีกที ฝักกระบี่ไม้เก่าๆ ในมือของเขาก็ถูกยกขึ้นมาปัดปั้นอย่างนุ่มนวล ราวกับบัณฑิตกำลังเขียนพู่กันบนกระดาษสา *เปรี้ยง! ตูม!* พลังอัคคีโลหิตที่โหมกระหน่ำมาราวกับคลื่นยักษ์สลายกลายเป็นละอองน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตาเดียว! แรงกระแทกย้อนกลับสะท้อนเข้าสู่ร่างของผู้อาวุโสไท่ฮวาอย่างรุนแรง จนเขากระอักโลหิตคำโตออกมากลางอากาศ ร่างชราภาพปลิวละลิ่วถอยหลังไปไกลกว่าร้อยวา ก่อนจะกระแทกเข้ากับเสาหินศิลาอัคคีจนมันแตกร้าวเป็นทางยาว *อั๊ก!* ไท่ฮวาร่วงหล่นลงมากองกับพื้น ใบหน้าที่เคยแดงก่ำด้วยความโกรธบัดนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษ ไนโตรเจนในร่างกายของเขาแทบจะแข็งตัว ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อก้มลงมองหน้าอกของตนเอง ปรากฏรอยร้าวของลมปราณที่แตกสลายจากการถูกพลังกระบี่กดทับเพียงชั่วพริบตา ความเงียบสงัดราวกับป่าช้าเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงรับรองในทันที บรรดาผู้อาวุโสและศิษย์นับร้อยชีวิตต่างอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างแทบถล่นออกมาจากเบ้า พวกเขาไม่อาจเชื่อในสิ่งที่สายตาตนเองกำลังมองเห็น ผู้อาวุโสไท่ฮวา... ผู้ทรงอำนาจอันดับต้นๆ ของสำนัก กลับพ่ายแพ้ให้กับศิษย์สายในขั้นหลอมรวมลมปราณด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว! นี่มันเรื่องเหลวไหลอันใดกัน! "นี่... นี่มันวิชาอันใดกัน..." ผู้อาวุโสไท่ฮวากัดฟันกรอด เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก เขายันกายลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก ชี้หน้าเด็กหนุ่มด้วยมือที่สั่นเทา "เจ้า... เจ้าใช้มารยาอันใดลอบทำร้ายข้า!" ไป๋เฉินปรายตามองอีกฝ่ายด้วยหางตา ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง เขาค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังก้องกังวานราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย "ลอบทำร้ายงั้นหรือ?" ไป๋เฉินแค่นเสียงเย็นชา รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาทำให้ผู้อาวุโสรอบข้างถึงกับหายใจติดขัด "ข้าเพียงแต่ใช้กระบวนท่าที่พื้นฐานที่สุดของสำนักเรา เพื่อตบหน้าตาแก่ที่เอาแต่กินบุญเก่าเช่นเจ้า ให้ตื่นขึ้นมาจากความโง่เขลาเสียบ้าง... ผู้อาวุโสไท่ฮวา ตาของท่านไม่ได้บอดสนิทหรอก แต่ใจของท่านต่างหากที่เน่าเฟะจนมองไม่เห็นแม้แต่ความจริงที่อยู่ตรงหน้า" "เจ้าเด็กสารเลว! ข้าจะฆ่าเจ้า!" ไท่ฮวาบันดาลโทสะจนขาดสติ เขาสะบัดมือเรียกกระบี่ประจำกายระดับนภาออกมา หวังจะพุ่งเข้าแลกชีวิตกับเด็กหนุ่มตรงหน้า ทว่า... *ฉับพลัน!* อุณหภูมิรอบบริเวณลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็ง อากาศในโถงรับรองกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีครามระยิบระยับ แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งกดทับลงมาจากเบื้องบน ราวกับภูเขาค้ำฟ้าพังทลายลงมาทับร่างของทุกคน เงาร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดากลางหิมะ ปรากฏขึ้นยืนสง่างามอยู่เบื้องหน้าของไป๋เฉินตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ นางมู่หรงเสวี่ย... เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์! ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ที่ติเยือกเย็นราวน้ำแข็งพันปี ดวงตาคู่สวยดุจหงส์กวาดตามองผู้อาวุโสไท่ฮวาที่กำลังคลุ้มคลั่งด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่เฉียบคมยิ่งกว่ากระบี่วิเศษ "ไท่ฮวา... เจ้ากล้าลงมือกับคนของข้าต่อหน้าต่อตาข้าเชียวหรือ?" น้ำเสียงหวานใสทว่าเย็นยะเยือกดุจสายลมหนาวพัดผ่านขั้วหัวใจ ทำให้ผู้อาวุโสไท่ฮวาถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง คลื่นลมปราณที่เขารวบรวมไว้สลายหายไปในพริบตา เขาทรรุดเข่าลงกับพื้นทันทีด้วยความสิ้นหวัง มู่หรงเสวี่ยมิได้สนใจไท่ฮวาอีก นางหันกลับมามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลัง สายตาที่เคยเย็นชากลับทอประกายความอ่อนโยนขึ้นมาวบเบาอย่างไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นมาก่อน นางเอื้อมมือเรียวขาวราวหยกมาจัดปกเสื้อให้ไป๋เฉินอย่างเบามือ ราวกับภรรยาผู้ภักดีกำลังดูแลสามีผู้เพิ่งกลับจากการศึก "เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?" น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอย่างน่าประหลาด ไป๋เฉินยิ้มมุมปาก ยื่นมือไปกุมมือเรียวนั้นไว้เบาๆ ท่ามกลางสายตานับร้อยที่แทบถล่นออกจากเบ้าของเหล่าผู้อาวุโสสำนัก "ด้วยฝีมือระดับนี้ของข้า ต่อให้ตาแก่ทั้งสำนักดาหน้าเข้ามาพร้อมกัน ก็ยังไม่คู่ควรให้ข้าต้องเสียเหงื่อแม้แต่หยดเดียว... เสียแต่ว่า มีบางคนแถวนี้กำลังคิดจะเล่นตลกชิ้นใหญ่" ไป๋เฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกล้อ ก่อนที่ดวงตาคู่คมกริบของเขาจะหันขวับไปมองยังมุมมืดของโถงรับรอง ที่ซึ่งเงาร่างของบุคคลปริศนากำลังก้าวออกมาพร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ และรอยยิ้มอันชั่วร้ายที่แฝงไว้ด้วยพิษสง "ช่างเป็นคู่รักที่น่าอิจฉายิ่งนัก... แต่น่าเสียดายที่วันนี้ จะเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่!" (ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องไปในวิถีกระบี่อันเหน็บหนาวและงดงามนี้ด้วยกันนะคะ - ชิงเสวี่ยเหมันต์)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%