โลหิตสีชาดสาดกระเซ็นดุจดอกเหมันต์ร่วงหล่นกลางฤดูใบไม้ผลิ ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วลานประลองหินทมิฬ ยอดฝีมือจากตระกูลอริทั้งเจ็ดที่เคยยืนหยัดด้วยความทะนงตน บัดนี้ล้วนกลายเป็นซากศพไร้ลมหายใจ ร่างของพวกมันถูกพลังกระบี่อันไร้เทียมทานเฉือนแยกเป็นชิ้นๆ อย่างไร้ความปรานี
ไป๋เฉินยืนหยัดอย่างมั่นคง อาภรณ์สีขาวสะอาดตาของเขาไม่มีแม้แต่รอยเปื้อนของหยาดโลหิต แต่จิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างกลับหนักอึ้งดุจขุนเขา ไหลเวียนวนด้วยลมปราณอัคคีบรรพกาลที่แผดเผาบรรยากาศรอบกายจนบิดเบี้ยว รัศมีสีแดงฉานสะท้อนกับคมกระบี่ในมือจนเกิดเสียงหวีดหวิวเสียดแทงแก้วหูของผู้คน
"เจ้า... ปีศาจ... นี่มันวิชาอันใดกัน!" ผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลอริผู้รอดชีวิตเป็นคนสุดท้าย กระอักโลหิตคำโตออกมา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่คมกริบดุจคมกระบี่ของไป๋เฉิน
ไป๋เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองยุงร้ายเช่นมัน มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดิน น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังก้องไปทั่วสารทิศ "วิชากระบี่ของข้า คือวิถีที่แม้แต่สวรรค์ยังต้องก้มหัวคารวะ ไฉนเลยจะต้องไต่ถามถึงที่มากับมดปลวกเช่นพวกเจ้า"
ฉับพลันนั้น มู่หรงเสวี่ย ที่ยืนสง่างามอยู่บนยอดเสาศิลาเบื้องบน นางพญาเซียนผู้เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี แววตาที่เคยราบเรียบกลับไหววับด้วยความรู้สึกซับซ้อน นางมองแผ่นหลังที่องอาจและโดดเดี่ยวของชายหนุ่ม หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานจากการบำเพ็ญเพียรกลับเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ นางเข้าใจเขา... เข้าใจความโดดเดี่ยวและความทะนงตนที่ค้ำจุนเขาไว้ท่ามกลางโลกยุทธภพอันเน่าเฟะนี้ และในวินาทีนั้นเอง นางก็ตัดสินใจแล้วว่า ไม่ว่าวิถีเซียนเบื้องหน้าจะยากลำบากเพียงใด นางก็จะขอเคียงข้างใช้กระบี่เล่มนี้ปกป้องเขาไปชั่วชีวิต
ไป๋เฉินก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแหลกละเอียดเป็นผุยผงด้วยแรงกดดันมหาศาล อัคคีจิตวิญญาณเซียนในตันtian (ตันเถียน) ของเขาหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ทะลวงผ่านจุดชีพจรที่อุดตันจนเกิดเสียงคำรามคล้ายสายฟ้าฟาดในอากาศ ขอบเขตพลังของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดจากขั้นหลอมรวมลมปราณสู่ขั้นแก่น10ที่แท้จริง!
"คิดจะหนีหรือ? สายไปเสียแล้ว" ไป๋เฉินสะบัดข้อมือเบาๆ คมกระบี่กรีดผ่านความว่างเปล่า เกิดเป็นคลื่นกระบี่เพลิงอัคคีที่แผดเผาท้องนภาราวกับดวงอาทิตย์ตกลงสู่พื้นดิน กลืนกินร่างของผู้อาวุโสตระกูลอริหาย WAP เข้าไปในเปลวเพลิงอย่างไร้ร่องรอย เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นเพียงชั่วลมหายใจก่อนจะเงียบหายไปในความว่างเปล่า ชัยชนะอันเด็ดขาดนี้สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของทุกผู้คนที่แอบลอบสังเกตการณ์อยู่เบื้องล่าง
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังระอุด้วยไอเพลิงและกลิ่นอายแห่งชัยชนะนั้น ท้องนภากลับเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วราวกับมีอสูรกายยักษ์กำลังคำราม สายฟ้าสีทองคำม่วงผ่าแหกความมืดลงมาตรงจุดที่ไป๋เฉินยืนอยู่พอดิบพอดี แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจนผู้คนในรัศมีร้อยลี้แทบกระอักเลือด
มู่หรงเสวี่ยพลันเปลี่ยนสีหน้า นางพุ่งทะยานลงมาจากยอดเสาศิลาด้วยความเร็วสูงสุด หมายจะเข้าไปช่วยรับทัณฑ์สวรรค์แทนชายหนุ่ม แต่ไป๋เฉินกลับยกมือขึ้นห้ามนางไว้ ดวงตาคมกริบทอประกายท้าทายมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันมืดมิด
ก่อนที่เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง จะค่อยๆ ก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติกลางอากาศ พร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นเยียบที่ทำให้วิญญาณของผู้คนแทบหลุดออกจากร่าง "ฮ่าๆๆ... สมแล้วที่เป็นผู้สืบทอดวิชาบรรพกาล แต่เกรงว่าเจ้าคงไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสชาติของชัยชนะนี้ยาวนานนักหรอก... ไป๋เฉิน"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคมกระบี่และเปลวเพลิงนี้ไปด้วยกันนะคะ
สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 10
อัคคีแผดเผาปฐพี
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!