สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 11

มุ่งสู่สำนักใหญ่

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
รอยแยกมิติสีนิลกาฬฉีกกระชากออกราวกับปากอสูร บรรยากาศรอบกายพลันดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งถึงขั้วกระดูก เสียงหัวเราะเย็นเยียบของเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งยังคงสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท ราวกับเศษหนามแหลมคมที่กรีดแทงลงบนจิตวิญญาณ ไป๋เฉินไม่แม้แต่จะขยับตัวถอยหลัง ดวงตาดอกท้อคู่นั้นหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นด้ายคมกริบ รัศมีกระบี่บรรพกาลรอบกายเขามิได้ตื่นตระหนก ทว่ากลับหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นอัคคีสีครามที่แผดเผาความกดดันจากมิติเบื้องบนจนสลายกลายเป็นควันจางๆ "คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็อย่าหวังว่าจะง่ายดายปานนั้น" น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าเปี่ยมด้วยแรงกดดันระดับราชันย์ดังขึ้นจากปากของจอมยุทธ์หนุ่มผู้ทะนงตน ปลายกระบี่ในมือสั่นระริกเบาๆ คล้ายกำลังส่งเสียงคำรามด้วยความกระหายเลือด มู่หรงเสวี่ยที่ยืนอยู่เคียงข้างปรายตามองเงาร่างลึกลับนั้นด้วยแววตานิ่งสนิท นางพญาเซียนแห่งสำนักกระบี่เหมันต์มิได้เอ่ยวาจาใด ทว่าไอกระบี่เย็นเยียบแปดทิศรอบกายกลับแผ่ขยายออกโดยอัตโนมัติ ล็อกตรึงพื้นที่รัศมีร้อยลี้มิให้มิติบริเวณนั้นบิดเบือนหลบหนีได้แม้แต่น้อย เงาร่างในชุดดำชะงักไปเล็กน้อย เสียงหัวเราะขาดห้วງลงทันที แววตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้าปรากฏร่องรอยความตื่นตระหนกขึ้นอย่างปิดไม่มิด "น...นางปีศาจน้ำแข็ง... สำนักกระบี่เหมันต์ เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่กับมัน!" เสียงนั้นหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่คาดคิดว่ามู่หรงเสวี่ยผู้เย่อหยิ่งและไม่เคยชายตางดงามให้บุรุษใด จะยอมก้าวลงมาจากบัลลังก์เซียนเพื่อปกป้องเด็กหนุ่มสำนักนอกเช่นไป๋เฉิน "คนที่เจ้าสมควรเอ่ยวาจารjลบหลู่... มิใช่ตัวข้า" มู่หรงเสวี่ยเอמהด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในฤดูหนาว ทว่าทุกคำพูดกลับหนักแน่นราวดั่งภูเขาไท่ซานกดทับ "หากแต่อยู่ที่ปลายกระบี่ของเขาต่างหาก" สิ้นเสียงของนาง ไป๋เฉินไม่รอช้า ร่างสูงโปร่งพุ่งทะยานออกไปราวกับสายฟ้าสีชาด เคล็ดวิชากระบี่เก้าสวรรค์ถูกขับเคลื่อนจนถึงขีดสุด อากาศเบื้องหน้าถูกคมกระบี่ตัดขาดเป็นทางยาว ปรากฏรอยแยกสุญญากาศตามเส้นทางที่พุ่งผ่าน เงาร่างชุดดำพยายามจะหลบหนีเข้าสู่รอยแยกมิติอีกครั้ง ทว่าช้าเกินไป! *ฉับ!* โลหิตสีดำสนิทสาดกระเซ็นราวกับดอกไม้ทมิฬเบ่งบานกลางอากาศ แขนเสื้อข้างหนึ่งของเงาลึกลับขาดวิ่น พร้อมกับห่อผ้าแพรไหมสีทองที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ไป๋เฉินคว้าห่อผ้านั้นไว้ด้วยมือซ้าย ขณะที่มือขภายังคงชี้ปลายกระบี่จ่อตรงไปที่ลำคอของอีกฝ่ายที่ทรุดฮวบลงคุกเข่า บรรยากาศโดยรอบกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและความกดดันจากพลังปราณที่ยังคงค้างเติ่งอยู่ในอากาศ ไป๋เฉินก้มลงมองสิ่งของที่อยู่ในห่อผ้าแพรไหมสีทอง มันคือ "เทียบเชิญ" ทำจากหยกแท้สลักลวดลายเก้าอัคคีและมังกรทะยานฟ้า ด้านบนปรากฏตัวอักษรสีชาดสามตัวที่ทรงพลังอำนาจจนแทบจะทะลุผ่านหยกออกมา—*สำนักกระบี่สวรรค์* "เทียบเชิญจากสำนักใหญ่..." ไป๋เฉินพึมพำกับตนเอง มุมปากหยักลึกยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน "ดูท่าการชุมนุมเซียนครั้งนี้ คงจะมีเรื่องสนุกให้ข้าได้สะสางบัญชีเก่าเสียแล้วกระมัง" มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของนางโชยปะทะนาสิกของชายหนุ่ม ปลายนิ้วเรียวขาวดุจหยกแตะลงบนแผ่นป้ายหยกในมือเขาเบาๆ แววตาคู่คมของนางฉายแววเป็นกังวลเล็กน้อย แม้จะถูกปกปิดไว้ภายใต้ความเย็นชา "สำนักกระบี่สวรรค์ไม่ใช่สถานที่ที่เจ้าจะเข้าไปได้ตามอำเภอใจ ผู้อาวุโสหลายคนในนั้นต่างจับตามองวิชาบรรพกาลที่อยู่ในตัวเจ้า การไปครั้งนี้... เปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่ปากถ้ำพยัคฆ์" ไป๋เฉินหันกลับมาสบตากอบกู้ความมั่นใจกับนาง แววตาดอกท้อคู่นั้นทอประกายความเด็ดเดี่ยวและทะนงองอาจนางพญาเซียนถึงกับใจกระตุก "ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันตร์ หรือเทพเซียนผู้สูงส่งขัดขวางข้า... หากกระบี่ในมือของข้ายังคงคมกริบพอ ข้าก็จะผ่ามันออกเป็นสองซีกให้ดู!" น้ำเสียงนั้นมิใช่คำคุยโวโอ้อวด หากแต่เป็นสัจธรรมที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากจิตวิญญาณแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้า หัวใจที่เคยเยือกแข็งและปิดตายมานับร้อยปีกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง นางพญาเซียนผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด ยามนี้กลับยอมจำนนต่อความทะนงตนและความเด็ดเดี่ยวของเขาอย่างสิ้นเชิง นางรู้ดีว่าไม่สามารถรั้งเขาไว้ได้ มีเพียงการยืนหยัดเคียงข้างและพร้อมจะแปรเปลี่ยนเป็นโล่และดาบให้เขาเท่านั้น จึงจะเป็นหนทางเดียว สามวันต่อมา ณ ประตูเขตแดนรอยต่อระหว่างยุทธภพชั้นนอกและสำนักใหญ่ กลุ่มเมฆหมอกหนาทึบปกคลุมยอดเขาเทียนซานอันสูงตระหง่าน เสาหินยักษ์สתลักรูปกระบี่โบราณตั้งตระหง่านค้ำฟ้า เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นใหญ่ของ "สำนักกระบี่สวรรค์" สำนักอันดับหนึ่งแห่งดินแดนรกร้างตะวันออก ลูกศิษย์นับพันในชุดคลุมสีขาวปักลวดลายกระบี่เหินยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบตามขั้นบันไดหยกนับหมื่นขั้น สายตาทุกคู่ต่างมองตรงมายังร่างสองร่างที่กำลังก้าวเดินขึ้นมาทีละก้าวอย่างมั่นคง ไป๋เฉินก้าวเดินนำหน้า รัศมีกระบี่รอบกายถูกเก็บงำไว้อย่างแนบเนียน ทว่าก้าวเดินแต่ละครั้งกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับเหล่าศิษย์สำนักใหญ่ที่ยืนต้อนรับจนใบซีดเผือด ด้านหลังของเขาคือมู่หรงเสวี่ย นางก้าวตามมาติดๆ ด้วยท่าทีสง่างามเยือกเย็น ไอเย็นเยียบแผ่ซ่านจนเกล็ดน้ำค้างโปรยปรายลงมากลางฤดูร้อน สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้อาวุโสฝ่ายต้อนรับที่ยืนอยู่บนลานพิธี "หยุดอยู่ตรงนั้น!" เสียงตะโกนก้องดังขึ้นจากบุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมสีทองอร่าม นามว่า "เฟิงเทียน" ผู้อาวุโสฝ่ายวินัยแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ เขาก้าวออกมาขวางทางพร้อมกับปล่อยพลังปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบกดทับลงมาทันที "ไป๋เฉิน! เจ้าเป็นเพียงศิษย์สวะจากสำนักเล็ก ไฉนจึงอาจหาญถือเทียบเชิญของสำนักเราขึ้นมาเหยียบย่างถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้! อีกทั้งยังบังอาจพานางมารจากสำนักกระบี่เหมันต์เข้ามาสร้างความวุ่นวาย เจ้าคิดว่าสำนักกระบี่สวรรค์ไม่มีกฎเกณฑ์อันใดเลยหรือ!" เสียงฮือฮาดังขึ้นจากเหล่าศิษย์โดยรอบ สายตานับพันคู่จ้องมองมาที่ไป๋เฉินด้วยความดูแคลนและรอคอยการลงทัณฑ์ ไป๋เฉินหยุดฝีเท้าลงช้าๆ เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้อาวุโสเฟิงเทียนด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก มิได้มีความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย มือขวาของเขายังคงวางอยู่บนด้ามกระบี่ที่เหน็บไว้ข้างเอว "กฎเกณฑ์หรือ?" ไป๋เฉินเอ่ยวาจาราวกับกำลังพูดคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ "ข้าก้าวเท้าเข้ามาตามเทียบเชิญที่พวกเจ้าส่งไปเอง หากนี่คือการต้อนรับของสำนักอันดับหนึ่ง... เกรงว่าชื่อเสียงที่ร่ำลือกันมาคงจะเป็นแค่เรื่องตลกไร้สาระกระมัง" "สามหาว!" เฟิงเทียนตวาดลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว พลังปราณระเบิดออกจนเสื้อผ้าสะบัดพริ้ว "รุกล้ำเขตแดนสำนักใหญ่ ลบหลู่ผู้อาวุโส มีโทษสถานเดียวคือ... ความตาย!" สิ้นคำพูดของผู้อาวุโสเฟิงเทียน บรรยากาศบนลานพิธีพลันดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งในพริบตา ความกดดันระดับมหาศาลแผ่กระจายออกจนหินใต้เท้าแตกร้าวเป็นรอยแยก มู่หรงเสวี่ยขยับตัวเล็กน้อย ไอเย็นสีครามในมือของนางเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างของกระบี่น้ำแข็ง ทว่าไป๋เฉินกลับยกมือขึ้นห้ามนางไว้เบาๆ ชายหนุ่มก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ดวงตาดอกท้อคู่นั้นทอประกายคมกริบดุจประกายไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง นิ้วเรียวยาวของไป๋เฉินกระชับเข้าที่ด้ามกระบี่แน่น เสียงเหล็กกระทบฝักดัง *กริ๊ก* แผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องกังวานเสียดแทงเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณของทุกคนบนยอดเขา... คมกระบี่โบราณถูกชักออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว แสงสีชาดเจิดจ้าบาดตาพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า แหวกกลุ่มเมฆหนาทึบจนเปิดออกเป็นช่องว่าง เผยให้เห็นนภากว้างที่สั่นสะเทือนคำรามรับวิถีกระบี่อันไร้เทียมทาน! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้อัศวินกระบี่และนางพญาเซียนฝืนลิขิตฟ้าไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%