"ไอ้สวะไป๋... วันนี้คือวันตายของเจ้า!"
เสียงคำรามแหบพร่าดุจเสียงกรีดร้องของภูตผีดังสนั่นหวั่นไหวทะลวงผนังไม้ผุพังของโรงเตี๊หกร้างกลางป่าทึบ เศษฝุ่นและหยาดน้ำค้างยามค่ำคืนร่วงหล่นลงมาตามแรงสั่นสะเทือนของจิตสังหารที่แผ่พุ่งออกมาจากเงามืดนับสิบสาย
ไอสังหารสีดำสนิทม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นพวยพุ่งเข้าปิดล้อมพื้นที่รัศมีร้อยลี้ ท้องนภาราตรีที่เคยกระจ่างพลันถูกย้อมด้วยความมืดมิดของค่ายกลมารโลหิต กลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นเน่าเฟะของซากศพโชยคละคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณ บ่งบอกชัดเจนว่านี่คือ "ค่ายกลโลหิตหมื่นวิญญาณ" ของพรรคมารที่ตั้งใจใช้ปลิดชีพเป้าหมายโดยเฉพาะ
ทว่า... ใจกลางวงล้อมอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ไป๋เฉินกลับนั่งนิ่งอยู่บนม้าไม้เก่าๆ
เขาสวมชุดคลุมสีดำสนิทที่ปลายชายผ้าเปรอะเปื้อนฝุ่นผงจากการเดินทาง บนตักวางกระบี่โบราณที่ห่อหุ้มด้วยผ้าเก่าๆ เล่มหนึ่ง ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับถูกแกะสลักจากหยกขาวปรากฏรอยยิ้มเยาะหยันบางเบา แววตาดำขลับลึกซึ้งดุจห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
"อัครมหาเสนาบดีจ้าวคงทุ่มทุนสร้างไม่น้อย ถึงกับยอมควักคัมภีร์โลหิตสวรรค์มาใช้เพื่อดักสังหารข้าคนเดียว"
น้ำเสียงของไป๋เฉินราบเรียบและเย็นเยียบ ราวกับกำลังพูดคุยถึงดินฟ้าอากาศในยามเช้า มิใช่การเผชิญหน้ากับยอดฝีมือพรรคมารนับสิบที่ก้าวออกมาจากเงามืด
เงาร่างในชุดคลุมสีเลือดนับสิบปรากฏกายขึ้นพร้อมกัน ประกายแสงจากอาวุธวิเศษสะท้อนกับแสงจันทร์สาดส่องลงมาเป็นประกายระยิบระยับ ผู้นำกลุ่มคือชายชราหน้าตาอัปลักษณ์ นัยน์ตาข้างหนึ่งบอดสนิท มีรอยแผลเป็นลากยาวจากหน้าผากถึงคาง มันคือ "เฒ่าโลหิตทมิฬ" 1 ใน 12 ผู้พิทักษ์แห่งสำนักมารโลหิต
"เด็กน้อย เจ้าช่างปากกล้าเสียจริง!" เฒ่าโลหิตทมิฬแสยะยิ้มจนเห็นฟันสีเหลืองน่าขยะแขยง พลังปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมา กดทับจนพื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าของไป๋เฉินแตกละเอียดเป็นผุยผง "วันนี้ต่อให้เจ้ามีปีกบินได้ ก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของข้า ส่งคัมภีร์บรรพกาลมาเสียดีๆ แล้วข้าจะเมตตาตัดหัวเจ้าให้เจ็บน้อยที่สุด!"
ไป๋เฉินค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ ราวกับไม่เห็นพวกมันอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ในห้วงจิตวิญญาณของเขา พลังปราณสายอัคคีบรรพกาลกำลังไหลเวียนพลุ่งพล่านราวกับลาวาใต้พิภพ เคล็ดวิชา "กระบี่อัคคีล้างโลก" ที่เขาเพิ่งทะลวงผ่านขอบเขตเมื่อยามสนธยา กำลังร้องเรียกหาเลือดเนื้อและประกายไฟ
*ครืนนน—!*
จู่ๆ อุณหภูมิโดยรอบก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมหนาวเยือกแข็งพัดกรรโชกผ่านหน้าต่างที่ผุพังเข้ามา ราวกับฤดูเหมันต์ได้มาเยือนอย่างกะทันหัน เกล็ดน้ำค้างสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาจากหลังคารั่ว ท่ามกลางจิตสังหารสีดำของพรรคมาร กลับมีกลิ่นอายความเย็นยะเยือกบริสุทธิ์สายหนึ่งแทรกซึมเข้ามาจนทุกคนต้องชะงัก
"ใครวะ?" เฒ่าโลหิตทมิฬตวาดลั่น หันขวับไปมองยังหลังคาโรงเตี๊หกร้าง
ปัง!
หลังคาไม้เก่าแก่พังทลายลงมาเป็นเสี่ยงๆ กลีบดอกเหมันต์นับพันลอยล่องว่อนราวกับหิมะโปรยปราย ท่ามกลางแสงจันทร์สีนวล ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดาก้าวลงมาอย่างแช่มช้อย เส้นผมสีดำสนิทสยายยาวถึงสะโพก ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ที่ติ ทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี นัยน์ตาคู่นั้นกวาดมองเหล่ามารร้ายด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ดุจมองมดปลวก
"มู่... มู่หรงเสวี่ย!" เฒ่าโลหิตทมิฬหน้าถอดสีทันที
นามนี้คือนามที่ทำให้เหล่ามารทั่วทั้งยุทธภพต้องหวาดผวา เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ ผู้ครองอันดับต้นๆ ในทำเนียบเซียนผู้ไร้เทียมทาน เหตุใดนางจึงมาปรากฏตัว ณ สถานที่ทุรกันดารเช่นนี้ได้?
แต่มู่หรงเสวี่ยมิได้ชายตามองเฒ่าโลหิตทมิฬเลยแม้แต่น้อย สายตานิ่งงันและเย็นชาคู่นั้นทอดมองไปยังชายหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ นางขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจระคนห่วงใย ก่อนจะเอמהต์ด้วยน้ำเสียงไพเราะแต่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ
"เจ้าคนโง่... ออกมาเที่ยวเล่นจนลืมทางกลับสำนักแล้วหรือไร ถึงปล่อยให้สุนัขพวกนี้มารุมเห่ารบกวนความสงบของเจ้า"
ไป๋เฉินลืมตาขึ้น มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทัน "ข้าเพียงแวะมาดื่มสุราแก้หนาว เสียดายที่สุราในโรงเตี๊หกนี้รสชาติแย่เกินไป... มิสู้สุราเหมันต์ที่เจ้าซ่อนไว้ในห้องนอนของตนเองเสียอีก"
ใบหน้างดงามของมู่หรงเสวี่ยขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ อย่างรวดเร็ว แต่แววตากลับยิ่งทอประกายความดุร้าย นางตวัดนิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศเบาๆ กระบี่วิเศษสีฟ้าครามใสราวกับน้ำแข็งก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ กลิ่นอายกระบี่เหมันต์แผ่พุ่งทะลวงฟ้าดินจนค่ายกลมารโลหิตสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
"ตายเสียเถอะ พวกสวะไร้ค่ากล้าดียังไงมาหาเรื่องคนของข้า"
สิ้นเสียงหวานหยาดเยิ้มแต่มัจจุราชยังต้องก้มหัว มู่หรงเสวี่ยก็สะบัดข้อมือออกไปอย่างไร้ความปรานี!
แสงกระบี่สีขาวบริสุทธิ์พาดผ่านความมืดมิดราวกับสายฟ้าฟาดในฤดูหนาว พลังปราณกระบี่เหมันต์แผ่ขยายออกไปนับร้อยวา เปลี่ยนโรงเตี๊หกร้างแห่งนี้ให้กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งภายในพริบตาเดียว!
ยอดฝีมือพรรคมารนับสิบยังไม่ทันได้เปล่งเสียงร้องสักแอะ ร่างของพวกมันก็แข็งค้างกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง และแตกสลายกลายเป็นละอองหิมะสีแดงฉานปลิวไปตามสายลม
เฒ่าโลหิตทมิฬเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เลือดในกายแทบจะแข็งตัวเป็นก้อน มันรู้ดีว่าต่อให้ตนมีสิบชีวิตก็ไม่อาจต่อกรกับนางพญาเซียนผู้นี้ได้ มันตัดสินใจเด็ดขาด หันหลังเตรียมจะใช้เคล็ดวิชาหลบหนีวิญญาณ
"ข้าบอกให้เจ้าไปหรือยัง?"
เสียงทุ้มนุ่มลึกดังขึ้นข้างหูของเฒ่าโลหิตทมิฬราวกับเสียงกระซิบจากยมบาล
ไป๋เฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ กระบี่ในห่อผ้าถูกสะบัดออก เผยให้เห็นคมกระบี่สีดำสนิทที่มีประกายอัคคีสีทองไหลเวียนอยู่บนคมดาบ ราวกับดวงอาทิตย์ยามอัสดงที่ซ่อนเร้นความพินาศไว้ภายใน
เขายกกระบี่ขึ้นชี้ฟ้า... ในวินาทีนั้น ร่างของไป๋เฉินก็หายวับไปจากจุดเดิม ปรากฏตัวอีกครั้งเบื้องหลังเฒ่าโลหิตทมิฬโดยไม่มีใครมองทัน
*ฉับ!*
หยาดโลหิตสีดำพุ่งทะลักออกจากลำคอของเฒ่าโลหิตทมิฬ ศีรษะของมันหลุดร่วงลงสู่พื้น ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตายที่ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ไป๋เฉินเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างสง่างาม ท่ามกลางซากปรักหักพังและเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาปกปิดคราบเลือด
เขาก้าวเข้าไปหามู่หรงเสวี่ยที่ยืนสง่างามดุจราชินีน้ำแข็ง นางมองเขาด้วยแววตาที่อ่อนลงวูบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือเรียวบางมาปัดฝุ่นที่ไหล่ให้เขาอย่างแผ่วเบา
"เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?" นางเอ่ยถามเสียงเบา มีความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกชา
"คนอย่างข้า... จะบาดเจ็บเพราะมดปลวกพวกนี้ได้อย่างไร" ไป๋เฉินยิ้มบาง เอื้อมมือไปกุมมือเรียวนุ่มของนางไว้แน่น "แต่ถ้าเจ้ามาช้ากว่านี้อีกก้าวเดียว ข้าอาจจะต้องใช้กระบี่เล่มนี้เผาป่าผืนนี้ทิ้งเพื่อไล่ยุงเสียหน่อย"
มู่หรงเสวี่ยถอนหายใจเบาๆ กับความทะนงตนของชายหนุ่ม นางกำลังจะเอ่ยปากต่อว่า แต่สายตากลับต้องสะดุดเข้ากับเงาดำลึกลับสายหนึ่งที่พุ่งผ่านแสงจันทร์ไปอย่างรวดเร็วทางทิศเหนือ
นั่นไม่ใช่ปราณของพรรคมาร... แต่เป็นกลิ่นอายโบราณที่คุ้นเคยอย่างประหลาด!
ไป๋เฉินหรี่ตาลง ทันทีที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความเคร่งขรึมดุดัน ดวงตาคู่นคมองตามเงาดำนั้นไปไกล ราวกับรู้ว่ามีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และอันตรายยิ่งกว่ากำลังเริ่มต้นขึ้น
—--------------------------------------------------
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ไปกับ "ชิงเสวี่ยเหมันต์" นะคะ
สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 21
โรงเตี๊หกร้างเลือดนอง
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!