มหาเศรษฐีไร้ใจกับแผนผลาญทรัพย์ให้สิ้นซาก•ตอนที่ 5

เงาแค้นในดวงตา

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
เสียงกระดาษรายงานงบการเงินที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่ในอุ้งมือเล็กๆ ของรินรดา มันดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัดภายในห้องทำงานขนาดเล็กของบริษัทจดทะเบียนที่กำลังจะกลายเป็นเพียงเศษซากในหน้าประวัติศาสตร์ หยดเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นตามไรผมของหญิงสาวผู้เคยถูกยกย่องว่าเป็นไข่มุกแห่งวงการแฟชั่นทอผ้า แต่วันนี้ ไข่มุกเม็ดนั้นกำลังถูกความหนתเหน็บของโลกธุรกิจบด The ให้แหลกคามือ สัญญาเงินกู้ฉบับสุดท้ายที่วางอยู่เบื้องหน้า เปรียบเสมือนใบประหารชีวิตที่ระบุตัวเลขดอกเบี้ยมหาศาล ซึ่งเกินกว่าที่ศักยภาพของบริษัทในยามนี้จะหามาจ่ายได้ทันเวลาสามโมงเย็นของวันนี้ "คุณรินรดาคะ... ทางธนาคารโทรมาแจ้งอีกรอบแล้วค่ะว่า ถ้าเราไม่สามารถชำระยอดค้างชำระห้าสิบล้านบาทภายในบ่ายนี้ พวกเขาจะดำเนินการยึดทรัพย์สินค้ำประกันทั้งหมด ซึ่งก็คือโรงงานหลักของเราค่ะ" เลขานุการส่วนตัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำบ่งบอกถึงความสิ้นหวังที่สะสมมาหลายคืน รินรดาไม่ตอบ เธอเพียงแต่หลับตาลงช้าๆ ซึมซับความจริงอันโหดร้ายที่บีบรัดหัวใจจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้หายใจ ตระกูลของเธอกำลังจะล่มสลาย มรดกและหยาดเหงื่อของบิดามารดาที่สร้างมาทั้งชีวิตกำลังจะถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา เพียงเพราะเกมการเงินสกปรกที่ถูกชักใยจากใครบางคนในเงามืด *ใครกัน... ใครคือคนที่จงใจบีบให้เราจนมุมถึงเพียงนี้?* ภาพใบหน้าเรียบเฉย เย็นชา และไร้หัวใจของรวิศแวบเข้ามาในห้วงความคิด ชายหนุ่มผู้กุมความมั่งคั่งอันไร้ขีดจำกัด ผู้ซึ่งยืนอยู่ฟากฝั่งตรงข้ามของสมรภูมิแค้น รวิศไม่ได้แค่ต้องการทำลายธุรกิจ แต่เขาต้องการขยี้ศักดิ์ศรีของตระกูลเธอให้จมดินทีละน้อยอย่างเลือดเย็น "ฉันจะไปพบเขา" รินรดาพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่แม้จะสั่น แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่หลงเหลืออยู่เฮือกสุดท้าย "หมายถึงใครคะคุณริน? ประธานธนาคารเหรอคะ?" "ไม่ใช่... คนที่ถือไพ่เหนือกว่าเราจริงๆ ต่างหาก" ในเวลาเดียวกัน ที่ชั้นบนสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง รวิศกำลังยืนทอดสายตามองมหานครเบื้องล่างผ่านกระจกใสบานยักษ์ แก้วคริสตัลในมือหมุนวนช้าๆ พร้อมกับของเหลวสีอำพันที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับ แววตาของเขาว่างเปล่า ไร้ซึ่งความปรานี ราวกับเทพมรณะที่กำลังมองดูมดปลวกดิ้นรนบนกระดาน "นายท่านครับ ทางคุณรินรดากำลังเดินทางมาที่นี่ครับ เธอยอมจำนนต่อเงื่อนไขของเราแล้วครับ" เสียงทุ้มต่ำของบอดี้เอguardรายงานขึ้นด้วยความเคารพ รวิศยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา มันคือรอยยิ้มของผู้ชนะที่รอคอยเวลานี้มาหลายปี ความเจ็บปวดที่ครอบครัวของเขาเคยได้รับ กำลังจะถูกชดใช้ด้วยหยาดน้ำตาและลมหายใจที่รดรินความสิ้นหวังของหญิงสาวผู้เป็นลูกสาวศัตรู "ให้เธอขึ้นมา..." รวิศเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง "ฉันอยากเห็นนักว่า คนที่เคยหยิ่งผยองในศักดิ์ศรี วันนี้ยามที่ไร้สิ้นซึ่งเงินตรา เธอกจะเหลือความน่าสมเพชแค่ไหน" ไม่นานนัก ประตูห้องทำงานหรูหราก็เปิดออก รินรดาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีที่พยายามตั้งกำแพงความแข็งแกร่งไว้ให้สูงที่สุด แม้ว่าชุดสูทสีขาวที่เธอสวมใส่จะยับยู่ยี่และสะท้อนความเหนื่อยล้าจากการวิ่งเต้นมาตลอดทั้งคืน ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองตรงไปยังชายหนุ่มที่ยืนหันหลังให้อยู่ริมกระจก "คุณพอใจหรือยังคะ รวิศ..." รินรดาเปิดฉากสนทนาด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น "การทำลายล้างทุกอย่างที่ครอบครัวฉันสร้างมา มันทำให้ความแค้นในใจคุณมันมอดลงไปได้บ้างไหม?" รวิศค่อยๆ หันกลับมา ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้เธอทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ราวกับเสือดาวที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม กลิ่นอายความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วห้องจนอากาศรอบตัวแทบจะหยุดนิ่ง "ความแค้นเหรอ รินรดา?" รวิศโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนเธอได้กลิ่นอายบุหรี่จางๆ ผสมกับความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา "เธอยังไม่รู้จักคำว่าความแค้นที่แท้จริงหرอก สิ่งที่ฉันทำมันเป็นแค่การทวงคืนสิ่งที่พวกเธอเคยพรากไป... และตอนนี้ เธอก็ไม่มีสิทธิ์มาต่อรองอะไรทั้งสิ้น นอกจากจะก้มลงกราบขอความเมตตาจากฉัน" รินรดากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อฝ่ามือ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมา แต่เธอกลับเชิดหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไร้ความกลัว แม้ภายในใจจะแตกสลายเป็นล้านชิ้น เธอก็จะไม่ยอมคุกเข่าให้ปีศาจตนนี้เด็ดขาด "ฉันไม่มีวันก้มหัวให้คุณ... ต่อให้ฉันต้องสูญเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งลมหายใจ ฉันก็จะไม่ยอมก้มหัวให้คนไร้หัวใจอย่างคุณเป็นอันขาด!" รวิศหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏบนริมฝีปากหนา "ปากดีเสียจริง... งั้นเรามาดูกกันว่า ศักดิ์ศรีที่เธอพยายามปกป้องนักหนา มันจะมีค่าสักแค่ไหน เมื่อฉันใช้เงินเพียงไม่กี่บาทซื้อทุกอย่างที่เป็นของเธอมาเป็นของเล่นแก้เบื่อ" เขายื่นมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือราคาแพงขึ้นมากดสั่งการบางอย่างด้วยท่าทางสบายๆ ขณะที่รินรดายืนมองด้วยหัวใจที่เต้นระทึกและหวาดหวั่น ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนข้อความจากธนาคารบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของรินรดาก็ดังขึ้นพร้อมกัน... ยอดเงินคงเหลือในบัญชีบริษัทถูกอายัดและถูกหักออกจนเป็นศูนย์ในพริบตาเดียว! รินรดาสะท้านเฮือก หน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อตระหนักว่า จุดจบมาถึงแล้วจริงๆ แต่ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังจะกลืนกินเธอนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของรวิศเองก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบ บอดี้เอguardของเขารับสายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามา กระซิบรายงานข้างหูผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา "นายท่านครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! หุ้นของบริษัทเราถูกโจมตีอย่างหนักจากกองทุนปริศนา และตอนนี้... ทรัพย์สินสำรองครึ่งหนึ่งของเรากำลังถูกเทขายเพื่อพยุงราคาหุ้นอย่างบ้าคลั่งครับ!" รวิศชะงัก สีหน้าที่เคยเย่อหยิ่งและเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงในเสี้ยววินาที เขากวาดสายตากลับมามองรินรดาด้วยความระแวงระวังเป็นครั้งแรก รินรดาที่เพิ่งตั้งสติได้ ผุดรอยยิ้มบางเบาขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย แต่กลับเต็มไปด้วยประกายตาคมกริบที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้ความเปราะบางมาตลอด "คุณคิดว่ามีแต่คุณคนเดียวหรอกเหรอคะ รวิศ... ที่ถือเงินอยู่ในมือ?" รินรดาเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบยิ่งกว่า แววตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังตื่นตระหนกของเขา "เกมนี้... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหากล่ะคะ" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ --- ต้นไม้ริมระเบียง ---
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาเศรษฐีไร้ใจกับแผนผลาญทรัพย์ให้สิ้นซาก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%