คมกระบี่สั้นอาบพิษสีเขียวมรกตสะท้อนแสงจันทร์สลัว กรีดผ่านม่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมสูงราวกับภูตผีโหยหวน มันพุ่งตรงเข้าสู่จุดตายบริเวณท้ายทอยของจางเฟยหลงอย่างเหี้ยมเกรียมและไร้ซุ่มเสียง ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ ยอดฝีมือทั่วไปย่อมเสียสมาธิและเลือกที่จะหลบหลีกไปตามสัญชาตญาณ ทว่าจางเฟยหลงกลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
ดวงตาคมกริบของเขาวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง กล้ามเนื้อทั่วร่างพลันเกร็งตัวขึ้นอย่างพร้อมเพรียง พลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกรอบกายดั่งพายุหมุน ท่ามกลางความมืดมิด เขามิได้หันกลับไปมอง ทว่ากลับเอี้ยวตัวหลบวิถีกระบี่มรณะด้วยองศาที่เฉียดฉิวราดรดปาฏิหาริย์ เส้นผมสีดำสนิทหลายเส้นขาดร่วงลงสู่พื้น พร้อมๆ กับที่นิ้วมือเรียวยาวของเขาดีดออกไปยังกระบี่เหล็กกล้าที่เหน็บอยู่ข้างเอว
*กริ๊ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานบาดแก้วหู แรงสะท้อนจากการปะทะทำให้เงาร่างปริศนาที่พุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นดินต้องถอยหลังกลับไปสามก้าวอย่างไม่คาดคิด ฝุ่นผงและเศษไม้กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ศาลาร้างสั่นสะเทือนราวกับจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ
จางเฟยหลงยืนหยัดอย่างมั่นคง ปลายกระบี่ในมือยังคงอยู่ในฝัก ทว่าไอสังหารรอบตัวกลับเข้มข้นจนทำให้บรรยากาศภายในศาลาร้างลดฮวบลงจนหนתเหน็บ เขาปรายตามองผู้ลอบสังหารซึ่งเป็นชายชุดดำสวมหน้ากากอนลักษณ์อสูร ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ
"วิชาเงาดาราโลหิต... เป็นคนของสำนักพรรคโลหิตโลกันตร์สินะ เจ้าพวกสุนัขรับใช้ที่ยังไม่เข็ดหลาบ"
ชายชุดดำหัวเราะเยาะในลำคอ เสียงนั้นแหบแห้งและน่าขนลุก "จางเฟยหลง เจ้าช่างหูตาไวสมคำร่ำลือ แต่ต่อให้เจ้าเก่งกาจเพียงใด วันนี้ศาลาร้างแห่งนี้ก็คือสุสานฝังศพของเจ้า!"
สิ้นคำประกาศิต ชายชุดดำก็สะบัดมือซ้าย ปล่อยซัดดาบปลายแหลมสิบสองเล่มพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ทุกจุดสำคัญของจางเฟยหลงราวกับห่าฝน พร้อมกับพุ่งทะยานเข้ามาประชิดตัวด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ หมายจะปลิดชีพเหยื่อในกระบวนท่าเดียว
ทว่า ในวินาทีที่ความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ นั่นเอง...
*ฟรึบ!*
สายลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งพลันพัดผ่านเข้ามาในศาลาร้างอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย กลิ่นอายอันบริสุทธิ์ทว่าเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งพันปีแผ่ซ่านกดทับบรรยากาศทั้งหมดลงจนแทบหยุดหายใจ ชั่วพริบตาเดียว เงาร่างในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจางเฟยหลงอย่างไร้ซุ่มเสียง
นางยกมือเรียวขึ้นวาดออกไปเบื้องหน้าเพียงแผ่วเบา... คลื่นพลังปราณสีฟ้าครามสายหนึ่งพวยพุ่งออกไปดั่งคลื่นยักษ์ ซัดสาดซัดดาบทั้งสิบสองเล่มจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ขยายออกไปจนชายชุดดำถึงกับกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต ร่างของมันลอยกระเด็นทะลุผนังศาลาร้างออกไปกระแทกกับพื้นดินด้านนอกอย่างรุนแรง แน่นิ่งไปทันทีโดยไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้อง
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมศาลาร้างอีกครั้ง ทว่าหัวใจของจางเฟยหลงกลับเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิใช่เพราะความหวาดกลัวต่อศัตรู แต่เป็นเพราะการปรากฏตัวของสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาในยามนี้
ซูเยว่ฉี...
นางหันกลับมามองเขาช้าๆ ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งรอยยิ้มใดๆ ดวงตากลมโตคู่คมคายราวกับกระจกแก้วสะท้อนภาพของเขาเข้าไปไว้ภายใน รัศมีแห่งความเย็นชาและสง่างามแผ่ออกจากร่างนางราวกับเซียนสาวผู้สูงส่งที่ตัดขาดจากทางโลก ทว่าในแววตานั้นกลับซ่อนความลึกล้ำที่แม้แต่จางเฟยหลงก็ยากจะอ่านออก
"ใครอนุญาตให้เจ้าตายที่นี่กัน จางเฟยหลง" ซูเยว่ฉีเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบทว่ากังวานใสราวกับเสียงกระดิ่งหยก "หนี้ชีวิตที่เจ้าติดค้างข้า... เจ้ายังไม่ได้ชำระให้หมดสิ้น อย่าได้คิดบังอาจมาตายด้วยน้ำมือของมดปลวกไร้ค่าเหล่านี้"
จางเฟยหลงเก็บกระบี่เข้าที่เดิม รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่มอย่างยากจะเห็น "ที่แท้ก็เป็นคุณหนูซู ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้าอีกครั้งแล้วกระมั้ง? แต่การกระทำเมื่อครู่ ดูเหมือนเจ้าจะแย่งงานของข้าไปเสียหมดนะ"
ซูเยว่ฉีแค่น 3 จมูกเบาๆ นางปรายตามองศพด้านนอกด้วยความรังเกียจ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้จางเฟยหลงทีละน้อย จนกลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของนางลอยเข้ามาแตะจมูก "อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย จางเฟยหลง ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้เป้าหมายในการตามล่าของข้าต้องมาจบชีวิตลงอย่างอนาถในที่โสโครกเช่นนี้เท่านั้น"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่เจือด้วยความผูกพันอันซับซ้อน ทว่าก่อนที่ใครจะได้เอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม ดวงตาคู่สวยของซูเยว่ฉีก็พลันหรี่แคบลง นางสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติจากทิศทางป่าทึบเบื้องหลังศาลาร้าง
พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ อีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มิใช่แรงสั่นจากคนผู้เดียว หากแต่เป็นเสียงฝีเท้าและเสียงคำรามต่ำๆ ของกองกำลังขนาดใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาโอบล้อมศาลาร้างแห่งนี้ไว้ทุกด้าน!
ยิ่งไปกว่านั้น บนท้องฟ้ายามราตรีที่เคยปลอดโปร่ง กลับปรากฏกลุ่มเมฆสีดำทะมุนหมุนวนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงอสนีบาตคำรามลั่นสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธ และที่น่าตกใจที่สุดคือ... ใจกลางกลุ่มเมฆสีดำนั้น ปรากฏอักขระโบราณสีเลือดลอยเด่นชัดขึ้นทีละตัว ส่องแสงสว่างวาบสะท้อนลงมายังร่างของซูเยว่ฉีและจางเฟยหลงโดยตรง!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ มารฟ้าผู้ไร้ลักษณ์•ตอนที่ 2
นางเซียนผู้ไร้รอยยิ้ม
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ มารฟ้าผู้ไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
