เกล็ดหิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาจากผืนฟ้าอันมืดมิดราวกับขนนกที่ร่วงหล่นจากอาภรณ์ของเทพยดาผู้โศกเศร้า ทว่าความขาวบริสุทธิ์นั้นกลับถูกย้อมด้วยกลิ่นคาวเลือดที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ศาลคาร้างริมทางหลวงสายอุดรทิศซึ่งเคยเป็นสถานที่พักพิงอันสงบสุข บัดนี้หลงเหลือเพียงเสาไม้สักผุพังและหลังคารั่วโหว่ที่ปล่อยให้ลมหนาวพัดโหมกระหน่ำเข้ามาเสียดแทงกระดูก
เสียงปะทะของหยดน้ำฝนและเกล็ดหิมะที่กระทบกับพื้นไม้เก่าคร่ำคร่า ดังประสานกับเสียงลมหายใจอันสม่ำเสมอ ทว่าหนักหน่วงราวกับเสียงกลองศึก
จางเฟยหลงนั่งอยู่บนแท่นบูชาพระพุทธรูปที่กะเทาะหลุดร่อน เขากอดอกพิงเสาหินอย่างเงียบเชียบ ดวงตาสีดำสนิทดั่งห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้งทอดมองออกไปเบื้องนอกความมืดมิด ร่างกายของเขาสวมใส่ชุดคลุมสีดำสนิทที่เปียกชื้นเล็กน้อยจากการเดินทางไกล บนตักของบุรุษหนุ่มวางกระบี่โบราณเล่มหนึ่ง—กระบี่ไร้ชื่อ ฝักทำจากไม้พยุงดำเก่าคร่ำคร่าไร้ลวดลายประดับประดา แต่กลับแผ่ไอสังหารเย็นเยียบที่ทำให้แมลงราตรีรอบบริเวณไม่กล้าแม้แต่จะบินเข้าใกล้รัศมีสามเชือก
ในยุทธภพนี้ ผู้คนต่างเรียกขานเขาด้วยนาม "กระบี่เดียวดาย"
นามนี้ไม่ได้มาเพราะความบังเอิญ หากแต่แลกมาด้วยโลหิตของยอดฝีมือจำนวนนับไม่ถ้วนที่เคยดูแคลนความเย่อหยิ่งในวิถีกระบี่ของเขา นับตั้งแต่เหตุการณ์นองเลือด ณ สำนักกระบี่เมฆาอัคคี—สถานที่ซึ่งเคยเป็นบ้านเกิดและหลุมฝังศพจิตวิญญาณของเขาในคราเดียวกัน จางเฟยหลงก็กลายเป็นคนไร้รากเหง้า เดินทางไปทั่วหล้าด้วยความโดดเดี่ยว ทว่ามุ่งมั่นในวิถีแห่งเต๋าที่ตนเองเลือกเดินอย่างไม่เคยหันหลังกลับ
"ความแค้น... เป็นดั่งโซ่ตรวนที่ผูกมัดวิญญาณ ยิ่งเจ้าดิ้นรนแก้แค้นมากเท่าใด เจ้าก็ยิ่งจมดิ่งลงสู่ขุมนรกแห่งความชั่วร้ายลึกซึ้งขึ้นเท่านั้น"
เสียงหวานใสราวกับระฆังเงินกังวาน ทว่าเย็นชาจนแทบจะแช่แข็งหยาดน้ำค้างในอากาศดังขึ้นจากมุมมืดของศาลาร้าง
จางเฟยหลงไม่แม้แต่จะชายตามอง ผู้พูดคือสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์เพลิง นางยืนพิงเสาหินอีกด้านหนึ่ง ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางพญาเซียนผู้ลงมาจากสรวงสวรรค์ ทว่าดวงตากลับสะท้อนความเยียบเย็นราวกับน้ำแข็งพันปี นางคือ ซูเยว่ฉี สตรีผู้ได้ฉายา "มารฟ้าผู้ไร้ลักษณ์" ผู้ซึ่งชาตรีในยุทธภพต่างหวาดกลัวจนตัวสั่น หากแต่ในยามนี้ นางกลับเลือกที่จะติดตามก้าวเดินเคียงข้างบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นศัตรูทางทฤษฎีวิชาชีพอย่างเขา
"คำพูดของเจ้า เหมาะกับผู้ที่มีมือเปื้อนเลือดนับพันเช่นเจ้าแล้วหรือ ซูเยว่ฉี" จางเฟยหลงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ "ข้าจะเดินบนเส้นทางสายใด ย่อมเป็นเรื่องของข้า เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาวิจารณ์วิถีของกระบี่ในมือข้า"
ซูเยว่ฉีแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบางเฉียบสีชาด "วิถีกระบี่ของเจ้า? เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังปกป้องเกียรติยศงั้นหรือ? น่าขันสิ้นดี... สิ่งที่เจ้ากำลังปกป้องอยู่ แท้จริงแล้วเป็นเพียงความดื้อรั้นอันไร้สาระของเด็กอมมือที่ยังทำใจยอมรับความจริงไม่ได้ต่างหาก ว่าสำนักที่เจ้าเคารพรัก... ได้ขายวิญญาณให้แก่พรรคมารไปตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว!"
ฉับพลัน อุณหภูมิภายในศาลาร้างลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามคิ้วของคนทั้งสอง
รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกจากร่างของจางเฟยหลงดั่งคลื่นพายุหมุน กระบี่ไร้ชื่อบนตักสั่นสะเทือนส่งเสียง "ฮัม" ออกมาเบาๆ ราวกับพญาเสือโคร่งที่กำลังคำรามเตือนภัย ดวงตาของจางเฟยหลงหรี่ลงเล็กน้อย จิตสังหารอันคมกริบพุ่งตรงไปยังร่างของหญิงสาวทันที ทว่าซูเยว่ฉีกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางยังคงยืนกอดอกสบตาเขากลับด้วยแววตาที่ท้าทายและซ่อนความห่วงใยอันลึกล้ำไว้ภายใต้ความเย็นชา
"อย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนั้นอีก..." จางเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลงทีละคำ ดั่งหินผาที่กำลังบดขยี้กัน "หากไม่ใช่เพราะภารกิจที่ต้องทำร่วมกัน ข้าคงใช้กระบี่นี้ปิดปากเจ้าไปนานแล้ว"
"เจ้าไม่มีวันทำเช่นนั้นหรอ" ซูเยว่ฉีแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาส่อประกายระยิบระยับลึกล้ำ "เพราะในใต้หล้าใบนี้ นอกจากข้าแล้ว... ก็ไม่มีใครรู้จักความเจ็บปวดจากการถูกทรยศโดยคนที่เจ้าเชื่อใจที่สุดเท่ากับเจ้าอีกแล้ว"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ พายุหิมะด้านนอกโหมกระหน่ำรุนแรงยิ่งขึ้น ราวกับฟ้าดินกำลังรับรู้ถึงจิตสังหารอันบ้าคลั่งที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในสถานที่อับทึบแห่งนี้
แต่แล้ว... ฝีเท้าอันแผ่วเบาราวกับเสียงใบไม้ร่วงก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท
*แปะ... แปะ... แปะ...*
ไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่า และไม่ใช่เสียงของคนเดินทางหลงทาง ทว่ามันคือเสียงฝีเท้าที่มีจังหวะจะโคน พร้อมเพรียง และเปี่ยมไปด้วยลมปราณคุ้มกายที่ถูกควบคุมไว้อย่างแนบเนียน เป็นระเบียบเรียบร้อยจนน่าขนลุก
จางเฟยหลงชะงักกุนซือในใจ ร่างกายที่เคยผ่อนคลายพลันตึงเครียดขึ้นในเสี้ยววินาที มือหนาของเขาขยับไปกุมด้ามกระบี่ไร้ชื่อโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณการต่อสู้ที่ผ่านการอาบเลือดมานับครั้งไม่ถ้วนร้องเตือนภัยระดับสูงสุด
ซูเยว่ฉีหุบยิ้มทันที แววตาคู่สวยกวาดมองออกไปในความมืดมิดเบื้องนอกศาลาร้าง ริมฝีปากบางขยับเอ่ยเบาๆ แทบจะเป็นเสียงกระซิบลอดไรฟัน
"ดูท่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญ จะมาเร็วกว่าที่คาดคิดนะ"
สิ้นเสียงของนาง รอบด้านศาลาร้างรัศมีร้อยวาพลันถูกปกคลุมด้วยไอหมอกสีดำทมิฬ แสงไฟจากคบเพลิงส่องสว่างขึ้นเป็นทิวแถวจากความมืดมิด เงาร่างนับสิบในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากรูปอสูรยิ้มเยาะปรากฏกายขึ้นบนหลังคาและกำแพงพังทลายรอบด้าน ท่วงท่าการเคลื่อนไหวเงียบเชียบราภูตผีปีศาจ ทุกคนล้วนถืออาวุธอาบยาพิษที่เปล่งประกายแสงสีเขียวมรกตน่าสะพรึงกลัว
ผู้นำกลุ่มเป็นชายชราหลังค่อม สวมหน้ากากอสูรทองคำ ดวงตาภายใต้หน้ากากคู่นั้นส่องประกายแสงสีโลหิตจดจ้องตรงมายังจางเฟยหลงด้วยความกระหายเลือด มันหัวเราะแหบแห้งออกมาเสียงดัง ก้องกังวานแข่งกับเสียงพายุหิมะ
"ฮี่ๆๆ... พบตัวแล้ว ยอดฝีมือกระบี่เดียวดาย จางเฟยหลง! นายท่านของเรามีคำสั่งให้เอาศีรษะของเจ้ากลับไปประดับแท่นบูชา จงยอมจำนนแต่โดยดีเถอะ เจ้าหนีไม่พ้นเงื้อมมือของ 'หน่วยเงาทมิฬโลหิต' ไปได้หรอก!"
จางเฟยหลงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างสูงสง่าแผ่ซ่านลมปราณกระบี่อันบริสุทธิ์และทรงพลังออกมาจนฝุ่นละอองรอบตัวกระเด็นกระดอน ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราวก้อนหินผา ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายตาที่คมปราบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งลับใหม่
เขาไม่เอ่ยคำพูดใดๆ ตอบโต้ เพียงแต่ปรายตามองกลุ่มนักฆ่าเบื้องหน้าด้วยความเหยียดหยาม
ทว่า... ในวินาทีที่จางเฟยหลงกำลังจะชักกระบี่ออกจากฝักเพื่อเปิดฉากสังหารหมู่ ซูเยว่ฉีที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับเอื้อมมือมาแตะที่แขนเสื้อของเขาเบาๆ สัมผัสนั้นเย็นเฉียบ ทว่ากลับทำให้จางเฟยหลงต้องชะงักมือที่กำลังกำด้ามกระบี่ไว้
ดวงตาของนางไม่ได้มองกลุ่มนักฆ่าด้านนอก แต่มองลึกลงไปที่พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาเอง พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของจางเฟยหลงเย็นเฉียบลงชั่วขณะ
"ระวัง... พวกมันไม่ใช่คนของพรรคมาร และไม่ใช่คนของสำนักกระบี่เมฆาอัคคี... แต่เป็นเงาจาก 'สำนักชำระโลหิต' ที่เจ้าคิดว่าถูกกวาดล้างไปเมื่อสามปีก่อนต่างหาก!"
สิ้นคำพูดนั้น พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าของศาลาร้างก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับปรากฏเงาร่างปริศนาอีกสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้พื้นดิน ตรงเข้าโจมตีจุดตายด้านหลังของจางเฟยหลงด้วยกระบี่สั้นอาบพิษที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
----------------------------------------
(ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ — พยัคฆ์ขาวคำราม)
วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ มารฟ้าผู้ไร้ลักษณ์•ตอนที่ 1
วิถีแห่งคมกระบี่เดียวดาย
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ มารฟ้าผู้ไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
