ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ•ตอนที่ 24

กลิ่นอายสงครามประชิดเมือง

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
"เสียงกลองศึกจากนอกกำแพงเมืองหลวงในยามวิกาลเช่นนี้ หาใช่เสียงคำรามของฟ้าฝนไม่... แต่เป็นเสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่งที่กำลังเหยียบย่างขึ้นสู่ความตายอย่างแท้จริงเพคะ" น้ำเสียงของมู่หว่านเอินราบเรียบนิ่งสนิท ราวกับนางกำลังเอ่ยถึงรายการสมุนไพรที่จะต้องนำไปเคี่ยวในหม้อดิน มากกว่าจะพูดถึงกองกำลังกบฏนับหมื่นที่กำลังเคลื่อนพลประชิดประตูเมือง นางอยู่ในชุดอาภรณ์ผ้าต่วนสีแดงเพลิงปักลายหงส์ทองดิ้นเงินสะท้อนแสงตะเกียงวับแวม ปิ่นหยกมันสำปะหลังบนมวยผมสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการเคลื่อนไหวอันสง่างาม นางกำลังใช้ปลายพู่กันจุ่มหมึกชาดเพื่อลงชื่อลงในบันทึกตรวจสกัดโอสถสำนักแพทย์หลวง โดยไม่สะทกสะท้านต่อแรงสั่นสะเทือนจากศิลาหน้าประตูใหญ่ที่เริ่มสะท้อนก้องเข้ามาถึงเรือนรับรอง ฉินอ๋องเซียวจ้านในชุดเกราะเหล็กสีดำสนิท ประดับลวดลายเขี้ยวมังกรแลดูดุร้ายและทรงอำนาจ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังนาง กลิ่นอายโลหิตจางๆ และความเยือกเย็นจากสนามรบนอกเมืองอบอวลอยู่รอบกายเขา แต่มือหนากลับยื่นออกไปอย่างทะนุถนอม ปัดปอยผมที่หลุดรุ่ยของนางทัดไว้หลังใบหูอย่างแผ่วเบา "เจ้าไม่กลัวหรือ หว่านเอิน" สุ้มเสียงทุ้มต่ำดุดลึกดั่งหินผาเอ่ยถาม นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายทอดมองสตรีในดวงใจด้วยความระคนห่วงใยที่ซ่อนเร้นภายใต้ความเหี้ยมเกรียม "องค์ชายรองเตรียมการมาสามปี ขนกำลังทหารนอกด่านเข้ามาล้อมเมืองหลวงในคืนเดือนมืด ความมืดมนเช่นนี้... อาจกลืนกินแม้กระทั่งลมหายใจของผู้คน" มู่หว่านเอินวางพู่กันลงอย่างใจเย็น นางหันกลับมาสบตาบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพครึ่งค่อนแผ่นดิน รอยยิ้มเย้ยหยันแต้มอยู่ที่มุมปากงามงดดั่งภาพวาด "กลัวหรือเพคะ? หม่อมฉันเพียงแต่เสียดาย... เสียดายที่พวกมันใช้เวลาถึงสามปีเพื่อสร้างความฝันอันลมๆ แล้งๆ แต่กลับใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามในการพังทลายมันลงด้วยมือของหม่อมฉันเอง" นางลุกขึ้นยืน ชายผ้าโปร่งบางซ้อนทับกันหลายชั้นเคลื่อนไหวราวกับเปลวเพลิงที่กำลังระบำ ขยับเข้าใกล้บุรุษตรงหน้า กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวและสมุนไพรเย็นเยียบโชยเข้าจมูกของเซียวจ้าน ดึงสติสัมปชัญญะของเขาให้ยิ่งลุ่มหลงจนแทบคลั่ง "ท่านอ๋องจำได้หรือไม่ ที่หม่อมฉันเคยทูลไว้... หมากตานี้ หม่อมฉันเป็นคนเดินตั้งแต่เมื่อชาติภพก่อนแล้ว" นางกระซิบชิดริมฝีปากเขา แววตาดำขลับฉายแววอาฆาตแค้นที่ถูกกดทับมาเนิ่นนาน "อนุภรรยาจิ้งจอกอย่างลู่ซิ่วอิง และอดีตสามีตาบอดผู้โง่เขลาอย่างเซียวฮ่าว คงกำลังนั่งยิ้มระรื่นอยู่ในค่ายกบฏ คิดว่าความพินาศของตระกูลมู่ในอดีตจะย้อนกลับมาทำลายหม่อมฉันได้อีกครั้ง แต่น่าเสียดาย... คืนนี้ คนที่จะต้องคุกเข่าขอชีวิตหาใช่หม่อมฉันไม่" เซียวจ้านยกยมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ทำให้เหล่าแม่ทัพเดนตายยังต้องหวาดผวา แต่วันนี้กลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูและคลั่งไคล้ในความเฉลียวฉลาดเด็ดเดี่ยวของนาง มือหนารวบเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวจนแนบชิด "ดี... เช่นนั้นเปิ่นหวางจะมอบหัวขององค์ชายรองให้เจ้าใช้เป็นแท่นวางตำราโอสถเล่มใหม่ดีหรือไม่?" "ไม่จำเป็นเพคะ" มู่หว่านเอินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงเยືอกเย็นราวน้ำแข็งพันปี "หัวของมันมีค่าต่ำต้อยเกินกว่าจะมาแปดเปื้อนตำราของหม่อมฉัน ให้ทหารของท่านต้อนพวกมันเข้ามาในถุงเงินที่หม่อมฉันเตรียมไว้เถอะเพคะ... ประตูเมืองทิศเหนือเปิดหรือยัง?" "เปิดกว้างรอรับแขกผู้ไม่ได้รับเชิญแล้ว" เซียวจ้านตอบเสียงต่ำ ดวงตาดุดลึกประกายวาวโรจน์ "กองกำลังองครักษ์เงาและค่ายกลพิษที่เจ้าให้คนไปโปรยไว้ตามเส้นทางลาดชัน เริ่มทำงานตั้งแต่ยามสามแล้ว ตอนนี้พวกมันคงกำลังกระอักเลือดดำตายอย่างไร้เสียงทีละคน" ในขณะเดียวกัน ที่นอกกำแพงเมืองหลวงอันมืดมิด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปกับสายลมหนาว ลู่ซิ่วอิงในชุดสตรีชั้นสูงหรูหราเกินฐานะ นางกำลังยืนอยู่เคียงข้างองค์ชายรองบนหลังม้าสีหมอก ใบหน้าสะสวยบิดเบี้ยวด้วยความตื่นเต้นและกระหายอำนาจ ดวงตาคู่คมจ้องมองบานประตูเมืองที่ปิดสนิทด้วยความฮึกเหิม "ท่านพี่... อีกไม่นาน ประตูนั้นก็จะเปิดออกแล้วเพคะ" ลู่ซิ่วอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น นางหวนนึกถึงใบหน้าซีดเซียวของมู่หว่านเอินในอดีตก่อนที่นางจะถูกขับไล่ "เมื่อเรายึดวังหลวงได้แล้ว หม่อมฉันขอจัดการนังสารเลวมู่หว่านเอินด้วยมือตนเองนะเพคะ มันบังAอาจหย่าขาดจากท่านแม่ทัพ และยังบังอาจปีนป่ายไปซุกตัวอยู่ใต้ร่มเงาของฉินอ๋อง ต้องให้นางได้ลิ้มรสความทรมานที่สาหัสยิ่งกว่าความตาย!" องค์ชายรองหัวเราะลั่นอย่างลำพองใจ "ย่อมได้! ข้าจะยกนางให้เจ้าเอาไปลงทัณฑ์ตามใจชอบ..." ทว่า... เสียงหัวเราะยังไม่ทันขาดคำ พื้นดินใต้ฝือกม้าของกองโจรนับหมื่นก็พลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น! *โครมมม!* เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากแนวป่าเบื้องหลัง ควันสีม่วงเข้มพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในพริบตา กลิ่นหอมหวานประหลาดชวนเวียนหัวตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทหารกบฏแถวหน้าเริ่มล้มฟุบลงทีละคน สองมือตะกุยดินอย่างทุรนทุราย เลือดสีดำทะฬาล้นทะลักออกจากปากและจมูกอย่างไร้สุ้มเสียง ความโกลาหลพัดถล่มกองกำลังนับหมื่นในเวลาเพียงชั่วลมหายใจเดียว! "เกิดอะไรขึ้น! ใครทำอะไร!" องค์ชายรองแผดเสียงด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ลู่ซิ่วอิงหน้าถอดสี ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว นางหันไปมองรอบกาย ท่ามกลางความมืดมิดและหมอกพิษที่เริ่มคืบคลานเข้ามา นางกลับเห็นเงาร่างระหงของสตรีผู้หนึ่ง ยืนสง่านิ่งอยู่บนหอคอยสูงเหนือประตูเมือง อาภรณ์สีแดงเพลิงของนางโบกสะบัดตามแรงลม ราวกับภูตผีแห่งความตายที่กำลังมองลงมาพิพากษาพวกมันจากสรวงสวรรค์ ในจังหวะนั้นเอง ประตูเมืองหลวงขนาดมหึมาก็ค่อยๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอาด... แง้มเปิดออกอย่างช้าๆ ท่ามกลางแสงคบเพลิงนับพันที่สว่างวาบขึ้นพร้อมกัน เซียวจ้านก้าวออกมายืนเคียงคู่กับมู่หว่านเอินที่ถือถ้วยชาเคลือบหยกขาวในมือ นางยกถ้วยขึ้นจิบช้าๆ อย่างใจเย็น สายตาทอดมองกองทัพกบฏที่กำลังล่มสลายแทบเท้าด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันอันงดงามหยาดเยิ้ม แต่กลับเย็นชาจนน่าสะพรึงกลัว ทว่า... ในวินาทีที่ความพ่ายแพ้กำลังจะกลายเป็นจุดจบของฝ่ายกบฏ เสียงม้าเร็วควบตะบึงฝ่าความมืดเข้ามาจากเส้นทางลับด้านหลัง พร้อมกับเสียงตะโกนสุดเสียงขององครักษ์ประจำพระองค์ที่นำราชโองการลับฉบับตายมาส่ง "ใต้เท้า! ฉินอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระพันปีหลวงทรงประทาน... พระราชโองการสมรสพระราชทานฉบับเร่งด่วน สั่งให้พระองค์อภิเษกสมรสกับบุตรีเสนาบดีฝ่ายซ้ายในคืนนี้ มิฉะนั้นจะมีโทษฐานขัดราชโองการ!" มู่หว่านเอินชะงักฝ่ามือที่กำลังจะวางถ้วยชาลง นัยน์ตาคู่คมหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนริมฝีปากจางหายไปในพริบตา... ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาถึงตอนนี้นะคะ หงส์เพลิงหวนคืนสัญญาว่าจะพาทุกท่านไปพบกับความสะใจขั้นสุดในบทหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%