กริบ... เสียงหยดน้ำจากนาฬิกาทองเหลืองโบราณกระทบลงบนถาดหยกขาวดังสะท้อนก้องในความเงียบงันยามวิกาล กลิ่นอายของสมุนไพรต้มเคี่ยวระคนกลิ่นจันทน์เทศลอยอวลอยู่ทั่วห้องปรุงยาชั้นในของโรงโอสถ ‘อวิ๋นหลัน’ มู่หว่านเอินในชุดอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเถาตำลึงสีเขียวหยกเข้ม นางกำลังใช้ปลายนิ้วเรียวดั่งลำเทียนบรรจงคีบเกสรดอกบัวหิมะพันปีลงในหม้อดินเผาอย่างระมัดระวัง ทุกท่วงท่าสง่างามและเปี่ยมด้วยสมาธิ ราวกับเซียนสตรีผู้รังสรรค์อาคมแห่งความเป็นความตาย
ทว่า ความเงียบสงบนั้นถูกกระชากขาดวิ่นลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ก้าวเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง ทว่าเต็มไปด้วยไอสังหารเย็นเยียบจนเปลวไฟในตะเกียงน้ำมันก๊าดไหววูบ ใต้แสงจันทร์สลัวที่สาดส่องผ่านหน้าต่างกระดาษสา ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายเงินยวดยิ่งปรากฏขึ้น
เงาร่างนั้นแผ่รังสีคุกคามดุจพญาเสือดาวหิมะที่บาดเจ็บและกระหายเลือด เซียวจ้าน หรือฉินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ประทับยืนอยู่เบื้องหน้านางแล้ว ลมหายใจของเขาติดขัด ใบหน้าคมคายดั่งสลักจากหินหยกสีกุหลาบซีดเซียวจนน่ากลัว เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าผาก ทว่านัยน์ตาหงส์คู่นั้นกลับลุกโชนด้วยเพลิงพิโรธและสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่พร้อมฉีกกระชากทุกสิ่งที่ขวางหน้า
"ไสหัวไปให้พ้น..." สุรเสียงแหบพร่าและเย็นเยียบราดรดลงมาดั่งน้ำแข็งขั้วโลก ทว่ามือหนากลับกำด้ามกระบี่ข้างกายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ยามที่จันทร์เต็มดวงเวียนมาถึง พิษประหลาดในวรยุทธ์ที่ตกทอดจากสนามรบของเขาเริ่มแผ่ซ่านกัดกินเส้นเอ็นและหัวใจอีกครั้ง
มู่หว่านเอินมิได้สะดุ้งตกใจแม้แต่น้อย นางค่อยๆ วางคีมทองแดงลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น ช้าๆ และสง่างาม นางเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้นผู้นี้ด้วยแววตราบเรียบ นิ่งสนิท ดุจผืนน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น
"ท่านอ๋องเสด็จมาผิดที่แล้วกระมัง โรงโอสถเล็กๆ แห่งนี้ไม่มีสิ่งใดที่คู่ควรกับพระเนตรของท่าน... อีกอย่าง ยามวิกาลเช่นนี้ การที่บุรุษสูงศักดิ์บุกรุกเข้ามาในห้องนอนของสตรีหม้าย ย่อมไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของหม่อมฉันหรอกเพคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เจือแววเย้าหยอกเล็กน้อยอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจมืดที่กำลังแผดเผาอยู่ตรงหน้า
เซียวจ้านแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและน่าสะพรึงกลัว เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในพริบตาเดียว กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นโลหะจางๆ เข้าโอบล้อมร่างบางจนแทบหมดอากาศหายใจ ปลายนิ้วเย็นเฉียบราดน้ำแข็งคว้าหมับเข้าที่คางมนของนาง บังคับให้เงยขึ้นรับสายตาดุดันที่จ้องมองมาดั่งจะกลืนกิน
"ปากกล้าจริงนะ... มู่หว่านเอิน" เซียวจ้านเอמהดรายด้วยความเจ็บปวดที่ตีตื้นขึ้นมาในอก พิษในกายกำลังสูบฉีดความกระหายเลือด แต่นัยน์ตากลับสะท้อนภาพสตรีตรงหน้าที่ทั้งดื้อรั้น หอมหวาน และเฉลียวฉลาดเกินกว่าสตรีใดที่เขาเคยพบเจอ "เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าสังหารเจ้าหรือ?"
นางมิได้หลบสายตา ปลายนิ้วเรียวเล็กของนางกลับเอื้อมขึ้นแตะลงบนข้อมือแกร่งที่กำลังบีบคางนางอยู่ สัมผัสเบาหวิวราดปีกผีเสื้อสัมผัส ทว่ากลับทำให้ร่างของท่านอ๋องชะงักกึก เส้นชีพจรที่เต้นเร้าด้วยพิษสงครามกลับถูกปลายนิ้วคู่นั้นกดลงในตำแหน่งจุดฝังเข็มสำคัญอย่างแม่นยำด้วยความเร็วระดับที่แม้แต่ยอดฝีมือยังต้องตะลึง
"ท่านอ๋องกำลังใช้ความดุร้ายกลบเกลื่อนความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาสินะเพคะ..." หว่านเอินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้มในยามราตรี ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความคมกริบของคมมีดอาบน้ำผึ้ง "พิษเพลิงโลหิต... กำลังแผดเผาตับไตของท่านจนแทบจะขาดใจตายในอีกหนึ่งเค่อข้างหน้านี้ หากท่านยังใช้กำลังบีบบังคับหม่อมฉัน เกรงว่าพรุ่งนี้เช้า แคว้นต้าเซียวคงได้สูญเสียแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ไปตลอดกาลแล้วกระมัง"
เซียวจ้านนัยน์ตาหดแคบลง ร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งหินผาเริ่มสั่นเทิ้มด้วยฤทธิ์พิษที่กำเริบหนักหน่วง เขารู้ดีว่าตนเองมาที่นี่เพราะสัญชาตญาณบางอย่างสั่งให้เขามาหา ‘นาง’ สตรีที่เคยถูกมองข้ามในฐานะอดีตฮูหยินของแม่ทัพตระกูลเซียว สตรีผู้ถูกตราหน้าว่าไร้ค่า แต่วันนี้กลับยืนอยู่เบื้องหน้าเขาด้วยรัศมีที่เฉิดฉายและลึกล้ำยิ่งกว่าหงส์เพลิงที่ฟื้นคืนจากกองเพลิง
"เจ้า... รู้จักพิษนี้ได้อย่างไร?" เสียงของเขาเริ่มขาดหาย ความเยือกเย็นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหอบกระเส่าและเหงื่อกาฬที่ไหลริน
"หม่อมฉันไม่เพียงแต่รู้จักรôเพคะ..." มู่หว่านเอินขยับตัวหลุดจากการพันธนาการอย่างนุ่มนวล นางหันไปหยิบถ้วยกระเบื้องเคลือบสีนิลที่บรรจุของเหลวสีเขียวมรกตส่งกลิ่นหอมเย็นประหลาด ยื่นส่งให้เขาด้วยท่าทีสง่างามไร้ที่ติ "แต่หม่อมฉันยังเป็นคนเดียวในใต้หล้าที่สามารถถอนพิษนี้ให้ท่านได้... แลกกับเงื่อนไขบางประการที่ท่านจะต้องยอมรับแต่โดยดี"
เซียวจ้านหอบหายใจหนักหน่วง นัยน์ตาคมกริบมองถ้วยยาในมือของนางสลับกับใบงดงามที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ราวกับนางกำลังเดินหมากกระดานใหญ่ที่เขากลายเป็นเบี้ยตัวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
ทว่า ในขณะที่เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะรับถ้วยยานั้น ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวก็แว่วมาจากด้านนอกกำแพงโรงโอสถ แสงคบเพลิงสว่างวาบขึ้นท้องฟ้ายามราตรี พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำลายบรรยากาศเงียบงัน
"ท่านอ๋อง! คุ้มครองท่านอ๋อง! มีมือสังหารลอบเร้นเข้ามาในเขตโรงโอสถ!"
เซียวจ้านชะงัก นัยน์ตาหงส์วาบประกายความอำมหิตขึ้นอีกครั้ง ทว่ามู่หว่านเอินกลับหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางรู้ทันทีว่าใครเป็นผู้ส่งแขกไม่ได้รับเชิญเหล่านี้มาในยามวิกาลเช่นนี้
นางเงยหน้าขึ้นสบตาองค์ชายผู้เยือกเย็น ท่ามกลางเสียงเอะอะโกลาหลด้านนอก นางกลับเอ่ยกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เยarยวนและทรงอำนาจยิ่งกว่าเสียงดาบ
"ดูเหมือนว่า... คืนนี้พวกเราจะมีแขกผู้สูงศักดิ์อีกผู้หนึ่งแวะมาเยือน เพื่อมาดูศพของท่านอ๋องเสียแล้วกระมังเพคะ..."
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับรสชาติแห่งความสะใจและความลึกล้ำในบทนี้นะคะ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ•ตอนที่ 7
แขกผู้สูงศักดิ์ยามวิกาล
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!