ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ•ตอนที่ 8

เข็มเงินสยบพญามาร

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
กลิ่นหอมเย็นของกำยานหิมะพันปีลอยวนอยู่ในตำหนักทักษิณ ทว่ากลับมิอาจกลบกลิ่นคาวเลือดที่เริ่มโชยกรุ่นออกมาจากร่างของบุรุษผู้ประทับอยู่เบื้องบนได้เลย เซียวจ้าน ฉินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงแกะสลักจากไม้จันทน์ดำ อาภรณ์สีนิลปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ทะยานเมฆาแนบเนื้อแนบกาย รัศมีเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีแผ่ซ่านออกมารอบทิศทาง จนเหล่าองครักษ์เงาที่คุกเข่าอยู่รายรอบแทบไม่กล้าหายใจแรง ยามนี้ พิษโลหิตมังกรในกายของเขา กำลังกำเริบ เส้นเอ็นสีดำคล้ำปูดโปนขึ้นตามลำ颈และขมับ ดวงเนตรคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นแดงก่ำด้วยเพลิงพิษที่แผดเผา แต่กระนั้น มุมปากกลับเหยียดยิ้มเยόซardonic ดุดันและเหี้ยมเกรียม สายตาดุจคมมีดที่กวาดมองลงมายังร่างระหงในชุดกระโปรงผ้าแพรต่วนสีม่วงอ่อนปักลายดอกโบตั๋นขาวของมู่หว่านเอินนั้น เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารที่พร้อมจะปลิดชีพผู้บังอาจก้าวล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามได้ทุกเมื่อ "สตรีสารเลวจากตระกูลมู่... เจ้ากล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาในตำหนักของเปิ่นหวาง?" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อnเอ่ยออกมาทีละคำ ดุจเสียงคำรามของพญาเสือที่บาดเจ็บ แต่แฝงไว้ด้วยความกดดันระดับที่ทำให้คนจิตใจอ่อนแอสติหลุดกระเจิงได้ทันที แต่มู่หว่านเอินหาได้ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว นางกลับเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววเยือกเย็นและมั่นคงเกินกว่าสตรีใดในแผ่นดิน ในอดีต นางเคยหวาดกลัวบุรุษผู้นี้... บุรุษผู้ถูกขนานนามว่าเป็นปีศาจแห่งสนามรบ ทว่าในยามนี้ เมื่อนางได้ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง และรับรู้ความจริงเบื้องหลังอำนาจมืดที่คอยชักใยราชสำนัก นางกลับมองเห็นสิ่งอื่นภายใต้ความดุร้ายนั้น มองเห็นความเป็นความตายที่กำลังแย่งชิงลมหายใจของเขาอย่างกระวนกระวาย "หม่อมฉันหาได้บุกรุกไม่เพคะ... หม่อมฉันเพียงแต่มาทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ชีวิตของคนผู้หนึ่ง และบังเอิญเหลือเกิน ที่เห็นท่านอ๋องกำลังจะสิ้นใจตายด้วยพิษงูพันวิญญาณอย่างน่าอนาถต่างหากเล่าเพคะ" คำพูดสามAหาวที่เปี่ยมด้วยความอาจหาญนี้ ทำให้องครักษ์เงาทั้งสี่ชักดาบออกจากฝักพร้อมกันในพริบตา ปลายกระบะคมกริบชี้ตรงมาที่ลำคอระหงของนางทันที ทว่ามู่หว่านเอินยังคงแย้มยิ้มบางเบา ดุจดอกไม้ป่าที่ผลิบานท่ามกลางพายุหิมะ เซียวจ้านหรี่ตาลงอย่างอันตราย รังสีสังหารแผ่พุ่งจนอากาศรอบกายแทบจะแข็งตัว มือหนาที่กำพนักเก้าอี้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาแค่นหัวเราะในลำคอ "สามหาว! รนหาที่ตายนัก!" "หากท่านอ๋องทรงคิดจะฆ่าหม่อมฉัน เกรงว่า... ท่านคงต้องรอให้อีกเค่อครึ่งข้างหน้านี้ผ่านพ้นไปเสียก่อนกระมังเพคะ" นางเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามจดจ้องไปยังจุดชีพจรจงฝู่บริเวณไหปลาร้าของเขาอย่างแม่นยำ "พิษงูพันวิญญาณแลกวิญญาณ ยามนี้มันซึมลึกถึงจุดตันtianแล้ว หากท่านยังคงใช้พลังภายในกดข่มมันไว้อีกเพียงก้านธูปเดียว เลือดดำจะไหลย้อนกลับเข้าสู่หัวใจ ถึงเวลานั้นต่อให้เป็นเซียนโอสถจากสรวงสวรรค์ ก็มิอาจฉุดรั้งดวงวิญญาณของท่านกลับคืนมาได้หรอกเพคะ" คำพูดของนางราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางห้องโถง เซียวจ้านชะงักไปชั่วขณะ ดวงเนตรคมกริบจับจ้องสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณาเป็นครั้งแรก เขาซ่อนอาการบาดเจ็บนี้ไว้เป็นความลับสูงสุด แม้แต่หมอหลวงประจำราชสำนักยังไม่ล่วงรู้ แล้วเหตุใด... สตรีตัวเล็กๆ นามว่ามู่หว่านเอิน ผู้นี้ ถึงได้ล่วงรู้ถึงแก่นแท้ของพิษในกายเขาได้อย่างแม่นยำราวนั่งทางไกล? "เจ้าเป็นใครกันแน่?" เขาเค้นเสียงถาม ร่างกายเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยจากการต้านทานพิษที่ลุกลาม "หม่อมฉันก็คือมู่หว่านเอิน... อดีตฮูหยินผู้โง่ง้าวของแม่ทัพเซียวฮ่าวอย่างไรล่ะเพคะ" นางตอบพร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอให้องครักษ์เงาได้ขยับตัว "บังอาจ! ถอยไปนะ!" องครักษ์เงาพุ่งเข้ามาหมายจะคว้าตัวนาง "หากพวกเจ้าขยับแม้แต่ปลายนิ้ว เจ้านายของพวกเจ้าจะได้ตายสมใจอยากแน่นอน!" มู่หว่านเอินตวาดกร้าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจจนองครักษ์เงาชะงักกึก นางสะบัดแขนเสื้อแพรต่วนสีม่วงอ่อนออกเผยให้เห็นซองเข็มเงินปักลายหงส์ไฟที่พกติดตัวมา กล่องเข็มไม้จันทน์หอมถูกดีดเปิดออกด้วยปลายนิ้วอย่างคล่องแคล่วว่องไว พริบตานั้นเอง แววตาของเซียวจ้านก็สะท้อนภาพประกายแสงสีเงินที่วับวาบดุจดวงดาวในยามวิกาล มือเรียวบางที่ขาวราวกระเบื้องเคลือบของนางเคลื่อนไหวราwithสายฟ้าแลบ ปลายนิ้วเรียวคีบเข็มเงินยาวสามนิ้วเอาไว้อย่างมั่นคง ไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย นางก้าวประชิดร่างสูงใหญ่ของฉินอ๋องที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำกายของสตรีโชยปะทะนาสิกของเขา แทนที่จะเป็นกลิ่นเลือดหรือกลิ่นอายความตาย เซียวจ้านกัดฟันกรอด ยามที่เขากำลังจะยกมือขึ้นปัดป้องสตรีผู้นี้ตามสัญชาตญาณดิบของนักรบ แต่มู่หว่านเอินกลับเร็วกว่า นางเอื้อมมือขึ้นแตะที่แผงอกกว้างของเขาอย่างถือวิสาสะ ฝ่ามืออุ่นร้อนทาบลงบนอาภรณ์ปักดิ้นทองสัมผัสกับกล้ามเนื้อแกร่งที่เกร็งเครียด *ฉึก! ฉึก! ฉึก!* เสียงเข็มเงินพุ่งเข้าสู่จุดชีพจรสำคัญบนร่างกายของฉินอ๋องดังติดต่อกันสามครั้งอย่างแม่นยำราวกับจับวาง จุดไหปลาร้า จุดกลางแผ่นหลัง และจุดใต้ราวนมซ้าย ท่วงท่าของนางพลิ้วไหวสง่างามราวกับร่ายรำ แต่วิถีการลงเข็มกลับเฉียบคมและเด็ดขาดไร้ที่ติ เซียวจ้านเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ทันทีที่เข็มเงินเล่มสุดท้ายฝังลงลึก ความเจ็บปวดรatตึงที่แผดเผามาตลอดสามวันกลับมลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเย็นสบายที่แผ่ซ่านไปตามเส้นโลหิต เลือดดำที่คั่งค้างในอกถูกสกัดกั้นไว้ด้วยพลังของเข็มเงินทั้งสาม ดึงความมืดบอดออกจากดวงตาของเขาให้กลับมาแจ่ม1ัดอีกครั้ง ความเงียบสงบเข้าปกคลุมตำหนักทักษิณชั่วขณะ เซียวจ้านนั่งนิ่งอึ้ง เงยหน้าขึ้นมองสตรีที่ยืนอยู่ห่างจากอกเขาเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนของนางรดรินอยู่บริเวณปลายคางของเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนเงาของบุรุษผู้เย็นชาและดุร้ายอย่างชัดเจน ไม่มีความหวาดกลัว... มีเพียงความเย่อหยิ่งทระนง และประกายแสงแห่งปัญญาที่เจิดจ้าเสียยิ่งกว่าอัญมณีล้ำค่าใดๆ ในท้องคลังหลวง "เจ้า..." เสียงทุ้มต่ำของฉินอ๋องแหบพร่าลงเล็กน้อย ยามที่เขาเอ่ยชื่อนาง ดวงเนตรคมกริบพินิจพิเคราะห์ใบหน้างามล้ำที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาอย่างลึกซึ้ง หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานราวกับถูกกระชากด้วยเรียวเล็บที่มองไม่เห็น "ท่านอ๋องทรงวางใจเถอะเพคะ" มู่หว่านเอินถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว จัดชายผ้าแพรต่วนของตนให้เรียบร้อยอย่างสง่างาม "พิษนี้หม่อมฉันระงับไว้ให้ชั่วคราวแล้ว แต่อาการของท่าน... หากต้องการรักษาให้หายขาดจนหมดสิ้นเชื้อสาย จำเป็นต้องอาศัยโอสถสามประการที่หม่อมฉันเป็นผู้ปรุงขึ้นเองเท่านั้น" เซียวจ้านลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำสูงใหญ่ทอดเงาทาบทับร่างของนางจนมิด เขาก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างคุกคาม ทว่าแววตานั้นกลับมิได้มีจิตสังหารหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความสนใจอย่างล้นพ้นที่ถูกจุดประกายขึ้นมา "สตรีเช่นเจ้า ต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยนกับการช่วยชีวิตเปิ่นหวาง?" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด จนเหล่าองครักษ์เงาต่างพากันลอบสบตากันด้วยความตื่นตะลึง พลโลกนี้มีใครบ้างกล้าต่อรองกับฉินอ๋องผู้เหี้ยมเกรียม? แต่นางกลับทำได้อย่างหน้าตาเฉย มู่หว่านเอินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มมุมปากของนางลึกล้ำและเย้ายวนใจยิ่งนัก นางยื่นหน้าเข้าไปใกล้กระซิบข้างใบหูของบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้นด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาหัวใจของนักรบผู้กล้ากระตุกวูบ "สิ่งที่หม่อมฉันต้องการ... คืออำนาจที่จะเหยียบย่ามคนทรยศให้จมดิน และ... ป้ายอาญาสิทธิ์ในมือของท่านอ๋อง เพื่อกวาดล้างสวะในจวนแม่ทัพให้สิ้นซากเพคะ!" บรรยากาศในตำหนักพลันเงียบงัดลงทันที เซียวจ้านชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ ดวงตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอประกายล้ำลึกและอันตรายยิ่งกว่าเดิม ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะเอ่ยปากตอบตกลงนั้นเอง เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของขันทีหน้าพระตำหนัก *“กราบทูลท่านอ๋อง! มีพระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... และ... และฮูหยินเอกแห่งจวนแม่ทัพเซียว นำหลักฐานลับบางอย่างมาถวายหน้าพระที่นั่งอ้างว่าฉินอ๋องซ่องสุมกำลังและคบหากับหมอเทวดานอกรีตพ่ะย่ะค่ะ!”* ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับรสชาติแห่งความสะใจและความลึกล้ำในบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%