กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งจนแสบนาสิก ตัดสลับกับกลิ่นอับชื้นของดินปืนและสนิมเหล็กที่ลอยอลวนอยู่เบื้องบนท้องฟ้าอันมืดครึ้ม ดั่งผืนผ้าแพรต่วนสีดำสนิทที่ถูกสาดทับด้วยหยาดเลือดสดๆ ของผู้คนนับหมื่น ณ ทุ่งกว้างนอกประตูเมืองหลวง
เสียงโลหิตกระทบเกราะเหล็กดังระงมราวกับเสียงพิณแห่งความตายที่ถูกดีดบรรเลงอย่างบ้าคลั่ง
มู่หว่านเอินในอาภรณ์สีขาวปักลายสมุนไพรโสมหิมะด้วยด้ายสีเงินยวง บัดนี้อาบย้อมไปด้วยคราบเลือดสีเข้มจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม นางไม่ได้หลบอยู่เบื้องหลังความปลอดภัยของกำแพงเมืองตามที่สตรีชนชั้นสูงพึงกระทำ หากแต่กำลังใช้เข็มเงินยาวสามนิ้วฝังลงบนจุดชีพจรสำคัญของพลทหารนายหนึ่งอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และเด็ดเดี่ยว เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากเนียนละเอียด ทว่าสองมือกลับมั่นคงราુวกับคีมเหล็ก แม้เสียงดาบปะทะกันจะดังสนั่นหวั่นไหวอยู่เบื้องหน้า ห่างไปเพียงชั่วลมหายใจ
"อดทนไว้เจ้าค่ะ... เลือดกำลังจะหยุดไหลแล้ว"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น แต่วิเศษยิ่งนักราวกับมีพลังขับไล่ความตายให้ถอยร่างไปได้ชั่วขณะ ทหารหนุ่มผู้บาดเจ็บพยักหน้ารับด้วยความซาบซึ้ง ดวงตาแดงก่ำก่อนจะหมดสติไปในอ้อมแขนของหน่วยแพทย์สนามที่นางกำกับดูแล
ท่ามกลางห่าฝนธนูและเสียงกรีดร้องโหยหวน สายตาคมกริบดั่งหงส์เพลิงของมู่หว่านเอินตวัดมองไปยังกึ่งกลางสนามรบ
ณ ที่นั้น... บุรุษผู้สวมชุดเกราะทองคำอร่ามตา รัศมีแผ่ซ่านความเยือกเย็นดุร้ายราศีกดขี่ผู้คนนับแสนให้ต้องสยบ เขากวัดแกว่งกระบี่ยาวที่หยาดหยดด้วยโลหิตสีแดงฉาน เซียวจ้าน หรือฉินอ๋องผู้ลือลั่น ควบม้าศึกสีหมอกพุ่งทะยานเข้ากลางวงล้อมของกองกำลังกบฏ ท่วงท่าสง่างามดั่งเทพสงครามผู้ลงมาจุติเพื่อพิพากษาโลกหล้า ทุกตวัดกระบี่คือหนึ่งชีวิตที่ดับสูญ ทุกย่างก้าวคือความพินาศของศัตรู
แม้กองทัพกบฏจะระดมกำลังเข้ามาประชิดตัวเขาจากทุกสารทิศ ทว่าไร้ซึ่งร่องรอยความหวาดหวั่นบนใบหน้าคมคายดั่งสลักจากหินหยกนั้น มีเพียงแววตาดุดันอำมหิตที่สะท้อนเงาความตายอย่างชัดเจน
*ครืนนน—!*
เสียงฟ้าคำรามสะท้อนก้องสอดรับกับคมกระบี่ที่กวาดตัดผ่านลำคอของแม่ทัพกบฏจนศีรษะหลุดลอย ร่างไร้หัวทรุดฮวบลงกับพื้นดินโคลนตม ฉินอ๋องหยุดม้าศึกชั่วขณะ ปลายกระบี่ในมือชี้ตรงไปยังกองทัพที่เหลือซึ่งเริ่มถอยร่นด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าหล่อเหลาเปรอะเปื้อนคราบโลหิตยิ่งขับเน้นความเยือกเย็นสะท้านขวัญให้เด่นชัดขึ้นไปอีก
ทว่า ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังพลิกกลับมาได้เปรียบ สายตาของเซียวจ้านกลับแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกวูบหนึ่ง เมื่อเขากวาดตามองหาเงาร่างคุ้นเคยท่ามกลางกองเลือดและควันไฟ
"หว่านเอิน..."
สัญชาตญาณของพยัคฆ์ร้ายตื่นตัวขึ้นทันที พระองค์ไม่สนพระทัยทหารกบฏที่เหลือรอดอีกต่อไป สะบัดบังเหียนควบม้าพุ่งทะยานกลับมายังค่ายพยาบาลชั่วคราวเบื้องหลังทันทีด้วยความร้อนรุ่มดั่งไฟสุมอก
ในขณะเดียวกัน ภายในกระโจมแพทย์สนาม มู่หว่านเอินเพิ่งจะผ่าเอาหัวลูกศรอาบยาพิษออกจากไหล่ของนายกองใหญ่เสร็จสิ้น นางปาดเหงื่อออกจากหน้าผากด้วยหลังมืออย่างอ่อนล้า ทันใดนั้น เงาร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าม่านกระโจมที่ฉีกขาด
ลู่ซิ่วอิง... อดีตอนุภรรยาผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนาง บัดนี้สภาพของนางช่างน่าเวทนา อาภรณ์แพรต่วนสีชมพูอ่อนเปรอะเปื้อนโคลน ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความริษยาบ้าคลั่ง มือข้างหนึ่งซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อสั่นเทา
"พี่หญิง... ท่านช่างสูงส่งเสียจริงนะเพคะ เป็นถึงหมอเทวดาผู้กอบกู้กองทัพ แต่ท่านรู้หรือไม่... ว่าความตายกำลังมาเยือนท่านแล้ว!"
ลู่ซิ่วอิงกรีดร้องด้วยความวิปลาส นางชักกริชเล่มเล็กเคลือบยาพิษร้ายแรงพุ่งเข้าใส่มู่หว่านเอินหมายปลิดชีพในคราเดียว
ทว่า มู่หว่านเอินหาได้ตกใจไม่ มุมปากเรียวงามยกยดขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยันที่เย็นชาถึงขั้วหัวใจ นางไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยง เพียงแค่สะบัดข้อมือส่งเข็มเงินอาบยาชาสามเล่มพุ่งตรงเข้าใส่จุดอัมพาตบนร่างของลู่ซิ่วอิงอย่างแม่นยำราวดั่งจับวาง!
*ตุบ!*
ลู่ซิ่วอิงล้มพับลงไปกองกับพื้นในท่าคุกเข่า ร่างกายแข็งทื่อขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว มีเพียงดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อเห็นมู่หว่านเอินก้าวเข้าไปหาช้าๆ ราוניยมทูตสาว
"เจ้าคิดว่าคนโง่เขลาอย่างเจ้า จะตามเล่ห์กลของข้าทันหรือซิ่วอิง?" มู่หว่านเอินก้มลงกระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำค้างแข็งในฤดูเหมันต์ "ทุกก้าวที่เจ้าเดินเข้ามาในค่ายนี้ ข้าเป็นคนเปิดทางให้เจ้าเข้ามาเอง... เพื่อที่บัญชีแค้นของเราจะได้สะสางเสียที"
"เจ้า... นังสารเลว! ท่านพี่ต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!" ลู่ซิ่วอิงเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความแค้นเคือง
"หมายถึงสามีสารเลวที่เจ้าแย่งชิงไปกระนั้นหรือ?" มู่หว่านเอินหัวเราะในลำคอแผ่วเบา ช่างน่าขันสิ้นดี แม่ทัพเซียวฮ่าวที่บาดเจ็บปางตายอยู่มุมกระโจมอีกด้าน กำลังส่งสายตาตื่นตระหนกและละอายใจมองมาที่นาง ทว่านางหาได้ชายตามองแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นเอง ผืนผ้ากระโจมก็ถูกกระชากขาดวิ่นด้วยปลายกระบี่คมกริบ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทองคำชุ่มโชกไปด้วยเลือดก้าวพรวดเข้ามาด้วยความกระวนกระวาย ดวงตาคมปลาบกวาดมองภรรยาตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่านางไร้รอยขีดข่วนใดๆ ลมหายใจที่สะดุดไปจึงค่อยผ่อนคลายลง
เซียวจ้านก้าวเข้าไปประคองร่างระหงของมู่หว่านเอินเข้าสู่อ้อมแขนอย่างทะนุถนอมราวกับนางเป็นแก้วตาดวงใจ ท่าทีดุร้ายเย็นชาเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่จะสูญเสียนาไปตราบนานเท่านาน
"เจ้าปลอดภัยนะ..." สุ้มเสียงทุ้มต่ำพร่าเลือนเล็กน้อย เจือความสั่นเครือที่หาได้ยากยิ่ง
มู่หว่านเอินเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ รอยยิ้มงดงามดั่งบุปผาแรกแย้มผุดขึ้นบนใบหน้าเปื้อนฝุ่น "หม่อมฉันปลอดภัยดีเพคะท่านอ๋อง... แต่ดูเหมือนว่า 'ของขวัญ' ที่พวกเราเตรียมไว้ต้อนรับกบฏกลุ่มสุดท้าย กำลังจะมาถึงพอดี"
สิ้นคำพูดของนาง เสียงฝีเท้าของม้าศึกจำนวนนับร้อยก็ดังสนั่นหวั่นไหวจากเบื้องหลังหุบเขา ท้องฟ้าที่มืดครึ้มพลันปรากฏคบเพลิงสว่างไสวเป็นทางยาว
ธงศึกผืนใหญ่โบกสะบัดกลางสายลม... แต่มันไม่ใช่ธงของกองทัพกบฏ และไม่ใช่ธงของราชสำนัก!
รอยยิ้มบนพระพักตร์ของเซียวจ้านแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงทันทีเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์บนผืนธงนั้นชัดเจน—มันคือตราประทับลับขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นศัตรู ที่ไม่ควรจะมาปรากฏ ณ ที่แห่งนี้ได้!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาถึงตอนนี้นะคะ หงส์เพลิงหวนคืนสัญญาว่าจะพาทุกท่านไปพบกับความสะใจขั้นสุดในบทหน้าค่ะ!
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ•ตอนที่ 26
เกราะทองคำและกระบี่โลหิต
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!