กลิ่นอายของอัปיוםและฝุ่นผงแห่งความอัปยศคละคลุ้งอบอวลอยู่ในห้องขังใต้ดินอันมืดมึด
โซ่ตรวนเหล็กกล้าขึ้นสนิมส่งเสียงกระทบกันยามเมื่อร่างระหงที่เคยสวมอาภรณ์ปักดิ้นทองอร่ามพยายามขยับกาย ลู่ซิ่วอิงในยามนี้มิหลงเหลือเค้าโครงของอนุภรรยาผู้สูงศักดิ์และเย่อหยิ่งในเรือนแม่ทัพอีกต่อไป เส้นผมหยิกยุ่งเหยิงรกรุงรังดั่งรังนก ใบหน้าที่เคยได้รับการประทินโฉมด้วยเครื่องสำอางชั้นดีบัดนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด ดวงตาที่เคยฉาบด้วยความริษยาและหยาดน้ำตาจอมปลอมบัดนี้เบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ยามเมื่อเงาร่างหนึ่งก้าวล่วงผ่านประตูเหล็กเข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นศิลาอย่างมั่นคงและสง่างาม
มู่หว่านเอินสวมทับด้วยชุดคลุมผ้าแพรต่วนสีม่วงเข้มปักลายหงส์เพลิงกางปีกด้วยด้ายทองคำแท้ ท่วงท่าการเดินของนางเยื้องย่างช้าๆ ทว่าทรงพลังกดดันจนอากาศรอบกายคล้ายจะเย็นเยียบลงหลายส่วน บนศีรษะปักปิ่นหยกมันแพะสลักลายดอกโบตั๋นล้ำค่า ขับเน้นใบหน้ารูปไข่ที่งดงามราวภาพวาดแต่กลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดั่งรูปปั้นหยกสลักที่ปราศจากวิญญาณแห่งความเมตตา
"เจ้า... เจ้ากล้าดียังไงถึงส่งคนไปลากตัวข้ากลับมา!" เสียงแหบพร่าของลู่ซิ่วอิงตวาดขึ้นอย่างเหลืออด นางพยายามตะเกียบคายเข้าหาซี่กรงเหล็ก ปลายนิ้วที่เคยเรียวงามบัดนี้หลุดลอกและมีคราบเลือดแห้งกรังจากการพยายามขุดคุ้ยดินเพื่อหลบหนี "ข้าเป็นถึง... ฮูหยินของท่านแม่ทัพนะ! เจ้ามันนางปีศาจ! หว่านเอิน... ปล่อยข้าไป! ปล่อยข้าไป!"
มู่หว่านเอินหยุดฝีเท้าลง ห่างจากซี่กรงเหล็กเพียงก้าวเดียว นางปรายตามองสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยใช้มารยาแย่งชิงทุกสิ่งไปจากตนด้วยแววตาดุจดั่งมองมดปลวกตัวหนึ่ง ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่งดงามเยือกเย็นดั่งดอกเหมันต์กลางฤดูหนาว
"ฮูหยินแม่ทัพงั้นหรือ?" เสียงหวานใสกังวานกังวานกังวาลดั่งระฆังหยก แต่กลับบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ซิ่วอิงเอ๋ยซิ่วอิง เจ้าช่างมีความสามารถในการหลอกลวงตัวเองได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก น่าเสียดายที่ตำแหน่งนั้น... ในหนังสือหย่าที่ข้าเป็นผู้ลงนามด้วยตนเองเมื่อชาติภพก่อนและชาตินี้ ได้สลักชื่อเจ้าเอาไว้ในฐานะ 'นักโทษเด็ดขาด' ที่ทางการประกาศจับต่างหากเล่า"
"เจ้า... เจ้าจำเรื่องพวกนั้นได้ทั้งหมด..." ลู่ซิ่วอิงผงะถอยหลังจนล้มก้นกระแทกพื้น ความหวาดกลัวสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "เป็นไปไม่ได้! เจ้าตายไปแล้ว! เจ้าดื่มยาพิษนั่นไปแล้ว! ทำไม... ทำไมเจ้าถึงยังอยู่ ย้อนเวลากลับมาล้างแค้นข้า!"
"สวรรค์เมตตาให้โอกาสข้าได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อทวงคืนทุกหยาดหยดของน้ำตา และทุกความเจ็บปวดที่พวกเจ้ามอบให้" มู่หว่านเอินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันอันน่าสะพรึงกลัว นางกวาดสายตามองสภาพอันน่าเวทนาของสตรีตรงหน้า ก่อนจะผายมือให้สาวใช้ด้านหลังนำโต๊ะไม้จันทน์ตัวเล็กและชุดน้ำชาเคลือบกระเบื้องลายครามเข้ามาตั้ง
กลิ่นหอมของสมุนไพรจีนโชยเตะจมูก ทว่ามันไม่ใช่ชาบำรุงกำลัง แต่เป็นกลิ่นหอมหวานเย็นเยียบของ 'โอสถสลายจิตวิญญาณ' ยาพิษชั้นยอดที่มู่หว่านเอินปรุงขึ้นด้วยมือของตนเอง
ในขณะเดียวกัน ที่มุมมืดของคุกใต้ดิน ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายสีเงินยวดยวงกำลังก้าวออกมาจากเงาอับชื้น เซียวจ้าน ฉินอ๋องผู้เยือกเย็นและดุร้าย ใบหน้าหล่อเหลาดั่งเทพเซียนสลักปราศจากรอยยิ้ม ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายทอดมองไปยังชายารักด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงทัน30ส่วน เมื่อเห็นนางยืนอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายอัปมงคลเช่นนี้ เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ ก้าวเข้าไปใกล้พร้อมกับใช้มือใหญ่อบอุ่นโอบรอบเอวบางของนางไว้โดยธรรมชาติ ราวกับต้องการปกป้องนางจากความสกปรกโสมมเบื้องหน้า
"เหตุใดต้องลงมายังสถานที่อัปยศเช่นนี้ด้วยตัวเจ้าเอง ให้คนลากตัวมันไปประหารเสียก็สิ้นเรื่อง" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอמהเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา ไร้ซึ่งความปรานีต่อชีวิตของสตรีในกรงขังแม้แต่น้อย
มู่หว่านเอินเอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มละมุนละไมปรากฏขึ้นบนใบหน้ายามเมื่อสบตากับพระสวามีผู้คลั่งรักนางยิ่งกว่าสิ่งใด "หม่อมฉันเพียงแต่อยากมาดูจุดจบของสุนัขจนตรอกด้วยตาตนเองเพคะ ท่านอ๋อง... บัญชีแค้นนี้ หากไม่สะสางด้วยมือตนเอง เกรงว่าดวงวิญญาณที่ตายไปในชาติก่อนคงนอนตาไม่หลับ"
ฉินอ๋องทอดถอนหายใจเบาๆ อย่างจนใจ มือหนายื่นไปจัดปิ่นหยกบนเรือនผมของนางให้เข้าที่อย่างทะนุถนอม "ตามใจเจ้า... หากเจ้าต้องการเล่นสนุกกับมัน เช่นนั้นเปิ่นหวางจะคอยยืนดูอยู่เป็นเพื่อน"
บทสนทนาระหว่างคนทั้งสองราวกับไม่เห็นหัวนักโทษประหารที่กำลังนั่งตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้า ลู่ซิ่วอิงมองภาพความสนิทสนมและอำนาจล้นฟ้าที่ชายหนุ่มมอบให้กับสตรีที่นางเคยเหยียบย่ำ ความอิจฉาริษยาและแค้นเคืองตีตื้นขึ้นมาจนกระอักเลือดคำโต
"พวกเจ้า... พวกเจ้ามันคู่ควรกันนัก! นางปีศาจกับท่านอ๋องไร้หัวใจ! สักวันหนึ่งพวกเจ้าจะต้องตกนรกหมกไหม้... อั๊ก!"
ยังไม่ทันที่ลู่ซิ่วอิงจะกล่าวจบ มู่หว่านเอินก็ยกมือขึ้นโบกเบาๆ สาวใช้ด้านหลังก้าวเข้ามาตบปากของนางฉาดใหญ่จนเลือดกบปาก เสียงกรีดร้องเงียบลงแทนที่ด้วยเสียงสะอื้นฮักอย่างน่าสมเพช
มู่หว่านเอินก้าวเข้าไปใกล้กรงขังอีกนิด นางย่อกายลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับลู่ซิ่วอิง มือเรียวขาวดุจหยกหยิบถ้วยชาเคลือบกระเบื้องที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนขึ้นมาถือไว้
"ซิ่วอิง... เจ้าจำได้หรือไม่ วันที่เจ้าบังคับให้ขแดื่มยาพิษในเรือนพัก ท่านแม่ทัพมองข้าด้วยสายตาเช่นไร?" มู่หว่านเอินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับกำลังพูดคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ "เขากล่าวหาว่าข้าจิตใจคับแคบ อิจฉาริษยา และไร้ยางอาย... ฮ่าๆๆ คิดแล้วก็น่าขันนัก ในเมื่อวันนี้เขากำลังถูกคุมขังอยู่ในคุกหลวง รอคอยราชโองการประหารเจ็ดชั่วโคตรจากพระหัตถ์ของฮ่องเต้... เจ้าคิดว่าเขาจะยังรักและปกป้องเจ้าเหมือนในอดีตหรือไม่?"
"ไม่... ไม่จริง! ท่านพี่ไม่มีวันทิ้งข้า! เขารักข้า!" ลู่ซิ่วอิงกรีดร้องสติหลุด
"รักงั้นหรือ?" น้ำเสียงของมู่หว่านเอินเยียบเย็นลงจนถึงกระดูกดำ "ความรักของคนสารเลวเช่นนั้น มีค่าพอดั่งเศษผงธุลีหรือไม่? แต่ไม่ต้องห่วง... ข้าไม่ได้มาเพื่อพรากชีวิตเจ้าอย่างรวดเร็วเกินไป ชาตินี้ข้าเตรียม 'ของขวัญชิ้นพิเศษ' เอาไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ"
นางใช้ปลายนิ้วดีดถ้วยชาในมือเล็กน้อย ของเหลวสีเขียวมรกตใสไหลผ่านซี่กรงเหล็กหยดลงบนพื้นหินตรงหน้าลู่ซิ่วอิง กลิ่นหอมหวานของดอกไม้พิษตลบอบอวลทันที
"นี่คือโอสถที่จะทำให้ประสาทสัมผัสด้านการรับรู้ของเจ้าชัดเจนขึ้นเป็นร้อยเท่า ทุกครั้งที่เข็มเงินแทงลงบนร่างของเจ้า เจ้าจะเจ็บปวดเจียนตายแต่ไม่สามารถขยับเขยื้อนหรือเปล่งเสียงร้องได้... และข้าจะให้คนลงทัณฑ์เจ้า วันละหนึ่งร้อยเข็ม เป็นเวลาสามปีเต็ม... เท่ากับจำนวนวันที่เจ้าเคยทำร้ายข้าในอดีต"
ดวงตาของลู่ซิ่วอิงเบิกกว้างจนแทบจะถล่นออกมาจากเบ้า ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกตกในพายุฝน ความหวาดกลัวสุดขีดทำให้สติของนางขาดผึ่งลงทันที นางอ้าปากค้างจะกรีดร้องแต่กลับไร้เสียงเล็ดลอดออกมา เพราะโอสถในอากาศได้เริ่มซึมเข้าสู่ร่างกายของนางแล้ว
มู่หว่านเอินลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ปัดชายกระโปรงเบาๆ ราวกับรังเกียจฝุ่นผงบนพื้น นางหันหลังกลับไปซบกายลงในอ้อมอกอันอบอุ่นของฉินอ๋องผู้เยือกเย็น ชายหนุ่มโอบกอดนางไว้แน่น ก้มลงกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่ผู้ใดก็ไม่มีวันได้ยิน
"สะใจเจ้าแล้วหรือยัง ชายาของข้า"
"ยังเพคะ..." มู่หว่านเอินแย้มรอยยิ้มพึงพอใจ ดวงตาคู่สวยประกายแสงระยิบระยับดั่งดวงดาว "ละครฉากนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น..."
ทว่า ในขณะที่มู่หว่านเอินกำลังจะหมุนตัวเดินออกจากคุกใต้ดินนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจขององครักษ์ประจำพระองค์ก็ดังแทรกเข้ามาจากทาง10เข้าคุกหลวง
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์คุกเข่าลงเบื้องหน้าฉินอ๋อง ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด "ราชโองการลับจากท้องพระโรง... ฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนักกะทันหัน และ... และพระราชสาส์นฉบับสุดท้ายระบุพระนามผู้สำเร็จราชการแผ่นดินองค์ใหม่..."
ฉินอ๋องขมวดคิ้วเข้มขึ้นทันที ดวงตาดุจเหยี่ยวหรี่แคบลงอย่างอันตราย "ผู้ใด?"
องครักษ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "องค์ชายรอง... ผู้ที่ท่านอ๋องเพิ่งกวาดล้างกองกำลังไปเมื่อเดือนก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"
มู่หว่านเอินชะงักฝีเท้า รอยยิ้มบนริมฝีปากแข็งค้างลงในฉับพลัน ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วเท้าขึ้นสู่หัวใจ เมื่อตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นหมากตาสุดท้ายที่ถูกวางไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยล!
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาถึงตอนนี้นะคะ หงส์เพลิงหวนคืนสัญญาว่าจะพาทุกท่านไปพบกับจุดจบและบทสรุปที่สะใจขั้นสุดในตอนหน้าค่ะ!
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ•ตอนที่ 30
สะสางบัญชีแค้นครั้งสุดท้าย
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!