“ต่อให้ท่านคุกเข่าจนกระดูกหัวเข่าแหลกละเอียดเป็นผุยผง... โรงโอสถ ‘อวิ๋nเหอ’ แห่งนี้ ก็ไม่มีวันต้อนรับสุนัขที่ไร้ซึ่งสัจจะอย่างแม่ทัพเซียวห่าวหรอกค่ะ”
สุ้มเสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ปราศจากระลอกคลื่น เปล่งออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบที่แต้มชาดสีแดงเรื่ออย่างประณีต มู่หว่านเอินในอาภรณ์ปักลายหงส์เพลิงสีแดงชาดทับด้วยผ้าแพรโปร่งสีนวลตา นางมิได้แม้แต่จะปรายหางตาแลมองร่างในชุดเกราะทหารที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมและหยาดฝนยามอัสดง นิ้วเรียวดั่งลำเทียนกำลังคีบเข็มเงินเล่มบางจุ่มลงในน้ำต้มโสมพันปีอย่างเชื่องช้า ราวกับว่าเบื้องหน้าของนางมิใช่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นผู้กุมกำลังพลนับหมื่น หากแต่เป็นเพียงฝุ่นผงไร้ค่าที่ปลิวมาติดชายกระโปรง
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายในยามเย็น สะท้อนภาพความอัปยศอดสูของแม่ทัพเซียวฮ่าวผู้เคยเย่อหยิ่งจองหองจนฟ้าดินต้องก้มหัวให้ บัดนี้ เขากลับต้องมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรของโรงโอสถอันดับหนึ่งในเมืองหลวง แผ่นหลังที่เคยผึ่งผายยามอยู่กลางสนามรบ บัดนี้โค้งงอลงด้วยความสิ้นหวัง ลมหายใจหอบกระเส่าปะปนกับหยาดน้ำตาและคราบเลือดจากพิษกำเริบที่กัดกินอวัยวะภายในทีละน้อย
“หว่านเอิน... ข้าขอร้องเจ้า...” เสียงทุ้มต่ำที่เคยประกาศิตกร้าวด้วยความอำมหิต บัดนี้แหบพร่าสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เซียวฮ่าวเงยใบหน้าที่ซีดเซียวไร้สีเลือดขึ้นมองสตรีที่ตนเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างไม่ใยดีในอديต “อาการกำเริบของซิ่วอิง... ไม่สิ อาการพิษในกายของนาง ไม่มีหมอคนใดในแผ่นดินรักษาได้อีกแล้ว มีเพียงเจ้า... มีเพียงเจ้าผู้เดียวที่ครอบครอง ‘ตำรับโอสถบรรพกาล’ เท่านั้นที่จะช่วยชีวิตนางได้!”
มู่หว่านเอินชะงักปลายนิ้วที่ถือเข็มเงินเล็กน้อย นางวางเข็มลงบนถาดหยกขาวอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษที่ครั้งหนึ่งนางเคยโง่งอมอบหัวใจให้ทั้งดวง ดวงตาหงส์คู่นั้นมิได้มีความโกรธแค้น ชิงชัง หรือแม้แต่ความอาลัยอาวรณ์หลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่เย็นเยียบเสียยิ่งกว่าน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู
“อ้อ อนุภรรยาลู่ผู้นั้นกำลังจะตายอย่างนั้นหรือคะ?” มุมปากของมู่หว่านเอินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา งดงามทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนคนมองต้องสันหลังวาบ “ช่างน่าเวทนานัก... แต่ก็น่าแปลกใจเสียจริง ในเมื่อนางเป็นดั่งดวงใจ เป็นสตรีผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งดอกบัวขาวที่ท่านแม่ทัพเคยเอาชีวิตเข้าปกป้อง เหตุใดสตรีผู้วิเศษเช่นนั้นจึงมาล้มป่วยลงด้วยพิษหนอนกู่ที่ใช้ปลิดชีพภรรยาหลวงเล่าเพคะ?”
คำพูดราคมมีดกรีดแทงลงกลางใจของเซียวฮ่าวอย่างจัง ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาทิ่มแทงเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันที่เขาเชื่อคำยุยงของลู่ซิ่วอิง สั่งโบยภรรยาหลวงผู้เพียบพร้อมถึงสามสิบไม้เพียงเพราะนาง ‘บังAอาจ’ ขัดขวางความสุขของอนุรัก วันที่เขาเย็นชาใส่ingนาง ปล่อยให้นางถูกกลั่นแกล้งในเรือนหลังจนแทบเอาชีวิตไม่รอด และวันที่เขาหย่าร้างกับนางอย่างไร้เยื่อใย ขับไล่นางออกจากจวนราวกับหมูเหมือนหมา
และบัดนี้ กรรมตามสนองรวดเร็วยิ่งกว่าเงาตามตัว เมื่อลู่ซิ่วอิงที่แท้จริงแล้วซ่อนพิษร้ายกาจไว้เบื้องหลังใบหน้าอันบอบบาง กลับถูกพิษย้อนกลับเข้าตัวจนร่างกายเน่าเปื่อยจากภายใน ทรมานปางตายไร้หนทางเยียวยา มีเพียงโอสถทิพย์ของมู่หว่านเอินเท่านั้นที่จะต่อลมหายใจให้ได้ แต่ทว่า... มู่หว่านเอินในวันนี้ มิใช่มู่หว่านเอินผู้โง่เขลาคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“ข้าผิดไปแล้ว...” เซียวฮ่าวโขกศีรษะลงกับพื้นหินแกรนิตจนเกิดเสียงดังทึบ ท่ามกลางสายฝนที่สาดซัด เสียงของเขาเต็มไปด้วยความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ “ข้ามันตาบอด หูเบา หลงเชื่อปีศาจร้ายในคราบมนุษย์... หว่านเอิน เจ้าจะด่าทอ จะเฆี่ยนตี หรือจะให้ข้าชดใช้ด้วยชีวิตนี้ก็ได้ ขอเพียงแค่... ขอเพียงแค่เมตตาน้ำมือช่วยชีวิตนางสักครั้งเธียรเถอะ!”
“ชดใช้ด้วยชีวิตของท่านหรือคะ?” มู่หว่านเอินหัวعเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวعเราะไพเราะดั่งระฆังแก้ว หากแต่กังวานด้วยความเย้ยหยัน “ชีวิตของแม่ทัพเซียวผู้เกรียงไกร มีค่าพอให้ข้าใช้แลกกับความตายของสตรีสารเลวผู้นั้นด้วยหรือคะ? ท่านคิดว่าความตายของท่านจะลบล้างรอยแผลเป็นที่ท่านฝังไว้บนร่างกายนางเอกคนนี้ได้หรือ? ท่านคิดว่าน้ำตาไม่กี่หยดและการคุกเข่าอย่างไร้ศักดิ์ศรีนี้ จะซื้อความรู้สึกที่ตายด้านไปแล้วของข้ากลับคืนมาได้หรืออย่างไร?”
นางลุกขึ้นยืนช้าๆ อาภรณ์สีแดงชาดสะบัดพลิ้วตามจังหวะการก้าวเดิน ท่าทางสง่างามราพgนางพญาผู้กุมชะตากรรมของคนเป็นและคนตาย นางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูกระจกที่กั้นระหว่างโลกภายในอันอบอุ่นกับโลกภายนอกที่เหน็บหนาว สายตาราบเรียบดั่งสายน้ำทอดมองลงไปยังร่างที่คุกเข่าสั่นเทาของอดีสามี
“กลับไปเถอะค่ะ... กลับไปรอรับศพอนุภรรยาที่ท่านรักนักรักหนาในจวนของท่านเสียเถอะ เพราะต่อให้ท่านคุกเข่าจนสิ้นลมหายใจตรงนี้ ต่อให้เลือดในกายของท่านไหลจนหมดตัว โรงโอสถ ‘อวิ๋nเหอ’ ก็ไม่มีวันหยิบยื่นแม้แต่เศษผงยาให้แก่ตระกูลเซียวเด็ดขาด”
น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวไร้ซึ่งความปรานี ทำลายความหวังสุดท้ายของเซียวฮ่าวจนแหลקסลาย เขาเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยดวงตาที่แดงก่ำเต็มไปด้วยความสิ้นหวังขั้นสุด ประกายความเกรี้ยวกราดและความอำมหิตที่เคยมีเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความโง่เขลาและน่าสมเพชเวทนา
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเป็นจังหวะก็ดังแทรกเสียงสายฝนเข้ามาจากตรอกด้านนอก ขบวนเกี้ยวสีดำสนิทปักลายมังกรห้าเล็บด้วยด้ายทองคำบริสุทธิ์ ประดับประดาด้วยไข่มุกราตรีขนาดเท่าไข่ห่านเคลื่อนตัวมาหยุดสนิทอยู่เบื้องหน้าโรงโอสถ ทหารองครักษ์นับร้อยนายในชุดเกราะเหล็กดำสนิทแผ่รังสีสังหารน่าสะพรึงกลัวออกมาจนอุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงทันที
มู่หว่านเอินขมวดคิ้วเล็กน้อยยามเมื่อเห็นตราประทับบนม่านเกี้ยว... *นั่นมันเกี้ยวของฉินอ๋องเซียวจ้าน!*
ม่านเกี้ยวถูกเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นบุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลัก ทว่ากลับเย็นชาและดุร้ายราวดั่งปีศาจจำแลงกาย ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองเซียวฮ่าวที่คุกเข่าอยู่ด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ร่างระหงของสตรีชุดแดงที่ยืนอยู่หลังประตูกระจก มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และอำนาจล้นฟ้า
เซียวจ้านก้าวลงจากเกี้ยวโดยไม่ชายตามองอดีตแม่ทัพผู้ตกอับแม้แต่น้อย เขาย่างก้าวอย่างมั่นคงเข้าไปหามู่หว่านเอิน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ซ่อนความคลั่งรักเอาไว้ภายใต้ความเย็นชา
“พระชายาของข้า... ดูท่าว่าเจ้าจะใจดีกับสุนัขจรจัดตัวนี้มากเกินไปแล้วกระมัง ถึงได้ปล่อยให้มันเห่าหอนรบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้าเช่นนี้”
มู่หว่านเอินยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบคำหยอกเย้าแกมบังคับของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น ทันใดนั้นเอง องครักษ์คนสนิทของเซียวจ้านก็ก้าวเข้ามาคุกเข่ารายงานด้วยสีหน้าร้อนรน มือถือราชสำนักฉบับหนึ่งที่ประทับตราลับสีชาดส่งให้ผู้เป็นนาย
“ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการด่วน... ทรงมีรับสั่งให้ปลดแม่ทัพเซียวฮ่าวออกจากตำแหน่งทั้งหมด และ... และให้ส่งตัวอนุภรรยา Lู่ซิ่วอิง ไปรับโทษประหารชีวิตด้วยสุราพิษในข้อหาวางยาพิษขุนนางขั้นสูงพ่ะย่ะค่ะ!”
เซียวจ้านรับราชโองการมาถือไว้ด้วยท่าทางสบายๆ เขายังคงจ้องมองมู่หว่านเอินด้วยสายตาพราวระยับ ก่อนจะปรายตามองเซียวฮ่าวที่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความช็อกระทึก
“ดูเหมือนว่าเจ้าไม่ต้องเหนื่อยมือจัดการมันแล้วล่ะ หว่านเอิน...” เซียวจ้านเอ่ยกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่าแฝงความหมายลึกซึ้ง “เพราะตอนนี้... ศัตรูของเจ้ากำลังจะกลายเป็นคนตายในอีกไม่กี่ลมหายใจข้างหน้านี้แล้ว”
มู่หว่านเอินนิ่งงันไปชั่วขณะ นางหันกลับไปมองราชโองการในมือของท่านอ๋อง ก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นลายนิ้วมือและรอยประทับตราลับที่คุ้นเคย... *ตราประทับนี้มัน... ของกลุ่มเงาพยัคฆ์ที่นางเพิ่งมอบให้เซียวจ้านเมื่อคืนไม่ใช่หรือ?!*
หัวใจของนางกระตุกวูบทันที
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ หงส์เพลิงหวนคืนจะพาทุกท่านไปพบกับจุดพลิกผันที่สะใจยิ่งกว่าเดิมในตอนหน้าค่ะ!
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ•ตอนที่ 20
การคุกเข่าร้องขอความเมตตา
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!