“ใบหย่าอยู่ในมือท่านแล้ว เหตุใดจึงยังทำตัวเป็นสุนัขหวงก้างขวางประตูเรือนข้าอยู่อีกเล่า ท่านแม่ทัพเซียว?”
น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดที่กรีดลงบนความถือดีของบุรุษเบื้องหน้า มู่หว่านเอินยืนเด่นเป็นสง่าในอาภรณ์สีเขียวหยกปักลายดอกเหมยเหมันต์ เรือนผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวเรียบง่ายทว่าทรงอำนาจ นางไม่ได้เหลือบมองบุรุษที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงข้ามแม้เพียงครึ่งครา ดวงตาเรียวสวยคู่นั้นทอดมองไปยังยอดไม้ที่ไหวเอนตามแรงลมด้วยความเฉยเมย
เซียวฮ่าวขบกรามแน่น สันกรามหนาขึ้นรอยนูนอย่างเห็นได้ชัด ในฐานะแม่ทัพผู้กุมอำนาจคุมกองทัพรักษาพระนคร เขาไม่เคยถูกสตรีใดหยามเกียรติเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะจาก 'ภรรยา' ที่เคยปรนนิบัติพัดวีเขาอย่างอ่อนน้อมในอดีต
“หว่านเอิน... เจ้าประชดประชันข้ามากเกินไปแล้ว” เซียวฮ่าวพยายามปรับน้ำเสียงให้ทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความอดทน “เรื่องอนุภรรยาข้าได้จัดการลงโทษลู่ซิ่วอิงไปแล้ว กักบริเวณนางไว้ในเรือนหลัง เจ้ายังต้องการสิ่งใดอีก? หรือการที่เจ้าหายตัวไปสามวัน แล้วกลับมาพร้อมท่าทีเช่นนี้ คือการเรียกร้องความสนใจที่เจ้าคิดว่าข้าจะยอมตามใจเจ้าไปตลอดงั้นหรือ?”
มู่หว่านเอินแค่นยิ้ม เสียงหัวเราะแผ่วเบาดุจเสียงระฆังแก้วกระทบกันแต่กลับเย็นเยียบถึงขั้วหัวใจ นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากระจ่างใสคู่นั้นสะท้อนภาพบุรุษที่นางเคยโง่เขลาฝากชีวิตไว้
“เรียกร้องความสนใจ?” นางทวนคำ “ท่านแม่ทัพ ท่านเข้าใจผิดไปถนัดตา ข้าไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากท่าน และข้าก็ไม่ได้สนใจว่าท่านจะลงโทษใครหรือจะรักใคร่ใคร่กับหญิงผู้ใดในเรือนหลังนั่นอีกต่อไป สิ่งเดียวที่ข้าต้องการ คือความเป็นอิสระ... ข้าขอคืนอิสรภาพให้ตัวข้าเอง”
“เจ้าพูดเรื่องไร้สาระอะไร!” เซียวฮ่าวโพล่งขึ้น มือหนาคว้าข้อมือของนางไว้แน่น ทว่ามู่หว่านเอินกลับสะบัดออกด้วยท่าทีรังเกียจราวกับถูกสัมผัสจากสิ่งปฏิกูล
“ไร้สาระงั้นหรือ?” นางก้าวเข้าไปใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนหอมกลิ่นดอกมู่ตานจางๆ ปะทะกับจมูกของเขา “ท่านหลงลืมไปแล้วหรือว่าผู้ใดกันที่วางยาพิษช้าๆ ในถ้วยชาของข้าตลอดสามปีที่ผ่านมา? ใครกันที่ปล่อยให้ลู่ซิ่วอิงเหยียบย่ำศักดิ์ศรีข้าจนไม่เหลือชิ้นดี? บัดนี้ข้าไม่ใช่ฮูหยินผู้โง่เขลาคนเดิมที่ท่านจะจูงจมูกไปมาได้อีกแล้ว ท่านแม่ทัพ...”
ท่ามกลางความตึงเครียด บรรยากาศรอบเรือนเงียบสงัดจนได้ยินเสียงใบไม้ร่วงหล่น ทว่าในชั่วพริบตานั้น ร่างสูงสง่าในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักด้ายทองคำเป็นลายมังกรพยศก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังมู่หว่านเอิน แรงกดดันมหาศาลจากบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพแผ่ออกมาจนคนรับใช้รอบข้างต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
“ดูท่า... เปิ่นหวางจะมาขัดจังหวะการร่ำลาของพวกท่านเสียแล้ว”
เสียงทุ้มต่ำทว่ากังวานดุจเสียงเหล็กกระทบกันดังขึ้น เซียวจ้าน—ฉินอ๋อง—คลี่พัดจีบในมือออกช้าๆ นัยน์ตาสีเข้มดุจท้องฟ้ายามราตรีกวาดมองเซียวฮ่าวด้วยแววตาที่เย้ยหยัน “ท่านแม่ทัพเซียว ดูเหมือนท่านกำลังใช้กำลังกับสตรีที่เพิ่งหย่าขาดจากท่านงั้นหรือ? ช่างเป็นกิริยาที่สมกับเป็น 'วีรบุรุษ' แห่งเมืองหลวงเสียจริงนะ”
เซียวฮ่าวชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด “ท่านอ๋อง... เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวในครอบครัวของกระหม่อม หวังว่าพระองค์จะไม่ทรงก้าวก่าย”
“ครอบครัว?” ฉินอ๋องหัวเราะร่า ทว่าแววตาหาได้มีความขบขัน “นางเพิ่งยื่นหนังสือหย่าต่อหน้ากรมทะเบียนราษฎร์เมื่อครู่นี้ และเปิ่นหวางก็เพิ่งจะเป็นพยานลงนามให้... นางหาใช่ฮูหยินของท่านอีกต่อไป”
มู่หว่านเอินหันไปมองท่านอ๋องด้วยสายตาแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มบางที่ดูงดงามราวกับบุปผาแย้มบานในฤดูใบไม้ผลิ นางย่อกายทำความเคารพอย่างงดงามไร้ที่ติ “ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง ที่ทรงเมตตาให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉัน”
เซียวฮ่าวหน้าถอดสี มือที่กำแน่นสั่นเทา “เจ้า... เจ้าถึงกับขอให้ฉินอ๋องเป็นคนกลางงั้นหรือ? มู่หว่านเอิน! เจ้าคิดจะหักหลังข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
มู่หว่านเอินเพียงแค่ปรายตามองเขาด้วยความเวทนา “ความรักที่ข้าเคยมีให้ท่าน มันตายไปพร้อมกับคำโกหกของท่านตั้งแต่วันที่ท่านเลือกจะเชื่อสตรีอื่นมากกว่าภรรยาของตนเองแล้ว ท่านแม่ทัพ... นับจากนี้ไป ต่างคนต่างเดินต่างทางเถิด”
นางไม่รอให้เขาโต้ตอบ หันหลังเดินตามร่างสูงใหญ่ของฉินอ๋องไปอย่างมั่นคง กลิ่นหอมจางๆ ที่ทิ้งไว้เบื้องหลังทำให้เซียวฮ่าวรู้สึกเหมือนหัวใจถูกกระชากออกไปสดๆ เขาพยายามจะก้าวตาม แต่แล้วดาบเล่มยาวขององครักษ์เงาก็พาดผ่านลำคอของเขาไว้ในระยะอันตราย
“ล้ำเส้นเกินไปแล้ว ท่านแม่ทัพ” เสียงราบเรียบขององครักษ์ทำให้เซียวฮ่าวต้องหยุดนิ่ง
ขณะที่มู่หว่านเอินกำลังจะก้าวขึ้นรถม้าหรูหราของตำหนักอ๋อง ฉินอ๋องก็โน้มตัวลงมากระซิบข้างหูของนาง เสียงนั้นแผ่วเบาแต่ทำให้หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะ “ใบหย่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หว่านเอิน... เจ้าเตรียมใจรับมือกับ 'ของขวัญ' ที่เปิ่นหวางจะมอบให้เจ้าในงานเลี้ยงคืนนี้แล้วหรือยัง?”
มู่หว่านเอินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาท้าทายของนางจุดประกายความพึงพอใจในดวงตาของบุรุษผู้เย็นชา
“หม่อมฉันเตรียมพร้อมเสมอเพคะ แต่ท่านอ๋อง... อย่าลืมว่าข้าคือหมอโอสถ สิ่งใดที่ข้าจะมอบให้ท่านคืน หากมันมีพิษร้ายแรงกว่าที่ท่านคิดไว้ ท่านจะว่าอย่างไร?”
ฉินอ๋องชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ “น่าสนใจ... หวังว่าเจ้าจะทำได้อย่างที่พูด”
รถม้าเคลื่อนตัวออกไปทิ้งให้เซียวฮ่าวยืนเคว้งอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนนับร้อยที่ต่างซุบซิบเรื่องการหย่าขาดครั้งยิ่งใหญ่ ทว่าในขณะที่ความวุ่นวายกำลังก่อตัวขึ้น เสียงฝีเท้าของทหารหลวงกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงประกาศก้อง
“มีพระราชโองการด่วน! ให้แม่ทัพเซียวฮ่าวและอดีตฮูหยินมู่หว่านเอิน เข้าเฝ้าฝ่าบาทในท้องพระโรงโดยด่วน... โทษฐานลักลอบกระทำการลับหลังเบื้องสูง!”
มู่หว่านเอินที่นั่งอยู่บนรถม้าชะงักค้าง นางหันไปมองฉินอ๋องที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยดุจรูปปั้น แต่มีเพียงแววตาที่เต้นระริกด้วยความตื่นเต้นที่นางเท่านั้นที่มองเห็น
“ท่านวางแผนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้วสินะ?” นางถามเสียงกระซิบ
ฉินอ๋องเพียงแค่หยิบถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ “เปิ่นหวางบอกแล้วไง ว่าเรามาหารือเรื่องทะเบียนสมุดหย่ากัน... แต่มันคงจะน่าเบื่อไปหากไม่มีละครฉากใหญ่ให้ชม”
หงส์เพลิงหวนคืนหวังว่าท่านผู้อ่านจะดื่มด่ำไปกับรสชาติแห่งความแค้นที่กำลังเข้มข้นขึ้นในตอนหน้านะคะ ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับนางเอกของเราค่ะ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ•ตอนที่ 4
รอยร้าวที่ไม่อาจประสาน
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!