เสียงหยกประดับกระทบกันเบาหวิวคล้ายเสียงระฆังสำริดยามต้องลมในสุสาน กลิ่นกำยานหมื่นลี้อวลกำจายเคล้ากับกลิ่นเหล้าองุ่นหมักจากแคว้นซีเป่ยที่ลอยอลวนอยู่เบื้องล่างท้องพระโรงกว้างใหญ่ ประหนึ่งม่านหมอกสีชาดที่ปกคลุมความโสมมและคมดาบซ่อนเร้นภายใต้อาภรณ์แพรพรรณ
“ทูลฝ่าบาท ทูตแห่งแคว้นเป่ยหรงถวายพระพรขอให้พระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงกราบทูลกังวานก้องสะท้อนโครงสร้างไม้จันทน์หอมแกะสลัก ทว่าความสนใจของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์นับร้อยชีวิตในท้องพระโรง กลับมิได้หยุดอยู่ที่คณะทูตต่างเมือง หากแต่ถูกดึงดูดให้หยุดนิ่ง ราวกับถูกมนตราสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อบานประตูไม้สักทองแกะสลักลายหงส์ร่อนค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกด้วยข้าราชบริพาร
ณ ที่นั้น... สตรีผู้ก้าวเข้ามาดุจดั่งภาพวาดโบราณที่หลุดออกมาจากม้วนคัมภีร์
มู่หว่านเอินสวมอาภรณ์แพรต่วนสีแดงเพลิงปักด้ายทองคำบริสุทธิ์เป็นลวดลายพฤกษาและหงส์กางปีก ลวดลายเหล่านั้นถูกปักอย่างประณีตบรรจงจนยามเมื่อนางเคลื่อนกาย แสงคบเพลิงและโคมแก้วเจียระไนในท้องพระโรงสะท้อนกระทบจนเกิดประกายระยิบระยับราวกับเปลวเพลิงที่กำลังระบำ บนเรือนผมสีดำขลับประดับด้วยปิ่นหยกมันจะและปิ่นทองคำฝังไข่มุกราตรี ชายกระโปรงยาวลากพื้นทอดตัวยาวตามจังหวะก้าวเดินที่สง่างาม เด็ดเดี่ยว และมั่นคงไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ท่วงท่าของนางในยามนี้มิใช่เพียงความงดงามสะคราญโฉม หากแต่เปี่ยมด้วยรัศมีอันสูงส่งเยือกเย็น ดุจดั่งพญาหงส์ที่โบยบินกลับคืนสู่วังหลวงอีกคราด้วยความองอาจ
ทุกย่างก้าวที่นางเหยียบย่างลงบนพื้นหินอ่อน ท้องพระโรงทั้งท้องพระโรงก็พลันเงียบสงบลงราวกับป่าช้า
สายตานับร้อยคู่พุ่งตรงมาที่นางอย่างพร้อมเพรียง บางคู่เต็มไปด้วยความริษยา บางคู่ฉายแววตะลึงงัน และที่ล้ำลึกที่สุดคือสายตาของบุรุษผู้หนึ่งที่ประทับอยู่ ณ ตำแหน่งอันสูงส่งทางด้านซ้ายของบัลลังก์มังกร
เซียวจ้าน หรือฉินอ๋อง ผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผู้เยือกเย็นและดุร้ายจนขึ้นชื่อว่ายมทูตมีชีวิต ดวงเนตรคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างเพรียวระหงของมู่หว่านเอิน ชั่วขณะหนึ่งที่มุมปากหยักลึกได้รูปของท่านอ๋องยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาประกายความพึงพอใจและลุ่มหลงฉายชัดผ่านนัยน์ตาคู่ดุร้ายนั้น ราวกับสัตว์ป่าตัวฉกาจที่พบเหยื่ออันโอชารสและทรงคุณค่าที่สุดในชีวิต
“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีเพ่ะย่ะค่ะ”
มู่หว่านเอินย่อกายลงทำความเคารพอย่างงดงามตามธรรมเนียมโบราณทุกประการ ท่วงท่าของนางนุ่มนวลแต่ทว่าแฝงความแข็งกร้าวอยู่ในที น้ำเสียงกังวานใสราศีกระจ่างใสสะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรง
ฮ่องเต้ผู้ประทับบนบัลลังก์มังกรทอดพระเนตรลงมาด้วยความสนพระราชหทัยระคนแปลกพระราชทัย พระองค์ทรงโบกพระหัตถ์เบาๆ “ลุกขึ้นเถิด... มู่หว่านเอิน เจ้ามิได้เข้าเฝ้าในงานเลี้ยงหลวงเช่นนี้นานโขแล้ว วันนี้สวมอาภรณ์งดงามยิ่งนัก ช่างต้องตาต้องใจเสียจริง”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันเพียงแต่เกรงว่าหากแต่งกายเรียบง่ายเกินไป อาจเป็นการเสียมารยาทต่อคณะทูตต่างเมืองและทำให้ราชสำนักต้องเสื่อมเสียเกียรติภูมิเพ่ะย่ะค่ะ” คำกล่าวของนางชาญฉลาดและเฉียบคมยิ่งนัก ทุกถ้อยคำร้อยเรียงดั่งบทกวีทว่าแฝงนัยเชือดเฉือน
ณ มุมหนึ่งของท้องพระโรง แม่ทัพเซียวฮ่าว อดีตสามีผู้ตาบอดและหูเบาของนาง ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาด ความทรงจำในอดีตที่เขาเคยขับไล่นางออกจากจวนอย่างไร้เยื่อใยผุดขึ้นมาซ้อนทับกับสตรีสูงศักดิ์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าในยามนี้ มู่หว่านเอินในอดีตเปรียบเสมือนเงาที่คอยปรนนิบัติตนด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว แต่มู่หว่านเอินในวันนี้... กลับเปล่งประกายเจิดจ้าเสียจนเขามิกล้าแม้แต่จะสบตา ดวงตาคมกิริดุจเหยี่ยวของเซียวฮ่าวสั่นไหวระริก หัวใจกระตุกวูบด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่อาจนิยาม—ทั้งเสียดาย ทั้งโหยหา และทั้งหวาดหวั่น
ข้างกายของแม่ทัพเซียวฮ่าวคือลู่ซิ่วอิง อนุภรรยาผู้เคยกำชัยชนะในเรือนหลัง อนุสาวรีแห่งความเสแสร้งนางนี้สวมอาภรณ์สีม่วงอ่อนพยายามเลียนแบบความหรูหรา ทว่ายามยืนเคียงข้างมู่หว่านเอินแล้ว กลับดูราวกับนกกระจอกเทียบหงส์ฟ้า ลู่ซิ่วอิงกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนยับยู่ยี่ เล็บสีชาดจิกเข้ากับฝ่ามือจนเลือดซึม ดวงตาที่มักฉาบด้วยรอยยิ้มจอมปลอมในยามนี้กลับเบิกกว้างด้วยความริษยาแผดเผา นางไม่คาดคิดเลยว่าสตรีที่นางเคยเหยียบย่ำจะสามารถพลิกฟื้นกลับมาสง่างามและทรงอำนาจถึงเพียงนี้ได้!
“ฮูหยิน... อ้อ ไม่สี้ ตอนนี้คงต้องเรียกว่าคุณหนูมู่กระมัง” ลู่ซิ่วอิงฝืนแย้มยิ้มบิดเบี้ยวเดินเข้ามาใกล้ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานเลี่ยนที่ซ่อนพิษร้ายไว้ภายใน “ไม่นึกเลยว่าท่านจะกล้าปรากฏตัวในงานใหญ่เช่นนี้ ทั้งยังแต่งกายเสียโดดเด่น... เกรงว่าอาจจะทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตาผู้อื่นจนงามหน้าเอาได้นะเพ่ะย่ะค่ะ”
มู่หว่านเอินไม่แม้แต่จะหันไปมองหน้าอนุภรรยาผู้นั้น นางเพียงปรายหางตาอันเยียบเย็นมองลงมาเล็กน้อย ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่งที่ไม่มีค่าแม้แต่จะเปลืองน้ำลายด้วย
“อนุรุ่ย... อ้อ อนุลู่ซิ่วอิงสินะคะ” มู่หว่านเอินเอ่ยทวนคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนอีกฝ่ายชะงัก “ในงานพระราชพิธีรับรองทูตต่างเมืองเช่นนี้ กฎมณเฑียรบาลระบุชัดเจนว่าอนุภรรยาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะก้าวเข้ามาเหยียบย้ำในท้องพระโรงชั้นใน เหตุใดเจ้าจึงกล้าอาจหาญเดินล้ำเส้นธรรมเนียมโบราณ เข้ามาปะปนอยู่ท่ามกลางขุนนางและฮูหยินเอกผู้มีบรรดาศักดิ์เล่า? หรือว่าตระกูลเซียวของพวกเจ้า... คิดจะเหยียบย่ำกฎหมายบ้านเมืองและเบื้องสูงไปเสียแล้ว?”
ประโยคเดียว... ดุจคมมีดอาบยาพิษที่พุ่งปักกลางหัวใจของเซียวฮ่าวและลู่ซิ่วอิงอย่างแม่นยำ!
ใบหน้าของแม่ทัพเซียวฮ่าวเผือดสีลงทันที เขารีบก้าวออกมาก้าวหนึ่งเพื่อแก้ตัว “หว่านเอิน... เจ้าอย่าได้กล่าววาจาใส่ร้ายกันเกินไปนัก ซิ่วอิงนางเพียงแต่...”
“แม่ทัพเซียว” เสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น และดุร้ายดั่งพญาเสือดาวที่ซุ่มรอขย้ำเหยื่อดังแทรกขึ้นขัดจังหวะ เซียวจ้าน ฉินอ๋อง ค่อยๆ วางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะไม้สลัก เสียงกระทบเบาๆ นั้นกลับดังก้องกังวานเสียดแทงประสาทสัมผัสของทุกคนในห้อง
ฉินอ๋องปราบตามองแม่ทัพเซียวฮ่าวด้วยแววตาดุจคมดาบที่พร้อมปลิดชีพ “สนทกับพระชายา... อ้อ ว่าที่พระชายาแห่งตำหนักฉินอ๋องของเปิ่นหวาง เหตุใดเจ้าจึงใช้สรรพนามสนิทสนมเช่นนั้นเล่า? หรือว่าท่านแม่ทัพคิดว่าอำนาจในกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ทำให้เจ้าสามารถล่วงเกินสตรีที่เปิ่นหวางหมายปองได้?”
ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วท้องพระโรงทันที!
คำว่า *“สตรีที่เปิ่นหวางหมายปอง”* หลุดออกมาจากพระโอษฐ์ของฉินอ๋องผู้ไม่เคยชายตาดูล่อลวงสตรีใดในแผ่นดิน! ฮ่องเต้ชะงักไปชั่วขณะ เหล่าขุนนางต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง ส่วนมู่หว่านเอิน... นางเพียงชำเลืองมองพระพักตร์หล่อเหลาที่เปี่ยมด้วยความดุดันของฉินอ๋องเล็กน้อย มุมปากของนางแย้มยิ้มบางเบาอย่างรู้ทันเกม
เซียวฮ่าวหน้าซีดเผือด เข่าแทบทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวอำนาจกดดันจากฉินอ๋อง “กระหม่อม... กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ ฉินอ๋องโปรดทรงพิโรธน้อยลง”
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ขันทีเฒ่าผู้ดูแลพระราชสำนักก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาจากนอกท้องพระโรง ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด สองมือประคองราชโองการสีทองอร่ามที่ประทับตราหยกกระบี่สวรรค์ ซึ่งเป็นราชโองการลับจากแดนเหนือที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมาถึงในยามนี้!
“ทูลฝ่าบาท! มี... มีสาส์นด่วนจากชายแดนเหนือพ่ะย่ะค่ะ! กองทัพเป่ยหรงละเมิดสนธิสัญญา ยกพลประชิดชายแดนสามแสนนาย... และ... และพวกมันส่งสิ่งนี้มาพร้อมกับหัวแม่ทัพกองหน้าของเราพ่ะย่ะค่ะ!”
ขันทีเฒ่าทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความตื่นตระหนก พร้อมกับเปิดหีบไม้สนประทับยันต์ผนึกสี่ชั้นออก เผยให้เห็นวัตถุบางอย่างภายในที่ส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วท้องพระโรง!
ดวงตาทุกคู่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงขีดสุด ทว่ามู่หว่านเอินกลับหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนาง เมื่อนางเห็นตราประทับลับที่ซ่อนอยู่บนหีบไม้นั้น—ตราประทับของคนที่นางรู้จักดีที่สุดในชาติภพก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับรสชาติแห่งความสะใจและความลึกล้ำในบทนี้นะคะ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ•ตอนที่ 10
การเดินหมากในงานเลี้ยงวังหลวง
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!