กลิ่นอายกำยานบุษบกผสมผสานกับความเย็นเยียบของน้ำค้างยามค่ำคืนในจวนฉินอ๋อง ช่างอบอวลไปด้วยความระทึกที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
มู่หว่านเอินปักปิ่นหยกขาวลงบนมวยผมทรงเทพธิดาด้วยความประณีต นางอยู่ในอาภรณ์ชุดยาวผ้าไหมซาตินปักดิ้นเงินลายหงส์ร่อน ทว่าเบื้องหน้าของนางในยามนี้หาใช่ห้องโถงกว้างเพื่อพิพากษาผู้ใดไม่ หากแต่เป็นบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพนับแสนทหารที่ยืนสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่างบานแกะสลักลวดลายวิจิตร
"ท่านอ๋องดึกดื่นป่านนี้แล้ว ยังไม่เสด็จกลับเรือนพักอีกหรือเพคะ?" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ดุจผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังอันเป็นสัญชาตญาณของสตรีผู้เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง
เซียวจ้านมิได้หันกลับมาทันที เขายังคงทอดสายตาออกไปเบื้องนอก ปล่อยให้แสงจันทร์สีนวลสาดส่องกระทบโครงหน้าคมคายดั่งเทพสลักและอาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรทองของเขา แผ่นหลังกว้างใหญ่นั้นแผ่ซ่านไอสังหารที่ผู้คนต่างหวาดผวา ทว่าในเวลานี้ กลับมีร่องรอยของความอ่อนล้าที่ซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน
เขาก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ ร่างสูงใหญ่กดดันบรรยากาศรอบตัวให้แคบลงจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ จากสนามรบโชยปะทะนาสิกของมู่หว่านเอิน
"หว่านเอิน..." เสียงทุ้มต่ำเอמהนเอื้อนออกมาอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งจองหองดังเช่นยามเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางในท้องพระโรง "เจ้ายังคงระแวงข้าอยู่สินะ"
มู่หว่านเอินเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมกริบนั้น รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเยียบเย็น "หม่อมฉันมิกล้าบังอาจระแวงผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรอกเพคะ เพียงแต่... คนเรามักหวาดกลัวสิ่งที่ตนยังคาดเดาไม่ได้เสมอ"
"เช่นนั้นหรือ?" เซียวจ้านแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่นั้นลẫกซึ้งดั่งห้วงมหาสมุทรที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง "แล้วถ้าสิ่งที่เจ้าคาดเดาไม่ได้... คือหัวใจของข้าเล่า?"
บรรยากาศภายในห้องราวกับหยุดนิ่งลงในฉับพลัน เข็มสักเล่มตกพื้นย่อมได้ยินเสียง มู่หว่านเอินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม นางถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อรักษา ระยะห่างอันเหมาะสม ทว่ามือหนากลับเอื้อมมาคว้าข้อมือเรียวของนางไว้เบื้องหน้า แรงบีบนั้นมั่นคงและอ่อนโยนในคราเดียวกัน ไม่มีทีท่าว่าจะบังคับขู่เข็ญ แต่ก็ไม่อนุญาตให้นางถอยหนี
"ท่านอ๋อง โปรดสำรวมด้วยเพคะ" นางเตือนสติด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหัวใจกลับเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
"สำรวม?" เซียวจ้านทวนคำ รอยยิ้มขมขื่นปรากฏบนเรียวปากหยักลึก "นับตั้งแต่วันที่ข้าเห็นเจ้าพลิกเกมตบหน้าอนุภรรยาไร้ค่าผู้นั้น และกระชากหน้ากากของตระกูลเซียวลงมาเหยียบย่ำดิน หว่านเอิน... เจ้าก็มิเคยอยู่ในกรอบความสำรวมที่โลกใบนี้ขีดไว้ให้เลยสักครั้ง เหตุใดตอนนี้จึงมาเอ่ยคำว่าสำรวมกับข้า?"
"นั่นเพราะการกระทำของหม่อมฉันมีเป้าหมาย..."
"แล้วเป้าหมายของข้าเล่า ในสายตาเจ้า ข้าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่เจ้าใช้ประโยชน์ในการแก้แค้นเท่านั้นหรือ?" เซียวจ้านเอ่ยแทรกขึ้น น้ำเสียงของเขาจริงจังและหนักแน่นดั่งหินผา ความเย็นชาที่ผู้คนต่างหวาดกลัวมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความปรารถนาอันแรงกล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงตาคู่นั้น
"หว่านเอิน... ข้า เซียวจ้าน ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อผู้ใด ไม่เคยยอมก้มหัวให้บัลลังก์ใด และไม่เคยชายตาแลสตรีใดในใต้หล้า แต่เหตุไฉน... ยามที่เห็นเจ้ายืนหยัดอย่างโดดเดี่ยว ทว่าสง่างามดั่งหงส์เพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า หัวใจของข้ากลับยอมจำนนต่อเจ้าตั้งแต่คราแรกที่สบตา"
คำสารภาพรักที่พรั่งพรูออกมาท่ามกลางแสงจันทร์ ช่างทรงพลังและหนักหน่วงดั่งค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของมู่หว่านเอิน นางนิ่งงันไป มือที่ถูกกุมไว้สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือของบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้น
นี่ไม่ใช่คำหวานจากบุรุษเจ้าสำราญในหอคณิกา แต่เป็นคำประกาศิตจากยอดแม่ทัพผู้พร้อมจะยกแผ่นดินนี้มารองรับบาทของนาง หากแต่นาง... ผู้ซึ่งหัวใจถูกแช่แข็งด้วยความเจ็บปวดจากการทรยศในชาติก่อน ยังกล้าที่จะเปิดประตูรับความรู้สึกนี้อีกหรือ?
"ท่านอ๋อง ทรงตรัสสิ่งใดออกมา เพคะ..." มู่หว่านเอินพยายามบังคับน้ำเสียงมิให้สั่นไหว นางหลบสายตาคมกริบคู่นั้น "หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีที่แปดเปื้อน มลทินจากการแต่งงานครั้งก่อน และมีแต่ความแค้นสุมอก ท่านเป็นถึงฉินอ๋องผู้สูงศักดิ์ ไฉนจึงมามอบความรู้สึกเช่นนี้ให้แก่สตรีเช่นหม่อมฉัน?"
เซียวจ้านสาวเท้าเข้าไปประชิดตัว จนกลิ่นกายหอมละมุนของสมุนไพรจีนจากตัวนางผสมผสานกับกลิ่นบุรุษของเขา มืออีกข้างของเขาเอื้อมขึ้นประคองแก้มนวลเนียนไว้อย่างทะนุถนอม นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ผ่านผิวแก้วเนียนแผ่วเบาราวกับกลัวว่านางจะแตกสลาย
"แปดเปื้อนงั้นหรือ?" น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่มและดุดันในเวลาเดียวกัน "ในสายตาคนอื่นเจ้าอาจเป็นเช่นนั้น แต่ในสายตาของเซียวจ้านผู้นี้ หว่านเอิน... เจ้าคืออัญมณีล้ำค่าที่ถูกพวกมันย่ำยีอย่างโง่เขลา และข้า... จะเป็นผู้กวาดล้างทุกคนที่เคยทำร้ายเจ้าให้สิ้นซาก ไม่เว้นแม้แต่พี่ชายสารเลวของข้าเอง!"
คำพูดนั้นหนักแน่นดั่งคำสาบาน ท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน มู่หว่านเอินเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอีกครั้ง ในแววตาคู่คมนั้นไม่มีร่องรอยของการเสแสร้ง มีเพียงความจริงจังที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอุปสรรคเพื่อปกป้องนาง
หัวใจที่ด้านชามานานนับปีของนาง คล้ายมีรอยร้าวเกิดขึ้นจากความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามา ทว่าก่อนที่นางจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพื่อตอบรับหรือปฏิเสธ
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นมาจากนอกหน้าต่างเรือนพัก ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักอึ้งนับสิบสายพุ่งตรงเข้ามายังตำหนักของฉินอ๋องอย่างรวดเร็วผิดปกติ!
เซียวจ้านเปลี่ยนสีหน้าจากความอ่อนโยนเป็นความเยือกเย็นดุร้ายในพริบตาเดียว ร่างสูงดึงมู่หว่านเอินเข้าามาหลบไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว มือหนากระชับกระบี่ประจำกายที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมามั่น พร้อมกันนั้น ประตูห้องไม้สักแกะสลักก็ถูกถีบกระเด็นหลุดออกด้วยพลังภายในอันรุนแรง
ร่างในชุดดำสนิทปิดบังใบหน้านับสิบพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมอาวุธอาบยาพิษประกายแสงสีเขียวมรกตสะท้อนกับแสงจันทร์ ทว่าที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือผู้นำกลุ่มมือสังหารที่ก้าวเข้ามาเป็นคนสุดท้าย ถือป้ายคำสั่งลับของสำนักราชองครักษ์หลวงที่สลักตราประทับของ "ฮ่องเต้" เอาไว้เด่นชัด!
เซียวจ้านแค่นยิ้มเยียบเย็น นัยน์ตาดุจดั่งพญาเหยี่ยวจ้องมองผู้มาเยือนด้วยความดูแคลน "ดูท่า... เสด็จพี่คงหมดความอดทนที่จะรอให้ข้าเดินทางกลับไปรับโทษในท้องพระโรงแล้วกระมัง"
มู่หว่านเอินที่ยืนอยู่เบื้องหลังแผ่นหลังกว้างของพระเอก สายตาพลันทอประกายแสงคมกริบ นางเหลือบไปเห็นลวดลายพิษบนใบดาบของมือสังหารกลุ่มนั้น แล้วหัวใจก็กระตุกวูบ พิษชนิดนี้มิใช่พิษจากในวังหลวง ทว่ามันคือพิษหายากจากตำหนักของ "ลู่ซิ่วอิง"!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ หงส์เพลิงหวนคืนจะพาทุกท่านไปพบกับจุดพลิกผันที่สะใจและระทึกยิ่งกว่าเดิมในตอนหน้าค่ะ!
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ•ตอนที่ 22
ค่ำคืนแห่งการสารภาพรัก
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!