“ข้ามิได้ต้องการสิ่งใดจากเจ้า นอกจากหยาดเลือดที่ไหลรินลงบนกระดาษใบนี้ เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เจ้าปรารถนามาตลอดชีวิตนั้น... แท้จริงแล้วคือเพลิงบรรลัยกัลป์ที่เผาผลาญเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน”
มู่หว่านเอินเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในท้องพระโรง กลิ่นกำยานไม้กฤษณาราคาแพงฟุ้งกระจายจนชวนเวียนหัว นางสวมอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายหงส์ทองที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง สายตาของนางจดจ้องไปยังแม่ทัพเซียวฮ่าวที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่เบื้องหน้า เบื้องหลังเขาลู่ซิ่วอิงในชุดผ้าไหมแพรต่วนสีอ่อนดูซีดเผือดราวกับคนตาย ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่ถูกกระชากออกมาจากเงามืด
“มู่หว่านเอิน! เจ้ามันปีศาจ!” ลู่ซิ่วอิงแผดเสียงขึ้น ดวงตาดุจงูพิษจ้องมองหญิงสาวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ หากแต่มู่หว่านเอินเพียงแค่คลี่ยิ้มบาง นิ้วเรียวสวยภายใต้แขนเสื้อยาวสะบัดเพียงครั้งเดียว หลักฐานการฉ้อราษฎร์บังหลวงและบันทึกการส่งเสบียงให้ข้าศึกของตระกูลลู่ก็ร่วงหล่นลงแทบเท้าของเซียวฮ่าว
“ปีศาจหรือคะ?” มู่หว่านเอินย่างกรายเข้าไปใกล้ น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำที่นิ่งสนิท “หรือเจ้าจะบอกว่าการที่ข้าตีแผ่ความชั่วช้าที่เจ้าทำไว้กับแผ่นดิน คือความผิดบาป? ช่างน่าขันนัก ในเมื่อมือของเจ้าเปื้อนเลือดของเหล่าทหารหาญที่ต้องตายเพราะเสบียงบูดเน่าที่เจ้าสับเปลี่ยนเพื่อสินบน... เจ้ามิใช่ปีศาจหรอกซิ่วอิง เจ้าเป็นเพียงเศษสวะที่ไร้ราคาเท่านั้นเอง”
เซียวฮ่าวทรุดเข่าลงกับพื้น สายตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวเป็นความว่างเปล่าลึกสุดหยั่ง เขามองดูบันทึกเหล่านั้นด้วยความมือสั่นเทา ความรักที่เขามีต่อลู่ซิ่วอิงในอดีตบัดนี้กลายเป็นโซ่ตรวนที่รัดคอเขาให้ขาดใจตายไปพร้อมกับเกียรติยศที่เขาสร้างมาทั้งชีวิต
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าประตูพระราชวัง ทุกสายตาเบนไปทางร่างสูงโปร่งที่ก้าวเข้ามาในชุดเกราะสีดำทมิฬ ดวงตาของฉินอ๋องเซียวจ้านดุดันราวกับพญาอินทรีที่ออกล่าเหยื่อ เขาไม่ได้สนใจแม้แต่จะปรายตาแลอดีตแม่ทัพที่พ่ายแพ้ตรงหน้า เขาเดินตรงไปยังมู่หว่านเอิน ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้านาง ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรง
“หม่อมฉันนำราชโองการมาส่งถึงมือว่าที่ชายาเอกแล้ว” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ก่อนที่ขันทีอาวุโสจะก้าวออกมาคลี่ม้วนกระดาษสีเหลืองทองประทับตราหยกมังกร
*“ด้วยอำนาจแห่งสวรรค์... บัดนี้มู่หว่านเอิน ผู้มีความดีความชอบในการกอบกู้แผ่นดินและรักษาชีวิตราษฎร สมควรได้รับตำแหน่งชายาเอกแห่งฉินอ๋อง ผู้เคียงคู่บัลลังก์และกองทัพอย่างสมเกียรติ ทุกคำพูดของนางคือคำบัญชา ทุกความต้องการของนางคือสิ่งที่อาณาจักรต้องโอนอ่อน”*
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ คำประกาศนี้มิใช่เพียงการแต่งงาน แต่มันคือการประกาศให้รู้ว่า มู่หว่านเอินผู้นี้คือผู้กุมชะตาของฉินอ๋องและแผ่นดินที่เหลืออยู่
ฉินอ๋องลุกขึ้นยืน มือหนาเอื้อมไปกุมมือมู่หว่านเอินอย่างอ่อนโยนขัดกับภาพลักษณ์ที่โหดเหี้ยมของเขา “ในเมื่อราชโองการสมรสพระราชทานมาถึงแล้ว เหตุใดท่านถึงยังดูหม่นหมองนัก? หรือว่าชัยชนะที่เจ้าพร่ำบอกว่าต้องการ... ยังขาดสิ่งใดไปอีกหรือ?”
มู่หว่านเอินเงยหน้ามองบุรุษที่ครั้งหนึ่งนางเคยผลักไส แต่วันนี้กลับเป็นคนเดียวที่ยืนหยัดเคียงข้างนางอย่างมั่นคง นางกระซิบตอบเสียงแผ่ว “ชัยชนะของข้าคือการเห็นคนชั่วสิ้นฤทธิ์ค่ะท่านอ๋อง แต่มีบางสิ่งที่ข้ายังสงสัย... เรื่องที่ว่าเหตุใดท่านถึงยอมรับราชโองการนี้โดยไม่อิดออด แม้ว่ามันจะทำให้ท่านต้องถูกเหล่าขุนนางหัวโบราณกดดันก็ตาม”
เซียวจ้านแย้มยิ้ม มุมปากที่มักจะเยือกเย็นบัดนี้กลับอ่อนโยนลงราวกับหิมะที่ละลายใต้แสงอาทิตย์ “เพราะข้าเป็นเพียงชายผู้หนึ่งที่ยินดีให้เจ้าบงการชีวิตไปจนตาย... และอีกอย่าง สิ่งที่ข้าซ่อนไว้ในราชโองการฉบับนี้ มิใช่แค่เพียงการสมรส แต่มันคือการประกาศสงครามครั้งสุดท้ายกับคนผู้นั้น”
เขาลดเสียงลงจนเหลือเพียงลมหายใจ “มู่หว่านเอิน... เจ้าจำกล่องไม้ที่สลักลายดอกโบตั๋นที่เจ้าได้รับจากอดีตฮ่องเต้ได้หรือไม่? คืนนี้ข้าพบว่ามันถูกเปิดออกแล้ว... และในนั้นไม่มีอะไรอยู่เลย นอกจากจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของคนที่ตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน”
มู่หว่านเอินชะงัก สายตาของนางสั่นไหววูบ ความเย็นเยือกแล่นริ้วไปตามไขสันหลัง จดหมายของคนที่ตายไปแล้ว... นั่นหมายความว่าแผนการทั้งหมดที่นางคิดว่าวางไว้รัดกุม กลับมีรูโหว่ขนาดใหญ่ที่นางมองไม่เห็น
นางหันกลับไปมองเซียวฮ่าวและลู่ซิ่วอิงที่ถูกคุมตัวออกไป ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับฉินอ๋องที่ดวงตามืดมิดลงทันควัน “หมายความว่าอย่างไรคะ? ใครเป็นคนเปิดกล่องนั่น?”
เซียวจ้านไม่ตอบ เขาเพียงแค่ชี้ไปยังร่างของขันทีเฒ่าที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างบัลลังก์ ขันทีผู้นั้นเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและดวงตาที่กรีดร้องด้วยความแค้น—ดวงตาที่มู่หว่านเอินจำได้แม่นยำว่าเป็นของพี่สาวร่วมสาบานที่นางเคยคิดว่าตายไปแล้วในกองเพลิง
“หว่านเอิน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการย้อนเวลาของเจ้าจะเป็นความลับ?” ขันทีผู้นั้นเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “ข้าเฝ้ามองเจ้ามาตลอด... และคืนนี้ งานอภิเษกของเจ้า จะกลายเป็นงานศพของทั้งแผ่นดิน”
มู่หว่านเอินสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่ปลายมีดสั้นซึ่งจ่ออยู่ที่เอวของนางจากมือของเซียวจ้านที่ไม่ใช่เซียวจ้านที่นางรู้จักอีกต่อไป
ทุกท่านคะ การเดินทางที่เหลืออีกเพียง 3 ตอนนี้ จะตัดสินชะตาของชีวิตที่ได้รับมาใหม่ครั้งนี้ มาร่วมลุ้นไปกับหงส์เพลิงหวนคืนด้วยกันนะคะ!
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ•ตอนที่ 32
ราชโองการสมรสพระราชทาน
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าแล้วไปเป็นเซียนโอสถ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!