"การรักษาระยะห่าง คือวิธีเดียวที่จะทำให้เธอไม่ตายด้วยน้ำมือของดิฉันค่ะ องค์หญิงลูเซียนา"
เสียงของเซย์เลนราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความลังเล ทว่าทุกพยางค์ที่หลุดออกมากลับคมกริบราวกับใบมีดน้ำแข็งที่กรีดลงบนกลางใจของคนฟัง
ภายใต้แสงจันทร์สลัวที่สาดส่องผ่านกระจกสีโบราณของห้องสมุดต้องห้าม ฝุ่นผงเวทมนตร์ยังคงลอยเคว้งคว้างราวกับดวงดาวในสุυκมล องค์หญิงลำดับที่หนึ่งแห่งอาณาจักรยืนนิ่งงัน ร่างเพรียวบางในชุดคลุมสีเข้มสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของค่ำคืน แต่เป็นเพราะสายตาคู่คมที่เคยทอดมองเธอนั้น บัดนี้กลับว่างเปล่า เย็นชา และปิดตายอย่างสมบูรณ์
ลูเซียนาเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอกราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง นี่คือสิ่งที่เธียรพยายามไขว่คว้ามาตลอดไม่ใช่หรือ? การผลักเซย์เลนให้ออกห่างจากอันตรายจากคำสาปแห่งราชวงศ์ที่กำลังกัดกินวิญญาณของเธอเอง แต่วินาทีที่กำแพงนั้นถูกสร้างขึ้นจริงๆ หัวใจของเธอกลับร่ำร้องหาความอบอุ่นที่เคยมีอยู่เสียอย่างนั้น
"เจ้า... กำลังพูดเรื่องอะไรกัน เซย์เลน" ลูเซียนาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษามาดขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์เอาไว้ให้มั่นคงที่สุด แม้ว่าขอบตาของเธอจะเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ "เราเป็นคู่หูเวทมนตร์กันนะ เราผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันตั้งกี่ครั้ง..."
"และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมดิฉันถึงต้องถอยค่ะ"
เซย์เลนก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างพวกเขากลายเป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่ไม่อาจข้ามผ่าน ดวงตาสสีนิลคู่นั้นกวาดมองอัลกอริทึมสถานะของลูเซียนาที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ หน้าจอสีฟ้าใสแสดงผลตัวเลขค่าความเสถียรของคำสาปที่พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ ระดับอันตรายแตะขีดสีแดงฉาน—อีกเพียงไม่ถึงสัปดาห์ หากลูเซียนายังคงดึงดันที่จะใช้เวทประสานกับเขา พลังงานย้อนกลับจะทำลายล้างวิญญาณของเธอจนแตกสลายไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว
ในชาติก่อน เซย์เลนเคยสูญคนที่ไว้ใจที่สุดไปต่อหน้าต่อตาเพราะความอ่อนแอและความประมาท บทเรียนราคาแพงที่แลกมาด้วยหยาดเลือดและลมหายใจ สอนให้เขารู้จักคำว่า "ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม" แม้ว่าลูเซียนาจะมีความหมายกับเขามากแค่ไหนในโลกใบใหม่นี้ แต่ระบบตรรกะในหัวสมองของเขากลับสั่งการอย่างเด็ดขาดว่า ความรู้สึกส่วนตัวต้องไม่เหนือกว่าความอยู่รอด
"คุณกำลังแบกรับภาระที่เกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะรับไหว และดิฉัน... ไม่มีหน้าที่ต้องเอาชีวิตไปทิ้งร่วมกับคุณค่ะ"
คำพูดตัดเยื่อใยเหล่านั้นกระแทกเข้าใส่ใจของลูเซียนาเต็มแรง หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมา มือเรียวบางกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสอง ชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
"เข้าใจแล้ว..." ลูเซียนาเค้นยิ้มขมขื่นออกมา เป็นรอยยิ้มที่ดูน่าเวทนาที่สุดในชีวิตขององค์หญิงผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร "ถ้าเจ้าต้องการแบบนั้น... ถ้าการอยู่ใกล้เรามันคืองานที่เสี่ยงอันตรายนัก เจ้าก็เป็นแค่ตัวประกอบที่ทำหน้าที่ของตัวเองในคลาสไปก็พอ เซย์เลน ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของราชวงศ์อีก!"
พูดจบ ร่างระห่างก็สะบัดตัวหันหลังให้ทันที ผ้าคลุมสีเข้มสะบัดตามแรงเคลื่อนไหว รีบสาวเท้าเดินหนีหายไปในความมืดมิดของทางเดินหินอ่อน ทิ้งให้เซย์เลนยืนอยู่ลำพังท่ามกลางกองตำราโบราณ
ดวงตาของเซย์เลนหรี่ลงเล็กน้อย เขามองตามแผ่นหลังที่สั่นเทานั้นจนลับตา ไม่มีร่องรอยของความเสียใจปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา มีเพียงการคำนวณรอบใหม่ในระบบสมองกลภายใน
[ตรวจพบสถานะความสัมพันธ์: 'ร้าวลึก']
[คำเตือน: ความน่าจะเป็นในการรอดชีวิตของเป้าหมาย (ลูเซียนา) ลดลงเหลือ 14.2%]
[ระบบเริ่มกระบวนการสำรอง: ค้นหาเส้นทางลับในการปลดคำสาปโดยไม่ให้เป้าหมายล่วงรู้...]
เซย์เลนถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ เป็นลมหายใจที่เจือความเหนื่อยล้า เขารู้ดีว่าการกระทำเมื่อครู่มันใจร้ายเพียงใด แต่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังและกฎเกณฑ์อันโหดร้ายนี้ การแสดงความอ่อนแอก็คือการฆ่าตัวตายทางอ้อม หากเขาต้องการปกป้องเธอจริงๆ บางครั้งเขาก็ต้องยอมเป็น "ผู้ร้าย" ในสายตาของเธอเสียเอง
ทว่า ในขณะที่เซย์เลนกำลังจะหันหลังกลับเพื่อเดินออกจากห้องสมุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่เบื้องหลัง ไม่ใช่เสียงฝีเท้าเบาหวิวของลูเซียนา และไม่ใช่เสียงยามรักษาการณ์ของโรงเรียน
*ตึง... ตึง... ตึง...*
เสียงนั้นก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึกที่สะท้อนมาจากห้วงลึกของปฐพี อุณหภูมิภายในห้องสมุดลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมหายใจของเซย์เลนกลายเป็นไอสีขาว เปลวไฟจากคบเพลิงเวทมนตร์แปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอมม่วงและดับวูบลงทีละดวง ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสิ่งเหลือไว้เพียงแสงสลัวจากดวงจันทร์
[แจ้งเตือนฉุกเฉินจากระบบ!]
[ตรวจพบสิ่งมีชีวิตระดับภัยพิบัติ: ไม่ทราบที่มา]
[เขตแดนป้องกันของห้องสมุดถูกปิดกั้นโดยสมบูรณ์...]
[คำเตือน: ท่านกำลังตกอยู่ในพื้นที่อับสัญญาณ ไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้]
เซย์เลนชักดาบคาตานะเวทมนตร์ออกจากฝักในเสี้ยววินาที สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัยถึงขีดสุด เขาหันขวابกลับไปมองยังความมืดเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง
เงาร่างมหึมาค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืดมิดของชั้นหนังสือโบราณ มันคือร่างของอัศวินเกราะเหล็กขึ้นสนิมที่มีความสูงมากกว่าสองเมตร ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นส่องประกายอำมหิตภายใต้หมวกเหล็ก และที่น่ากลัวที่สุดคือ ในมือของมันถือดาบยักษ์ที่อาบไปด้วยไอหมอกแห่งความตาย
"แกเป็นใคร..." เซย์เลนเอ่ยถามเสียงเย็น ขณะที่สมองคำนวณหาจุดอ่อนของศัตรูปริศนาอย่างรวดเร็ว
อัศวินเหล็กไม่ตอบคำมัน มันเพียงแค่ยกดาบขึ้นชี้ตรงมาที่เซย์เลน ก่อนที่เสียงแหบพร่าราวกับมาจากขุมนรกจะดังลอดออกมาจากเกราะเหล็กนั้น
"เจ้า... ผู้ทรยศ... จงชดใช้ด้วยวิญญาณ..."
สิ้นเสียงนั้น ร่างของอัศวินเหล็กก็พุ่งเข้าใส่เซย์เลนด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดมิดนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กับตัวละครของเรานะคะ — เซเลสเทียละอองเวท
ขอเป็นแค่ตัวประกอบที่เทพที่สุดในคลาสเวทมนตร์ก็พอครับ•ตอนที่ 21
กำแพงกั้นกลางระหว่างเรา
ผลงานโดย เซเลสเทียละอองเวท
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซเลสเทียละอองเวท)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอเป็นแค่ตัวประกอบที่เทพที่สุดในคลาสเวทมนตร์ก็พอครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!