กลิ่นคาวเลือดเจือจางในสายลมราตรี... ช่างเป็นกลิ่นอายที่ลู่ว่านหนิงคุ้นเคยเสียยิ่งกว่ากลิ่นหอมของกำยานหมื่นลี้ในตำหนัก
ปลายพู่กันขนกระต่ายป่าในมือของนางหยุดชะงักลงกลางอากาศ หยดหมึกสีดำสนิทหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนกระดาษซวนจื่อราคาแพง กลายเป็นรอยเปื้อนคล้ายหยดน้ำตาที่ไร้ก้นบึ้ง นางไม่แม้แต่จะกะพริบตา ปลายหางตาคมกริบกวาดมองไปยังเงาดำนับสิบที่พาดผ่านหลังคาเคลือบกระเบื้องเคลือบสีเหลืองทองนอกหน้าต่าง
เงียบกริบ... ไร้สรรพเสียงใด ยิ่งเงียบสงบเท่าใด ยิ่งบ่งบอกถึงความมรณะที่คืบคลานเข้ามาใกล้เท่านั้น
"ท่านอ๋องทรงตรัสถูกจริงๆ เพคะ" ว่านหนิงเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ยามไร้ลมพัด "สุนัขจนตรอกของอัครเสนาบดีหลี่ว์ซานย่อมไม่อาจอดทนรอให้ถึงรุ่งสางได้หรอกเพคะ"
ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายมังกรห้าเล็บขยับตัวเล็กน้อย แสงจันทร์เพ็ญสาดส่องกระทบใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักขององค์ชายฉู่จวินเซียว ดวงเนตรคมปลาบดั่งพยัคฆ์ซุ่มในพงไพรทอดมองออกไปเบื้องนอกอย่างไม่ยี่หระ พระองค์ทรงจิบชาเขียวในถ้วยกระเบื้องเคลือบเซลลาดอนอย่างใจเย็น ราวกับภายนอกมิใช่กลุ่มมือสังหารผู้เชี่ยวชาญการฆ่าฟัน หากแต่เป็นเพียงกลุ่มหิ่งห้อยที่บินเล่นแสงสีในยามค่ำคืน
"พวกมันมิได้มาเพื่อเจรจา และแน่นอนว่าไม่ได้มาเพื่อถวายพระพรยามดึก" ฉู่จวินเซียวแย้มสรวลที่มุมพระoษฐ์ รอยยิ้มนั้นเย็นเยียบจนน่าขนลุก "เพียงแต่... การที่พวกมันเลือกใช้ 'กระบี่เหล็กไหลนที' ในการลงมือครั้งนี้ แสดงว่าตาแก่นั่นคงร้อนใจถึงขีดสุด เกรงว่าบัญชีลับเล่มที่เจ้าถือครองอยู่ จะทำให้ตระกูลหลี่ว์ต้องล่มสลายภายในสามชั่วคราวทัศนา"
เปรี้ยง!
ประดาบไม้แกะสลักลายวิจิตรถูกแรงกระแทกจากภายนอกพังทลายลงในพริบตา เศษไม้กระจายเกลื่อนกลาด ฝุ่นละอองตลบอบอวลพร้อมกับเงาร่างในชุดดำสนิทปิดบังใบหน้าเหลือเพียงดวงตาวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารพรั่งพรูเข้ามาภายในตำหนักว่านหนิงราวกับฝูงผีดิบกระหายเลือด
ว่านหนิงไม่แม้แต่จะถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดท่ามกลางวังวนการเมืองบีบให้นางเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับความตายด้วยความเยือกเย็น นางกวาดตามองกลุ่มมือสังหารที่พุ่งเข้ามาพร้อมกระบี่เปล่งประกายแสงวาววับในความมืด ก่อนจะก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวให้อยู่ในรัศมีแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้เป็นดั่งขุนเขา
ฉู่จวินเซียวแค่นเสียงหึในลำคอ ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานออกไปดั่งพญาอินทรีย์กาง
กรงเล็บ มือหนาคว้าจับด้ามกระบี่ประจำกายที่เหน็บอยู่ข้างพระsoงค์ ชักออกมารวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ แสงจันทร์สะท้อนคมกระบี่วับวาม ตัดผ่านความมืดมิดในตำหนักจนเกิดเสียงหวีดหิวของอากาศ
ฉับ!
โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผนังห้องสีขาวนวลเป็นลวดลายประหลาด ร่างของมือสังหารคนแรกกระเด็นกระแทกเสาไม้แกะสลักอย่างแรงก่อนจะแน่นิ่งไปโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะเปล่งเสียงร้อง มือสังหารที่เหลือชะงักฝีเท้าลงชั่วขณะ ดวงตาภายใต้ผ้าคลุมหน้าฉายแววตื่นตระหนกเมื่อพบว่าเป้าหมายมิได้อ่อนแอราวกระดาษดังที่ข่าวกรองรายงาน
"ระวังด้านซ้ายเพคะ! พวกมันพกอาวุธลับเคลือบยาพิษ" เสียงหวานกังวานของลู่ว่านหนิงดังแทรกเสียงคมดาบ นางไม่เพียงแต่ยืนหลบหลังพระองค์ ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับทำหน้าที่ดั่งดวงเนตรที่สอง คอยกวาดตามองความเคลื่อนไหวทุกองศา พร้อมทั้งหยิบพู่กันเหล็กสำหรับเขียนอักษรที่ซ่อนไว้ในชายแขนเสื้อปัดป้องเข็มพิษที่ลอบซัดเข้ามาได้อย่างแม่นยำราวดั่งปาฏิหาริย์
ฉู่จวินเซียวเหลือบพระเนตรกลับมามองสตรีด้านหลังแวบหนึ่ง แววตาคมกริบฉายแววชื่นชมระคนพึงพอใจ สตรีผู้นี้ไม่เคยทำให้พระองค์ผิดหวังเลยสักครั้ง นางมิใช่สตรีอ่อนแอที่เอาแต่กรีดร้องยามเกิดภัย ทว่าคือนางเสือสาวที่พร้อมจะเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับพระองค์บนเส้นทางสายเลือดนี้
"จับเป็นตัวหัวหน้าไว้ ข้าต้องการรู้ว่าใครเป็นคนสั่งการที่แท้จริงเบื้องหลังหน้ากากพวกนั้น" ฉู่จวินเซียวมีรับสั่งด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ก่อนที่พระองค์จะโถมกายเข้าใส่วงล้อมของมือสังหารอีกระลอก ท่วงท่าการต่อสู้สง่างามดั่งร่ายรำ แต่มันคือการร่ายรำแห่งความตายที่คร่าชีวิตคนได้ในพริบตาเดียว
เลือดหยดแล้วหยดเล่าหยãดลงบนพื้นพรมทอจากขนสัตว์ชั้นดี กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วตำหนัก ทว่าท่ามกลางบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวนี้ สายตาของฉู่จวินเซียวและลู่ว่านหนิงกลับประสานกันผ่านความโกลาหล ความเชื่อใจและพันธะสัญญาทางใจถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนาโดยไม่ต้องเอื้อnวาจาใดๆ
ในจังหวะที่มือสังหารคนสุดท้ายซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยถูกฉู่จวินเซียวใช้สันดาบกระแทกเข้าที่จุดตายจนทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น ลู่ว่านหนิงจึงก้าวเข้าไปใกล้ นางย่อกายลงช้าๆ ใช้ปลายพู่กันเหล็กจ่อที่ลำคอระหงของมัน แววตาเยือกเย็นไร้ความปรานี
"บอกมาว่าใครเป็นผู้บงการ หรือเจ้าอยากจะลองลิ้มรส 'หมึกพันพิษ' ของข้าดูก่อน" ว่านหนิงเอמהเสียงกระซิบแผ่วเบา ทว่าเยือกเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลก
มือสังหารผู้นั้นหัวเราะร่าในลำคอ เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก "ฮ่าๆๆ... พวกเจ้าคิดว่ากำจัดพวกข้าได้แล้วจะปลอดภัยงั้นรึ? จงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเสียเถิด... คืนนี้ หาได้มีเพียงแค่พวกเราที่มาเยือนตำหนักนี้ไม่!"
ฉู่จวินเซียวขมวดพระขนงเข้าหากันทันที ทรงรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง พระองค์รีบดึงพระวรกายของลู่ว่านหนิงเข้าหาพระอุระเพื่อปกป้อง พร้อมกับแหงนพระพักตร์ขึ้นมองผ่านช่องหน้าต่างที่ถูกทำลาย
ท้องนภายามราตรีที่เคยประดับด้วยจันทร์เพ็ญกระจ่าง บัดนี้กลับถูกย้อมด้วยแสงสีแดงฉานของเปลวเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำลุกไหม้จากทิศทางของ "ตำหนักบูรพา" — สถานที่ซึ่งองค์รัชทายาทประทับอยู่!
ไม่เพียงเท่านั้น เสียงฝีเท้าของกองกำลังทหารนับพันนายพร้อมเสียงเกือกม้าก้องกังวานราวกับแผ่นดินจะแยก กำลังเคลื่อนพลปิดล้อมตำหนักว่านหนิงเอาไว้ทุกด้านอย่างแน่นหนา
ธนูเพลิงนับร้อยดอกถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนจะโปรยปรายลงมาดั่งห่าฝน มุ่งตรงมายังตำหนักที่พวกเขาทั้งสองยืนอยู่ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือธงศึกที่โบกสะบัดนำหน้ากองกำลังเหล่านั้น... เป็นธงตราประจำพระองค์ของฮ่องเต้!
ดอกโบตั๋นพันปีขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับอักษรานี้นะคะ
สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย•ตอนที่ 14
คมดาบใต้จันทร์เพ็ญ
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!