กลิ่นกำยานสุคนธรสชาติแปลกปลอมลอยอวลระเหยขึ้นจากเตาทองเหลืองลายวิหคสวรรค์ คล้ายพยายามกลบเกลื่อนกลิ่นอายความเน่าเฟะที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมขนสัตว์ปักดิ้นทองนับร้อยชั้น
ลู่ว่านหนิงแย้มยิ้มบางเบາ ริมฝีปากประทินชาดสีชาดกราบกรานความงดงามเยือกเย็น นางไม่แม้แต่จะปรายหางตาแลมองเก้าอี้ไม้จันทน์หอมที่ถูกจัดเตรียมไว้เบื้องล่าง ทว่าเลือกจะยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าม่านมุกโปร่งแสง ทอดสายตามองสตรีผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งตำหนักในผู้กำลังถือครองหมากตัวสำคัญในมือ
"เจ้ากล้าดียังไง ถึงได้เหยียบย่างเข้ามาในเขตพระฐานของเปิ่นกงโดยไม่ได้รับอนุญาต"
เสียงหวานทว่าแฝงด้วยไอสังหารเย็นเยียบเอ่ยขึ้นจากหลังม่านมุก สนมเอกกุ้ยเฟย… สตรีผู้กุมหัวใจฮ่องเต้และกวาดต้อนอำนาจในวังหลังไว้ในกำมือ นางค่อยๆ ปัดชายแขนเสื้อผ้าต่วนปักลายโบตั๋นพันกลีบสีม่วงเข้มออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่ยังคงความงามสะคราญ ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ
"หม่อมฉันเป็นเพียงผู้น้อย ไร้ซึ่งตบะบารมีเทียบเท่าพระสนมเพคะ" ว่านหนิงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ร่อรอยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ร่างอรชรในอาภรณ์สีฟ้าครามปักลายเมฆาดูราวกับภาพวาดพู่กันจีนที่ตั้งตระหง่านท้าทายพายุฝน "แต่หากการมาของหม่อมฉันในวันนี้ จะช่วยให้พระสนมทรงระลึกถึงบัญชีรายชื่อสมบัติลับของสกุลหลี่ว์ที่สูญหายไปเมื่อสามปีก่อนได้… หม่อมฉันเกรงว่า ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ เก้าอี้ทองคำตัวนี้ หม่อมฉันก็ย่อมต้องก้าวเข้ามาอยู่ดีเพคะ"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในตำหนักพลันดิ่งฮวบลงจนแทบหายใจไม่ออก เหล่านางกำนัลและขันทีที่คุกเข่าอยู่รายรอบต่างพากันตัวสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
สนมเอกกุ้ยเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยันและริษยา นางสะบัดมือเพียงครั้งเดียว นางกำคนสนิทนามว่า 'ชุนฮวา' ก็ก้าวออกมารembrace รอยยิ้มอาบยาพิษ ชุนฮวายกถาดไม้ลงลักปิดทองที่มีจอกสุราอุ่นร้อนส่งควันกรุ่นคุกรุ่นขึ้นมาวางตรงหน้าว่านหนิง
"คุณหนูลู่… วาจาคมคายนักนะเจ้าคะ" ชุนฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "แต่ในวังหลังแห่งนี้ ความฉลาดเฉลียวมักมีอายุสั้นกว่าใบไม้ยามฤดูใบไม้ร่วง พระสนมทรงเมตตา ประทานสุราจอกนี้ให้เพื่อล้างความทรงจำอันสกปรกที่เจ้าบังaânล่วงเกินเบื้องสูง ดื่มเสียเถิด แล้วเจ้าจะนอนหลับอย่างเป็นสุขไปตลอดกาล"
ดวงตาหงส์ของลู่ว่านหนิงกวาดมองจอกสุราตรงหน้าอย่างพิจารณา ปลายนิ้วเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันแน่นจนข้อพระกรขาวซีด ทว่าสีหน้าของนางกลับนิ่งสนิทดั่งผืนน้ำในบึงใหญ่ไร้ระลอกคลื่น นางรู้ดีว่าเบื้องหลังของกุ้ยเฟยมีอัครเสนาบดีหลี่ว์ซานผู้เป็นบิดาหนุนหลังอยู่ และการกำจัดนางในวันนี้ คือก้าวแรกของการทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะสาวไปถึงคดีทุจริตชายแดนตะวันตก
ทว่า… ในยามที่เกมกำลังบีบคั้นจนมุมอับจนปัญญา ร่างสูงสง่าในชุดคลุมผ้าไหมปักลายมฆาห้าเล็บสีดำสนิทขององค์ชายฉู่จวินเซียวก็ก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีคู่นั้นกวาดมองสถานการณ์ทั้งหมดภายในห้องเพียงปราดเดียว ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านกดทับจนทุกคนต้องหมอบกราบลงกับพื้นโดยอัตโนมัติ
"สนมเอกช่างมีน้ำใจนัก ถึงกับจัดงานเลี้ยงต้อนรับแขกคนสำคัญด้วยสุราพิษชั้นดีเชียวหรือ?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ฉู่จวินเซียวเดินตรงเข้าไปยืนเคียงข้างลู่ว่านหนิงอย่างอารักขา ปลายเท้าของเขาย่างก้าวอย่างมั่นคงดั่งขุนเขา ไหล่กว้างบังร่างบอบบางของนางไว้จากสายตาคุกคามของกุ้ยเฟยได้อย่างแนบเนียน เคมีอันทรงพลังระหว่างคนทั้งสองแผ่พุ่งจนกุ้ยเฟยต้องขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก
"ท่านอ๋องสี่! เหตุใดจึงเสด็จมาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า นี่เป็นเรื่องภายในของตำหนักใน..." กุ้ยเฟยฝืนยิ้มเกร็ง พยายามเก็บซ่อนความหวาดหวั่นไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง
"เรื่องภายในหรือ?" ฉู่จวินเซียวแค่นยิ้มหยันที่มุมปาก ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสนมเอกราวกับจะมองทะลุปรุโปร่งถึงโสหรกเบื้องลึก "แต่เปิ่นหวางกลับคิดว่านี่คือ 'เรื่องใหญ่ของแผ่นดิน' ต่างหากเล่า"
พูดจบ มือหนาขององค์ชายสี่ก็ยื่นออกไปคว้าจับจอกสุราพิษที่วางอยู่ตรงหน้าลู่ว่านหนิงขึ้นมาอย่างไม่ลังเล ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจของเหล่านางกำนัล เขายกจอกสุรานั้นขึ้นจรดริมฝีปาก ก่อนจะเทมันทิ้งลงบนพื้นพรมปักดิ้นทองอย่างไม่ไยดี ของเหลวสีใสซึมซาบลงสู่ผืนพรม เกิดควันสีดำจางๆ ลอยขึ้นมาเป็นหลักฐานประจักษ์ชัดถึงพิษร้ายแรงที่หากดื่มเข้าไปแม้แต่หยดเดียวก็คงสิ้นใจในทันที
กุ้ยเฟยหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดไปจนชิดพนักเก้าอี้ มือกำชายเสื้อแน่นจนยับยู่ยี่
"จำไว้นะสนมเอก…" ฉู่จวินเซียวโน้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ ขณะที่ลู่ว่านหนิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาทั้งคู่ประสานกันราวกับกำลังอ่านใจซึ่งกันและกันผ่านหมากตานี้ "สตรีคนนี้… คือคนที่เปิ่นหวางเป็นผู้คุ้มครอง ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องแม้แต่ปลายเส้นผมเส้นเดียว!"
ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งถึงขีดสุด ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็วิ่งหน้าตาตื่นกระหืดกระหอบฝ่าวงล้อมเข้ามา พร้อมกับราชสำนวนสีเหลืองทองอร่ามในมือที่สั่นเทาจนแทบถือไม่อยู่
"ทะ… องค์ชายสี่! พระสนม! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าคุกเข่าลงโขกศีรษะจนหน้าผากกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น "แม่ทัพใหญ่ชายแดนตะวันตกส่งม้าเร็วด่วนที่สุดแจ้งมาว่า… กองทัพเบื้องเหนือแปรพักตร์ และในขณะนี้… ตราประทับพยัคฆ์ประจำกองทัพหลวง ได้ถูกขโมยหายไปจากท้องพระโรงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ดอกโบตั๋นพันปีขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับอักษรานี้นะคะ
สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย•ตอนที่ 13
ด้ายแดงแห่งการหลอกลวง
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!