"ฝ่าบาททรงมีพระราชดำรัสเช่นนั้นจริงหรือเพคะ"
สุ้มเสียงของลู่ว่านหนิงราบเรียบราวน้ำในบึงใหญ่ ทว่าแววตากลับไหวระริกราวเปลวเทียนต้องลมพายุ ร่างอรชรในชุดไว้ทุกข์สีขาวนวลยืนหยัดอยู่กลางท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ เบื้องหน้าของนางคือร่างสูงสง่าที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผืนดินชายแดนตะวันตกตามข่าวกรองที่อัครเสนาบดีหลี่ว์ซานกราบทูลเบื้องพระพักตร์มาตลอดสามเดือนเต็ม
องค์ชายฉู่จวินเซียว... ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ทัพไร้พ่ายผู้พลีชีพในกองเพลิง กลับยืนอยู่ตรงนั้น สวมเกราะเหล็กสีนิลประดับลวดลายหมาป่าทมิฬที่เปรอะเปื้อนคราบฝุ่นและรอยเลือดแห้งกรัง แววตาคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักหยกกวาดมองขุนนางนับร้อยที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว โดยเฉพาะอัครเสนาบดีหลี่ว์ซานที่ใบหน้าเผือดสีไร้เลือดฝาด ราวกับเห็นผีสางยามกลางวัน
"หม่อมฉันไม่ได้ตายง่ายดายเพียงนั้นหรอก คุณหนูลู่"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมกับฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้ บุรุษหนุ่มผู้มีรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณหางคิ้วซ้ายส่งยิ้มหยันให้ศัตรูทางการเมือง ก่อนจะเบนสายตามาหยุดอยู่ที่สตรีผู้ยืนถือบัญชีลับตระกูลหลี่ว์ไว้ในมือแน่น สายตานั้นไม่ได้มีเพียงความเยือกเย็นของการหักเหลี่ยมเฉือนคม หากแต่มีความระคนอาลัยและคำนึงหาที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้หน้ากากความไร้หัวใจ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมท้องพระโรงชั่วขณะ ไร้ซึ่งเสียงหายใจรดต้นคอของเหล่าขุนนางที่เคยผูกขาดอำนาจ
หลี่ว์ซานกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสั่นเทาจนเห็นได้ชัด เขารวบรวมความกล้าคุกเข่าลงโขกศีรษะ "องค์ชาย... องค์ชายทรงรอดชีวิตกลับมาได้อย่างไรกันพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อกองสืบราชการลับยืนยันว่า..."
"ยืนยันว่าข้าถูกฝังอยู่ใต้หุบเขาผาอัสนีงั้นหรือ?" ฉู่จวินเซียวแค่นหัวเราะเสียงต่ำ บรรยากาศรอบตัวกดดันจนแทบหายใจไม่ออก "หากข้าไม่แกล้งตายตามแผนการลอบสังหารของ 'หนอนบ่อนไส้' ในราชสำนัก ใยข้าจะกระชากหน้ากากกบฏที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังบัลลังก์มังกรออกมาได้เล่า!"
คำว่า 'กบฏ' ร่วงหล่นลงมาดั่งสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ขุนนางหลายคนทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนก ทว่าในขณะที่เกมการเมืองกำลังเดินมาถึงจุดแตกหัก ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็ก้าวเร็วจ้ำอ้าวเข้ามาพร้อมกับราชโองการสีทองอร่ามในมือ ใบหน้าของขันทีซีดเซียวเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
"มีพระราชโองการ!"
สิ้นเสียงประกาศ ทุกร่างในท้องพระโรงต่างคุกเข่าลงหมอบราบกับพื้น ยกเว้นเพียงฉู่จวินเซียวและลู่ว่านหนิงที่ยังคงยืนหยัดเผชิญหน้ากัน
"ด้วยพระบารมีแห่งฟ้าดิน ฮ่องเต้มีรับสั่ง... เนื่องจากสถานการณ์ในราชสำนักมีความสั่นคลอน การชำระสะ้างคดีทุจริตและการทەนุบำรุงบ้านเมืองจำเป็นต้องใช้ปัญญาอันล้ำเลิศของบุตรีขุนนางผู้จงรักภักดี จึงมีพระราชโองการให้ ลู่ว่านหนิง ย้ายเข้าไปพำนัก ณ ตำหนักซ่านอี้ ภายในเขตพระราชฐานชั้นในทันที เพื่อทำหน้าที่ถวายงานและบันทึกประวัติศาสตร์ราชสำนักเคียงข้างองค์ชายสี่... จบพระราชโองการ!"
ราวกับสายฟ้าแลบแปลบปลาบผ่าลงกลางใจ ลู่ว่านหนิงชะงักง้าง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย การถูกดึงเข้าไปในวังหลวงยามนี้... ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าสู่ปากเสือปากตะופה ที่ซึ่งเต็มไปด้วยคมดาบซ่อนเร้นและการชิงอำนาจที่พร้อมจะกลืนกินคนให้ไม่เหลือแม้แต่กระดูก
นางหันไปสบตากับฉู่จวินเซียวทันที ดวงตาคมปลาบของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นไม่ได้มีความประหลาดใจแม้แต่น้อย ราวกับเขารู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว และจงใจปล่อยให้หมากตานี้เดินมาถึงจุดนี้
ฉู่จวินเซียวก้าวเข้ามาประชิดร่างบางในระยะกระซิบ กลิ่นอายบุรุษผสมกลิ่นอายควันไฟและเลือดจางๆ ลอยเข้าจมูก น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างใบหูของนางอย่างแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"วังหลวงแห่งนี้กว้างใหญ่นักคุณหนูลู่... แต่เกรงว่าต่อจากนี้ ปีกของเจ้าจะบินหนีไปจากกรงทองของข้าไม่ได้อีกแล้ว"
ในวินาทีที่ลู่ว่านหนิงกำลังจะอ้าปากโต้แย้ง ขันทีเฒ่าก็ส่งสัญญาณมือ ข้าราชบริพารหญิงและองครักษ์หลวงนับสิบชีวิตก็ก้าวเข้ามาล้อมกรอบนางไว้รอบทิศทาง พร้อมกับราชรถหลวงที่จอดเทียบรออยู่หน้าประตูท้องพระโรงเพื่อมารับตัวนางไปทันทีตามพระราชโองการลับที่ไม่มีผู้ใดอาจขัดขืนได้
ดอกโบตั๋นพันปีขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับอักษรานี้นะคะ
สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย•ตอนที่ 11
รอยร้าวที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!