เสียงกระแทกของป้ายหยกตระกูลหลี่ว์กระทบลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันดัง *ก้องกังวาน* ราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูหนาว
ภายในท้องพระโรงใหญ่ที่ประดับประดาด้วยเสามังกรทองคำอร่าม บรรยากาศกลับหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามขมับของเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดนั้น อัครเสนาบดีหลี่ว์ซานก้าวเท้าออกมาเบื้องหน้า แววตาของสุนัขจิ้งจอกเฒ่าผู้กุมอำนาจครึ่งราชสำนักฉายแววเหี้ยมเกรียมระคนเย้ยหยัน
"ฝ่าบาท! องค์ชายสี่ฉู่จวินเซียวละเมิดพระราชอำนาจ ลักลอบเคลื่อนย้ายกองกำลังทหารนอกเมืองเข้าสู่เขตมณฑลหลวงโดยปราศจากราชโองการ นี่มิใช่การเตรียมการเพื่อก่อกบฏหรอกหรือพะย่ะค่ะ!"
เสียงทุ้มกังวานแต่แฝงด้วยพิษร้ายพ่นออกมาอย่างไร้ความเกรงกลัว ขุนนางฝ่ายสนับสนุนตระกูลหลี่ว์ต่างพากันกราบทูลสนับสนุนเป็นเสียงเดียวกัน ราวกับฝูงกาที่ส่งเสียงร้องรับยามเหยื่อตกหลุมพราง
ลู่ว่านหนิงซึ่งยืนหลบฉากอยู่หลังม่านโปร่งสีนวลในฐานะอาลักษณ์หญิงผู้บันทึกกิจการราชสำนัก มือเรียวดั่งลำหญ้าคาของนางยังคงถือพู่กันขนกระต่ายไว้อย่างมั่นคง ปลายพู่กันชุ่มหมึกดำสนิทหยดลงบนกระดาษสาเนื้อดีเป็นวงเล็กๆ แต่หัวใจของนางกลับเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก นางกวาดสายตาผ่านช่องว่างของม่านโปร่งไปยังร่างสูงสง่าที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
ฉู่จวินเซียวไม่แม้แต่จะชายตามองอัครเสนาบดีหลี่ว์ซานผู้กำลังเดือดดาล พระองค์ทรงแย้มพระสรวลน้อยๆ อย่างคนเกียจคร้าน อาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายเมฆามังกรห้าเล็บรับกับพระพักตร์คมคายดั่งภาพวาด ทว่าแววตาหงส์คู่นั้นกลับลึกล้ำดั่งเหวลึกไร้ก้นบึง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย
"อัครเสนาบดีหลี่ว์ ช่างมีความสามารถในการแต่งเติมเรื่องราวยิ่งนัก..." น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าก้องกังวานสะท้อนไปทั่วทุกมุมห้อง "กองกำลังที่ท่านกล่าวถึง... คือกองกำลังที่ถูกส่งไปกวาดล้างกลุ่มโจรภูเขาที่ปล้นสะดมเสบียงหลวงมิใช่หรือ? หรือว่า... โจรกลุ่มนั้นมีความเกี่ยวข้องอันใดกับจวนอัครเสนาบดี จนทำให้ท่านร้อนรนถึงเพียงนี้?"
คำถามเพียงประโยคเดียวกลับดั่งคมมีดที่กรีดลึกลงบนแผลเป็น หลี่ว์ซานหน้าถอดสีไปวูบหนึ่งก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาแข็งกร้าวเช่นเดิม
"พะ… พระองค์อย่าทรงบิดเบือนความจริง! หลักฐานมัดตัวแน่นหนา มีทั้งตราประทับและรายชื่อทหารในสังกัดของพระองค์..."
"หลักฐานหรือ?" ฉู่จวินเซียวทวนคำ สุ้มเสียงติดจะขบขัน ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเย็นเยียบลงจนอุณหภูมิในท้องพระโรงลดฮวบลงอย่างฉับพลัน พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นโบกเบาๆ
*กรับ!*
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของทหารองครักษ์หลวงชุดเกราะดำสนิทดังขึ้นที่เบื้องนอก ประตูทองสำริดบานใหญ่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออก เผยให้เห็นร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ถูกมัดมือไพล่หลังและถูกบังคับให้คุกเข่าเดินเข้ามาท่ามกลางแสงตะวันยามสาย
หลี่ว์ซานหันไปมองตามเสียง หัวใจกระตุกวูบ ใบหน้าของขุนนางเฒ่าซีดเผือดลงจนแทบไร้สีเลือด บุรุษผู้นั้นคือ "จ้าวหย่ง" พ่อบ้านมือขวาผู้กุมความลับทางการเงินทั้งหมดของตระกูลหลี่ว์!
"พะ… พะ… พระองค์เสด็จมาเร็วกว่าที่กระหม่อมคาดการณ์ไว้พะย่ะค่ะ… องค์ชายสี่" จ้าวหย่งละล่ำละลักกล่าวด้วยความหวาดกลัว เนื้อตัวสั่นเทานอนหมอบราบไปกับพื้น
ลู่ว่านหนิงที่มองดูเหตุการณ์อยู่หลังม่านถึงกับเผลอกลั้นหายใจ นางตระหนักได้ทันทีว่านี่คือหมากตานสำคัญที่ฉู่จวินเซียวซ่อนไว้เพื่อรอเวลาเผด็จศึก บัญชีลับที่นางเคยเสี่ยงชีวิตคัดลอกเมื่อหลายคืนก่อน บัดนี้ได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธร้ายที่พร้อมจะปลิดชีพศัตรูในคราเดียว
"อัครเสนาบดีหลี่ว์..." ฉู่จวินเซียวค่อยๆ ก้าวพระบาทเข้าไปใกล้ร่างของขุนนางเฒ่าทีละน้อย เงาสูงสง่าทาบทับร่างของอีกฝ่ายจนมิด "ท่านยังต้องการฟังคำอธิบายเรื่องกองกำลังนอกเมือง หรืออยากจะเริ่มฟัง... รายชื่อขุนนางทุจริตที่ติดต่อค้าขายกับชนเผ่าทางเหนือผ่านบัญชีลับเล่มนี้ก่อนดีเล่า?"
พระหัตถ์หนายื่นม้วนกระดาษหนังแกะสีเหลืองเก่าคร่ำคร่าออกไปเบื้องหน้า กลิ่นอายของอำนาจที่แท้จริงแผ่ซ่านกดดันจนแม้แต่องค์จักรพรรดิบนบัลลังก์ยังต้องทรงโน้มพระวรกายลงมาทอดพระเนตรด้วยความสนใจ
หลี่ว์ซานจ้องมองม้วนกระดาษนั้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นและตื่นตระหนกสุดขีด ทุกอย่างพังทลายลงในพริบตา แผนการที่วางไว้แรมปีกลับถูกทำลายย่อยยับด้วยฝีมือขององค์ชายสี่ผู้ที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเสือกระดาษ
ทว่า ในขณะที่เกมการเมืองกำลังดำเนินมาถึงจุดพลิกผันอันเข้มข้น เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงเกือกม้าจำนวนมากก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกเขตพระราชฐานชั้นนอก ราวกับมีกองทัพปริมาณมหาศาลกำลังเคลื่อนพลเข้ามาประชิดพระราชวังหลวงอย่างกะทันหัน!
ขันด่วนหน้าพระพักตร์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าจนตัวสั่น ล้มลุกคลานคลุกคลานเข้ามาตะโกนด้วยเสียงอันแหบพร่า
"ทูลฝ่าบาท! ทูลองค์ชาย! กองกำลังทหารรักษาพระองค์นอกบัญชี... บุกเข้าล้อมรอบพระราชวังชั้นในไว้หมดแล้วพะย่ะค่ะ!"
ฉู่จวินเซียวชะงักพระบาท รอยแย้มพระสรวลบนพระพักตร์เลือนหายไปในพริบตา แววตาหงส์หันขวับไปมองนอกหน้าต่างท้องพระโรงที่บัดนี้ถูกกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
— และในวินาทีนั้นเอง ประตูไม้สักทองแกะสลักลวดลายวิจิตรของท้องพระโรงก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาจากชายแดนตะวันตก!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ว่านหนิงกับท่านอ๋องมาถึงตอนนี้นะคะ บทต่อไปรับรองว่าเดือดดาลและพลิกผันยิ่งกว่าเดิมแน่นอนค่ะ!
สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย•ตอนที่ 10
คลื่นใต้น้ำในราชสำนัก
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!