"เจ้ากล้าดึงดันจะเปิดหีบสมบัติของบิดาข้ากลางดึกเช่นนี้ เกรงว่าจะดูถูกสกุลลู่จนเกินไปกระมัง"
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดูดังขึ้น ทลายความเงียบงันภายในห้องหนังสือตระกูลลู่ลงอย่างสิ้นเชิง ลู่ว่านหนิงยืนกอดอกอยู่หน้าชั้นตำรา แสงจากโคมไฟกระดาษสีนวลขับให้ใบหน้ารูปไข่ของนางงามสง่า ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนไว้ในฝักแพรไหม
เงาร่างระหงในชุดบ่าวรับใช้ของจวนอัครเสนาบดีหลี่ว์สะดุ้งสุดตัว นางรีบชักมือกลับจากกลอนทองเหลืองสลักลายโบตั๋น ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจกลัว แต่ครู่เดียวก็แสร้งปรับสีหน้าให้ราบเรียบ พลางคุกเข่าลงโขกศีรษะระลัว
"คุณหนูโปรดอภัย! บ่าว... บ่าวเพียงแต่เข้ามาจัดเก็บตำราตามคำสั่งของพ่อบ้าน..."
"จัดเก็บตำรา?" ว่านหนิงแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน นางก้าวเท้าช้าๆ เข้าหา หางกระโปรงผ้าต่วนปักลายเมฆสีชาดสะท้อนแสงไฟวับวาม "ยามนี้ล่วงเลยเข้ายามสาม [1] แล้ว อีกทั้งหีบใบนี้บรรจุเพียงบันทึกบัญชีการค้าที่ถูกอายัดตามพระราชโองการ เจ้าบอกข้าทีซิว่า เหตุใดบ่าวรับใช้เรือนซักล้างเช่นเจ้า ถึงมีความสามารถพิเศษในการอ่านอักษรบัญชีการค้าที่ต้องใช้พู่กันพิเศษจดบันทึกเล่า?"
สายลับสาวชาวตระกูลหลี่ว์ตัวสั่นเทิ้ม เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม นางไม่นึกเลยว่าข่าวลือที่ว่าคุณหนูลู่ว่านหนิงเป็นเพียงสตรีอ่อนแอในเรือนหลัง จะเป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้นตบตาคนทั้งเมืองหลวง แท้จริงแล้วสตรีตรงหน้านี้กลับรอบคอบและดักรอจับกู้อุ้งมือแมวอยู่ก่อนแล้ว
"ในเมื่อเจ้าขยันขันแข็งถึงเพียงนี้ จะให้เสียน้ำใจได้อย่างไร" ว่านหนิงโบกมือเรียกชิงชิงสาวใช้คนสนิทที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่มุมห้อง "ชิงชิง ไปยก 'ชาต้อนรับแขก' มาให้แม่นางผู้นี้สักกาเถอะ นางอุตส่าห์ดั้นด้นมาเยือนเรือนข้าถึงห้องลับยามวิกาลเช่นนี้ สมควรได้รับการปรนนิบัติอย่างสมเกียรติ"
ชิงชิงรับคำด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องด้านในไม่นานนัก แล้วกลับออกมาพร้อมถาดไม้ลงรักปิดทอง บนนั้นมีกาน้ำชาเซรามิกเคลือบสีเขียวหยกและจอกชาใบน้อยส่งกลิ่นหอมกรุ่นของดอกกุ้ยฮวา [2] ลอยอบอวล
สายลับตระกูลหลี่ว์มองจอกชาในมือที่สั่นระริกของชิงชิง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัย นางถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นตำรา "คุณหนู... บ่าวไม่กล้ารบกวน..."
"ดื่มเสียเถิด" ว่านหนิงกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าแววตากลับไร้ซึ่งความปรานีใดๆ "นี่คือชาชั้นดีที่ท่านอ๋ององค์สี่ทรงประทานให้ตระกูลลู่ก่อนที่พระองค์จะถูกกักบริเวณ บ่าวผู้ต้อยต่ำเช่นเจ้ามีวาสนาเพียงใดถึงจะได้ลิ้มรสชาตินี้ หรือว่า... เจ้ากลัวว่าในชาจะมียาพิษ?"
ประโยคหลังนี้ว่านหนิงจงใจโน้มตัวลงกระซิบแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมจนอีกฝ่ายแทบหยุดหายใจ
ในขณะเดียวกัน บรรยากาศรอบนอกจวนตระกูลลู่กลับถูกความเงียบงันอันตรายเข้าปกคลุม กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยนายภายใต้สังกัดของอัครเสนาบดีหลี่ว์ซานต่างซุ่มซ่อนอยู่ตามกำแพงและมุมมืด รอคอยสัญญาณจากสายลับภายในเพื่อบุกเข้าค้นหา "หลักฐานการสมคบคิดกับกบฏ" ตามที่หลี่ว์ซานกุเรื่องขึ้นทูลถวายฮ่องเต้
ทว่าพวกมันกลับไม่รู้เลยว่า ทุกการเคลื่อนไหวตกอยู่ในสายตาของพญาอินทรีย์ที่กางปีกรออยู่ก่อนแล้ว
ณ หอสูงฝั่งตรงข้ามจวนตระกูลลู่ องค์ชายฉู่จวินเซียวประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดง พระเนตรคมกราบดั่งเหยี่ยวมองลอดหน้าต่างที่เปิดกว้าง ชุดคลุมยาวปักลายมังกรห้าเล็บสีดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืดมิด ทว่ารัศมีน่าเกรงขามกลับแผ่ซ่านออกมารอบวรกาย
"ทูลท่านอ๋อง สายลับของตาแก่หลี่ว์เข้าไปในเรือนของคุณหนูลู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์เงาคนสนิทก้าวเข้ามารายงานเสียงเบา
ฉู่จวินเซียวไม่ตรัสสิ่งใด พระหัตถ์เรียวยาวทรงหมุนจอกชาในพระหัตถ์ไปมาอย่างเชื่องช้า มุมโอษฐ์หยักลึกยกยิ้มเยдяเยือกขึ้นเล็กน้อย
"ปล่อยให้พวกมันเล่นละครกันไปก่อน" สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อnเอ่ย "หลี่ว์ซานอยากได้หลักฐานปลอมนัก ข้าก็จะให้ว่านหนิงจัดเตรียม 'ของขวัญชิ้นใหญ่' ไว้ต้อนรับพวกมันให้สมเกียรติอัครเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่เช่นกัน"
ภายในห้องหนังสือตระกูลลู่ เวลานี้ความกดดันแผ่ซ่านจนแทบหายใจไม่ออก
สายลับตระกูลหลี่ว์ถูกบังคับให้รับจอกชาเข้ามาในมือ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความหวาดกลัว นางรู้ดีว่าหากดื่มชาถ้วยนี้อาจต้องตาย แต่หากปฏิเสธ ความลับของภารกิจจะแตกทันที และจุดจบยศฐาบรรดาศักดิ์ของครอบครัวนางที่อยู่ภายใต้การควบคุมของหลี่ว์ซานก็คงไม่ต่างกัน
"ดื่ม..." ว่านหนิงเอ่ยย้ำ น้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำนิ่งสนิท ทว่าซ่อนคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะซัดสาดทำลายล้างทุกสิ่ง
ในจังหวะที่สายลับผู้นั้นกำลังจะยกจอกชาขึ้นจิบเพื่อรักษาชีวิตรอด ทันใดนั้นเอง!
*เพล้ง!*
เสียงกระเบื้องหลังคาแตกกระจายดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเงาร่างของนักฆ่าชุดดำนับสิบคนที่พุ่งทะยานทะลุหน้าต่างและประตูเข้ามาในห้องหนังสืออย่างพร้อมเพรียง เหล่าคมดาบวابวับสะท้อนแสงไฟพุ่งตรงไปยังเป้าหมายเดียวคือ—ลู่ว่านหนิง!
"ระวังคุณหนู!" ชิงชิงหวีดร้องสุดเสียง
ทว่าลู่ว่านหนิงกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงแต่มองกลุ่มนักฆ่าที่บุกเข้ามาด้วยสายตานิ่งสงบดั่งเซียนผู้มองกลลวงของมนุษย์ มุมปากอิ่มสวยยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่าเย็นยะเยือกถึงกระดูกดำ
"ในที่สุดพวกเจ้าก็อดใจไม่ไหว ส่งคนมาชิง 'หลักฐาน' ด้วยตัวเองแล้วสินะเพคะ..."
*ฉึบ!*
ก่อนที่ดาบเล่มแรกจะทันระคายผิวบาง ประตูห้องหนังสือที่ปิดสนิทก็ถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบด้วยพลังภายในอันมหาศาล ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายสังหารที่รุนแรงราวมัจจุราช กริชทองคำในมือสะท้อนแสงประกายวาววับ
และก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว ทหารองครักษ์หลวงนับร้อยนายในชุดเกราะเหล็กก็กรูกันเข้ามาปิดล้อมเรือนตระกูลลู่ไว้จนแทบไม่
ฉู่จวินเซียวทรงก้าวเข้ามาประทับยืนเคียงข้างลู่ว่านหนิง พระหัตถ์หนาคว้าเอวบางของนางเข้าหาพระonกกายอย่างถือสิทธิ์ พระเนตรคมกริบกวาดมองกลุ่มนักฆ่าที่หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
"บังaญ! กล้าบุกรุกจวนขุนนางใหญ่ยามวิกาล แถมยังคิดทำร้ายชายาในอนาคตของเปิ่นหวัง [3]..."
องค์ชายสี่แย้มพระสรวลเยียบเย็น ทรงตวัดพระเนตรมองไปยังหัวหน้านักฆ่าที่แอบซ่อนตราสัญลักษณ์ตระกูลหลี่ว์ไว้ที่ข้อมือ ก่อนจะตรัสด้วยพระสุรเสียงก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
"ดูท่า... อัครเสนาบดีหลี่ว์คงจะร้อนใจอยากขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์มังกรแทนเสด็จพ่อเสียแล้วกระมัง ถึงได้ส่งสุนัขรับใช้มาทำลายหลักฐานถึงเรือนของพระชายาข้าเช่นนี้!"
จบบทที่ 8
*(เชิงอรรถ: [1] ยามสาม คือช่วงเวลาประมาณ 23.00 - 01.00 น. / [2] ดอกกุ้ยฮวา คือดอกหอมหมื่นลี้ / [3] เปิ่นหวัง คือสรรพนามแทนตัวเองขององค์ชาย)*
---
รี้ดเดอร์ที่รักคะ บทนี้ชิงไหวชิงพริบกันสะใจไหมคะ ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ รับรองว่าเดือดกว่าเดิมแน่นอนค่ะ!
สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย•ตอนที่ 8
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!