กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เออร์หมักบ่มสามสัปราชย์ลอยอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่ากลับมิอาจกลบกลิ่นคาวเลือดที่ระเหยขึ้นมาจากแผ่นกระดาษไขบางเบาบนโต๊ะหนังสือได้เลย
ลู่ว่านหนิงมิได้สะท้านสะเทือนต่อความเงียบงันอันกดดันที่แผ่ซ่านมาจากบุรุษผู้ประทับอยู่เบื้องข้าม นางเพียงจรดพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนกระดาษสาเนื้อดีด้วยความนิ่งสงบ น้ำหมึกสีดำสนิทถูกลากผ่านเป็นเส้นสายตารางบัญชีรายชื่อส่วยสินบนของกรมโยธาธิการอย่างแม่นยำ ทุกรอยพู่กันคือหลักฐานมัดตัวอัครเสนาบดีหลี่ว์ซานให้ดิ้นไม่หลุด และทุกลมหายใจเข้าออกของนางในยามนี้ ก็แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย
"คุณหนูลู่... เจ้าช่างกล้าหาญ หรือว่าไร้เดียงสากันแน่ ถึงได้กล้ากุมความลับที่แม้แต่เสนาบดีฝ่ายบู๊ยังต้องหลั่งเหงื่อกาฬในมือเพียงลำพัง?"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มในป่าลึกดังขึ้น องค์ชายฉู่จวินเซียวมิได้ทอดพระเนตรสมุดบัญชีตรงหน้า ทว่าดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกลับจดจ้องใบหน้างดงามที่ราบเรียบราวกระจกแก้วของสตรีตรงข้าม อาภรณ์สีครามเข้มปักลายเมฆาด้วยดิ้นทองขับเน้นให้พระองค์ทรงอำนาจและเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว พระองค์ทรงหมุนจอกชาในพระหัตถ์ไปมา ช้าๆ ทว่ามั่นคง ราวกับกำลังพิจารณาว่าควรจะบดขยี้มดปลวกตัวนี้ทิ้ง หรือจะเก็บมันไว้ปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขาแห่งอำนาจ
ว่านหนิงวางพู่กันลงอย่างแผ่วเบา นางมิได้หลบสายตานั้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น
"หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีตกอับผู้หนึ่ง ทรงมีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัวเพคะ? หรือว่า... ท่านอ๋องผู้เกรียงไกร ทรงเกรงกลัวว่าสตรีในห้องหอเช่นหม่อมฉัน จะฉุดกระชากหน้ากากผู้ผดุงความยุติธรรมของพระองค์ลงมาได้กันแน่"
เพล้ง!
จอกชาในพระหัตถ์ถูกวางกระแทกกับโต๊ะไม้จันทน์หอมจนน้ำชาสีอำพันกระฉอกออกมาเปื้อนขอบโต๊ะ ฉู่จวินเซียวโน้มพระวรกายเข้ามาใกล้ บรรยากาศรอบกายกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายบุรุษสูงศักดิ์ผสมผสานกับกลิ่นอายสนธยาห่อหุ้มร่างบอบบางของนางไว้จนมิด
"เจ้าฉลาดเกินไป ลู่ว่านหนิง และความฉลาดมักมีอายุสั้นในราชสำนักแห่งนี้" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ ชิดริมพระ oído จนเส้นผมสีดำสนิทของนางไหววูบตามสายลม "เหตุใดข้าจึงต้องร่วมมือกับเจ้า ในเมื่อข้าสามารถยึดสมุดบัญชีนี้ไปเองได้โดยไม่ต้องเจรจa"
ว่านหนิงไม่ถอยร่น นางเงยหน้าสบพระเนตรคมคลาคลุ้งด้วยความท้าทาย แววตาคู่นั้นประกายแสงวับวาวราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด
"เพราะท่านอ๋องทรงรู้ดีว่า... ต่อให้พระองค์กุมสมุดบัญชีนี้ไว้ในมือ แต่หากปราศจาก 'รอยหมึก' ที่ลงบันทึกด้วยลายมือเฉพาะตัวของหลี่ว์ซานและรหัสลับที่หม่อมฉันถอดรหัสได้ สมุดเล่มนี้ก็เป็นเพียงกระดาษเช็ดก้นไร้ค่าเล่มหนึ่งเท่านั้นเพคะ!" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะโน้มกายเข้าไปกระซิบชิดพระพักตร์ด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังยิ่งกว่า "อีกอย่าง... คนที่ตระกูลหลี่ว์ส่งมือสังหารเงามาตามล่าในคืนนี้ มิใช่หม่อมฉันผู้เดียว แต่รวมถึง 'พยานปากเอก' ที่พระองค์ทรงตามหามาแรมปีด้วย มิใช่หรือเพคะ?"
ฉู่จวินเซียวชะงักไปชั่วลมหายใจ พระเนตรหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องหนังสืออีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำของการประลองปัญญาที่เข้มข้นจนแทบได้ยินเสียงเกลียวคลื่นปะทะโขดหิน
ในเรือนหลังที่ไร้แสงตะเกียงส่องถึง นอกจากแสงจันทร์นวลที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักลายดอกโบตั๋น ทั้งสองต่างยืนอยู่บนปากเหวแห่งความเป็นความตาย ก้าวผิดเพียงก้าวเดียว ร่างทั้งร่างจะหล่นวูบสู่หุบเหวแห่งความพินาศทันที
พระองค์ทรงทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าเนิ่นนาน ราวกับเพิ่งค้นพบว่าภายใต้รูปลักษณ์บอบบางอ่อนหวานนั้น ซ่อนกรงเล็บพยัคฆ์ที่แหลมคมยิ่งกว่าผู้ใดในราชสำนัก มุมโอษฐ์หยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง—รอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ
"ดี... เจ้าชนะแล้ว ลู่ว่านหนิง" ฉู่จวินเซียวเหยียดพระวรกายขึ้นตรัสด้วยน้ำเสียงกึ่งเย้ากึ่งจริงจัง "นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เรือนหลังนี้คือป้อมปราการของเรา และสัญญาลับฉบับนี้ จะถูกสลักด้วยเลือด หาใช่เพียงน้ำหมึก"
พระองค์ทรงหยิบมีดสั้นเล่มงามที่ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าขึ้นมา ปลดปลอกมีดออกแล้วจรดคมมีดลงบนฝ่าพระหัตถ์ของตนเองอย่างไม่ลังเล เลดสีแดงฉานไหลซึมออกมา ตัดกับผิวพระหัตถ์ขาวผ่อง พระองค์ยื่นมือไปเบื้องหน้าว่านหนิง
ว่านหนิงมองรอยแผลนั้นชั่วพริบตา ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือเรียวบางของตนออกไป นางใช้ปลายนิ้วกดลงบนรอยแผลของพระองค์ ปล่อยให้หยาดโลหิตอุ่นร้อนผสมผสานกับปลายนิ้วของนางเอง แล้วจึงนำไปประทับลงบนแผ่นกระดาษสาสัญญาพันธมิตร หยดเลือดสีแดงสดเปรอะเปื้อนลงบนรายชื่อขุนนางกังฉิน ราวกับคำสาปแช่งที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากขุมนรก
ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาในใจ ทว่าความฮึกเหิมกลับทวีคูณ พวกเขาผูกพันชะตากรรมเข้าด้วยกันแล้วในความมืดมิดนี้
ทว่า... ในจังหวะที่สัญญาลับฉบับสุดท้ายกำลังจะถูกพับเก็บ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอกอย่างกะทันหัน เสียงเหล็กกระทบกันดังกรุ้งกริ้งบ่งบอกถึงคมดาบที่ชักออกจากฝัก!
ดวงตาของฉู่จวินเซียววาวโรจน์ขึ้นด้วยจิตสังหาร พระองค์คว้ากระบี่ประจำพระองค์ไว้แน่นทันที ขณะที่ว่านหนิงหันขวับไปมองบานประตูไม้ที่ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล
เงาร่างมหึมาของราชองครักษ์เสื้อแพรในชุดดำสนิทนับสิบพุ่งทะยานเข้ามา พร้อมกับคมดาบที่อาบยาพิษสีเขียวเรืองรอง สะท้อนแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้องหนังสือ—
และท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำเย็นยะเยือกของขันทีคนสนิทแห่งตำหนักในก็ดังแทรกขึ้นจากหน้าประตูลั่นบ้าน:
"มีพระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! สั่งให้ปลดองค์ชายสี่และกักบริเวณคุณหนูลู่ว่านหนิงฐาน... สมคบคิดกับกบฏ!"
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางสายอักษรนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — ดอกโบตั๋นพันปี
สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย•ตอนที่ 7
พันธมิตรในความมืด
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!